Nasdaq ร่วงกว่า 1% หลังแรงขายหุ้นชิปถล่มตลาดหุ้นสหรัฐจากความกังวลกระแส AI เริ่มชะลอ ขณะราคาน้ำมันพุ่งจากตะวันออกกลางตึงเครียด ส่วนทองคำอ่อนตัว
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบอย่างหนักในการซื้อขายวันอังคาร (8 ก.ค.) โดยเฉพาะดัชนี Nasdaq ที่ปรับตัวลดลงมากกว่า 1% หลังนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางความกังวลว่าการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้นกลุ่มดังกล่าวอาจไม่สามารถรักษาระดับการเติบโตได้ในระยะยาว
แรงกดดันต่อหุ้นชิปเริ่มขึ้นหลังผลประกอบการของ Samsung Electronics แม้ออกมาสูงกว่าที่ผ่านมา แต่กลับไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับนักลงทุนที่ตั้งความหวังไว้ในระดับสูง ส่งผลให้เกิดแรงขายในหุ้นผู้ผลิตชิปทั้งในเอเชียและสหรัฐ
หุ้น Micron Technology ปรับตัวลดลง 4.7% ขณะที่ Sandisk ดิ่งลง 7.3% ส่งผลให้ดัชนี PHLX Semiconductor Index ร่วงถึง 4.65% ทำให้ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 ลดลงเหลือประมาณ 74%
นอกจากนี้ นักลงทุนยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมหลังมีรายงานว่า DeepSeek สตาร์ทอัพด้าน AI จากจีน กำลังพัฒนาชิป AI ของตนเอง ซึ่งอาจลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia และ Huawei ในอนาคต สะท้อนการแข่งขันในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่รุนแรงขึ้น และสร้างความกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตของผู้ผลิตชิปชั้นนำ
นักวิเคราะห์ระบุว่า การเทขายหุ้นชิปครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความผันผวนในหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI โดยนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแสการสร้างศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Center) ได้สะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้วหรือไม่
ขณะเดียวกัน หุ้น SpaceX ปรับตัวลดลงเกือบ 7% ในวันแรกที่เริ่มซื้อขายในฐานะสมาชิกดัชนี Nasdaq 100 แม้ว่าจะได้รับการเริ่มต้นบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งก็ตาม
ในภาพรวมของตลาด หุ้นปรับตัวลดลงใน 8 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P 500 โดยกลุ่มอุตสาหกรรม (Industrials) ร่วงหนักที่สุด 3.41% รองลงมาคือกลุ่มวัสดุพื้นฐาน (Materials) ที่ลดลง 2.45%
ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,503.85 จุด ลดลง 0.45% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,818.69 จุด ลดลง 1.16% ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ลดลง 0.25% ปิดที่ 52,925.15 จุด แม้ว่าระหว่างวันจะเคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม
ด้านตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 3% หลังรัฐบาลสหรัฐเพิกถอนใบอนุญาตทั่วไปที่อนุญาตให้มีการจำหน่ายน้ำมันดิบจากอิหร่าน ประกอบกับรายงานเหตุโจมตีเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลต่อความเสี่ยงด้านการขนส่งน้ำมันในเส้นทางยุทธศาสตร์ของโลก
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดเพิ่มขึ้น 2.17 ดอลลาร์ หรือ 3.01% อยู่ที่ 74.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ประมาณ 2,710 บาทต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนราว 36.5 บาท/ดอลลาร์) ส่วนน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) เพิ่มขึ้น 1.89 ดอลลาร์ หรือ 2.76% ปิดที่ 70.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ประมาณ 2,571 บาทต่อบาร์เรล)
ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น พร้อมรอการเปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประจำเดือนมิถุนายน เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินในช่วงครึ่งหลังของปี
ราคาทองสปอตลดลง 0.5% อยู่ที่ 4,144.36 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 151,269 บาทต่อออนซ์) ส่วนสัญญาทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือนสิงหาคมของสหรัฐ ปิดลดลง 0.3% อยู่ที่ 4,157.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 151,745 บาทต่อออนซ์)
สหรัฐเพิกถอนใบอนุญาตขายน้ำมันอิหร่าน หลังเรือพาณิชย์ 3 ลำถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันพุ่ง เสี่ยงกระทบข้อตกลงหยุดยิง
สหรัฐอเมริกาประกาศเพิกถอนใบอนุญาตทั่วไป (General License) ที่เคยอนุญาตให้อิหร่านสามารถจำหน่ายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในตลาดโลกได้ ถือเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อเตหะราน และอาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างทั้งสองประเทศที่ยังเปราะบาง หลังเกิดเหตุเรือพาณิชย์ 3 ลำถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้การกระทำของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนว่าเตหะรานจะต้องเผชิญกับผลกระทบจากการดำเนินการดังกล่าว ขณะที่การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเดินหน้าด้วยความสุจริตใจเพื่อหาข้อตกลงสันติภาพถาวร
การประกาศของสหรัฐส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 3% ทันที เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจกระทบต่อการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนสำคัญของโลก
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงทางทะเลเปิดเผยว่า หนึ่งในเรือที่ถูกโจมตีเป็นเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดระเบิด หลังถูกโดรนโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่องยนต์ แม้ว่าลูกเรือทั้งหมดจะปลอดภัยและอยู่ระหว่างการอพยพก็ตาม
ขณะเดียวกัน เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่ชักธงซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเชื่อว่าเป็นเรือ "Wedyan" ได้รับความเสียหายนอกชายฝั่งประเทศโอมาน โดยสาเหตุของเหตุการณ์ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
รัฐบาลกาตาร์กล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือ รวมถึงเรือบรรทุก LNG ของกาตาร์ "Al Rekayyat" พร้อมเรียกตัวรองเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าคำกล่าวหาของกาตาร์เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ พร้อมยืนยันว่าอิหร่านปฏิบัติตามพันธกรณีทุกประการ แต่ระบุว่าเรือพาณิชย์ที่ใช้เส้นทางซึ่งไม่ได้ประสานงานกับอิหร่านย่อมมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
เจ้าหน้าที่สหรัฐอีกคนซึ่งขอสงวนนาม เปิดเผยว่า ข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่าอิหร่านเป็นผู้ยิงโจมตีเรือพาณิชย์ทั้ง 3 ลำ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า อิหร่านกำลังใช้การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองในการเจรจาข้อตกลงสันติภาพระยะยาวกับสหรัฐ เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก
ภายใต้ข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐและอิหร่านเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน กระทรวงการคลังสหรัฐได้ออกใบอนุญาตให้อิหร่านสามารถจำหน่ายน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้จนถึงวันที่ 21 สิงหาคม แต่การเพิกถอนใบอนุญาตครั้งล่าสุดกำหนดให้อิหร่านยุติธุรกรรมทั้งหมดภายในวันที่ 17 กรกฎาคม
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ประชาชนชาวอิหร่านหลายแสนคนร่วมพิธีไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และสมาชิกในครอบครัว ที่เมืองกุม โดยผู้ร่วมพิธีจำนวนมากประกาศว่าจะล้างแค้น พร้อมชูป้ายข้อความโจมตีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงส่งสัญญาณแข็งกร้าว โดยย้ำว่าหากการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ สหรัฐพร้อมกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง พร้อมระบุว่า "เราจะบรรลุข้อตกลง หรือไม่ก็จะจัดการให้จบสิ้น"
ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี ระบุว่า การเจรจาข้อตกลงถาวรจะไม่สามารถเริ่มต้นได้ หากสหรัฐยังคงใช้การข่มขู่ทางทหารเป็นเงื่อนไขในการเจรจา
นักวิเคราะห์ประเมินว่า การเพิกถอนสิทธิการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ประกอบกับเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง และเพิ่มความผันผวนต่อทั้งตลาดพลังงาน การขนส่งทางทะเล และเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนวิตกฟองสบู่ AI ชิปดิ่ง สหรัฐถอนสิทธิขายน้ำมันอิหร่าน ตะวันออกกลางป่วน ราคาน้ำมันพุ่งทันที