[รีวิว] Kingdom of Heaven – มหากาพย์สงครามครูเสดที่คนรักประวัติศาสตร์ห้ามพลาด!

กระทู้สนทนา


สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปทุกท่าน วันนี้ผมอยากจะมารีวิวหนังเรื่องหนึ่งที่อยู่ในลิสต์หนังโปรดของผมมานานมากแล้ว นั่นก็คือ "Kingdom of Heaven" ฉบับปี 2005 ครับ หนังเรื่องนี้ผมดูมาหลายรอบแล้ว และทุกครั้งที่ดูก็ยังคงประทับใจไม่เปลี่ยน เป็นหนังที่ผมรู้สึกว่ามีครบทุกรสชาติ ทั้งแอ็กชัน ดราม่า ประวัติศาสตร์ และปรัชญาชีวิต ถือเป็นหนังที่ผมแนะนำให้ทุกคนที่ชอบหนังแนวประวัติศาสตร์สงครามได้ลองดูจริงๆ ครับ

Kingdom of Heaven เล่าเรื่องราวในยุคสงครามครูเสด หรือที่คนไทยเราคุ้นเคยกันในชื่อสงครามไม้กางเขนครับ โดยเฉพาะช่วงก่อนการล่มสลายของกรุงเยรูซาเลมให้กับกองทัพของซาลาดิน เนื้อเรื่องหลักจะโฟกัสไปที่ตัวละครชื่อบาเลียน ช่างตีเหล็กธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ชีวิตพลิกผันไปสู่การเป็นอัศวินและต้องเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งทางการเมือง การทรยศหักหลัง และสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ครับ หลังจากที่ภรรยาของเขาเสียชีวิต บาเลียนก็พบว่าตัวเองเป็นลูกชายของอัศวินกอดฟรีย์แห่งอิบีลิน ซึ่งเป็นอัศวินผู้ทรงเกียรติและมีอิทธิพลในเยรูซาเลม กอดฟรีย์ชวนบาเลียนเดินทางไปเยรูซาเลมเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่และรับใช้พระเจ้า แต่ระหว่างทางกลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ทำให้บาเลียนต้องรับช่วงต่อจากพ่อในการปกป้องเยรูซาเลมและรักษาสันติภาพที่เปราะบางระหว่างคริสเตียนและมุสลิม

สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดใน Kingdom of Heaven คือการนำเสนอประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามครูเสดที่ค่อนข้างเป็นกลางและมีมิติครับ หนังไม่ได้พยายามเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่พยายามฉายภาพให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ในยุคนั้น ความเชื่อ ความศรัทธา และผลประโยชน์ทางการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้กำกับอย่างริดลีย์ สก็อตต์ (Ridley Scott) ทำการบ้านมาดีมากครับ ในการสร้างบรรยากาศของยุคนั้นให้สมจริง ทั้งเรื่องของฉาก เครื่องแต่งกาย อาวุธยุทโธปกรณ์ และวัฒนธรรมต่างๆ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปอยู่ในยุคนั้นจริงๆ

ตัวละครในเรื่องก็มีความน่าสนใจและมีมิติมากๆ ครับ โดยเฉพาะบาเลียนที่รับบทโดยออร์แลนโด บลูม (Orlando Bloom) ถึงแม้จะมีบางคนวิจารณ์ว่าบทบาทของเขายังไม่แข็งแรงเท่าที่ควร แต่ผมกลับมองว่าบาเลียนเป็นตัวละครที่สะท้อนถึงคนธรรมดาที่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดาครับ การเดินทางของเขาจากช่างตีเหล็กธรรมดาไปสู่อัศวินผู้กล้าหาญที่ต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ เพื่อชีวิตของคนนับพัน มันทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของตัวละครอย่างชัดเจนครับ

นอกจากบาเลียนแล้ว ตัวละครอื่นๆ ก็มีบทบาทสำคัญและน่าจดจำไม่แพ้กันครับ กษัตริย์บอลด์วินที่ 4 แห่งเยรูซาเลม (รับบทโดยเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน – Edward Norton) ถึงแม้จะปรากฏตัวภายใต้หน้ากากตลอดเวลา แต่พลังการแสดงของเขาก็ถ่ายทอดความฉลาด ความเมตตา และความทุกข์ทรมานของกษัตริย์ผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อนได้อย่างยอดเยี่ยมครับ ตัวละครนี้เป็นเหมือนแสงสว่างที่พยายามรักษาความสงบสุขในเยรูซาเลม และเขาก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับบาเลียนอย่างมาก

อีกตัวละครที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือซาลาดิน (รับบทโดยกัสซัน มาซูด – Ghassan Massoud) ผู้นำมุสลิมผู้ยิ่งใหญ่ หนังเรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอซาลาดินในฐานะตัวร้าย แต่เป็นคู่ปรับที่น่าเกรงขามและมีเกียรติครับ เขาเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความยุติธรรม และรักประชาชน การปะทะกันทางความคิดและการเมืองระหว่างกษัตริย์บอลด์วินและซาลาดินเป็นจุดที่น่าสนใจมากครับ มันทำให้เห็นว่าแม้จะเป็นศัตรูในสนามรบ แต่ก็ยังมีความเคารพซึ่งกันและกันอยู่

ในส่วนของฉากแอ็กชันและสงคราม ต้องบอกว่า Kingdom of Heaven ทำออกมาได้อลังการและสมจริงมากๆ ครับ โดยเฉพาะฉากปิดล้อมเยรูซาเลม มันเป็นฉากที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ระทึกขวัญ และความโหดร้ายของสงครามครับ การใช้กำลังพลมหาศาล อาวุธสงครามในยุคนั้น ทั้งเครื่องยิงหิน หอคอยโจมตี และการต่อสู้ระยะประชิด มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้ไปอยู่ในสมรภูมิจริงๆ เลยครับ เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าคนสมัยก่อนนี่เขารบกันจริงๆ จังๆ ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย มันสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามและความเสียสละของคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นได้อย่างดีครับ

ประเด็นสำคัญที่หนังเรื่องนี้พยายามนำเสนอคือเรื่องของ "สำนึกผิดชอบชั่วดี" และ "ความหมายของอาณาจักรแห่งสวรรค์" ครับ ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่รบพุ่งกันเพื่อศาสนาและดินแดน บาเลียนกลับพยายามมองหาคุณค่าที่แท้จริงของการเป็นมนุษย์ การปกป้องผู้บริสุทธิ์ การรักษาความยุติธรรม และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แม้ในท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุด เขาก็ยังคงยึดมั่นในหลักการเหล่านี้ ผมรู้สึกว่านี่คือหัวใจสำคัญของหนังเรื่องนี้เลยครับ

สำหรับคะแนน 7.1/10 จาก TMDB ผมคิดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ แต่สำหรับผมแล้ว ผมให้คะแนนส่วนตัวสูงกว่านั้นครับ อาจจะเป็นเพราะผมชอบหนังแนวนี้เป็นพิเศษ และผมก็ชื่นชมความพยายามของผู้สร้างในการนำเสนอเรื่องราวที่ซับซ้อนและมีมิติเช่นนี้ได้ออกมาน่าสนใจและเข้าถึงง่ายครับ

มีข้อสังเกตเล็กน้อยที่ผมอยากจะพูดถึงครับ สำหรับเวอร์ชันที่ฉายในโรงภาพยนตร์อาจจะมีการตัดต่อบางฉากออกไป ทำให้เนื้อเรื่องบางส่วนอาจจะดูไม่ปะติดปะต่อ หรือบางตัวละครดูเหมือนไม่มีบทบาทสำคัญเท่าที่ควร แต่ถ้าใครได้ดูเวอร์ชัน Director's Cut ซึ่งมีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง ก็จะเข้าใจเนื้อเรื่องและมิติของตัวละครได้ลึกซึ้งมากขึ้นครับ ผมแนะนำให้หาเวอร์ชัน Director's Cut มาดูจะดีกว่าครับ จะได้อรรถรสและเข้าใจเรื่องราวได้สมบูรณ์แบบที่สุด

โดยรวมแล้ว "Kingdom of Heaven" เป็นหนังมหากาพย์สงครามที่ครบเครื่องครับ ทั้งเรื่องราวที่เข้มข้น ตัวละครที่น่าจดจำ ฉากแอ็กชันที่ยิ่งใหญ่ และประเด็นทางปรัชญาที่ชวนให้คิดตาม มันเป็นหนังที่ไม่ได้มีดีแค่ฉากรบที่อลังการ แต่ยังแฝงไปด้วยข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับสันติภาพ ความเมตตา และความหมายของการเป็นมนุษย์ครับ ใครที่ยังไม่เคยดู หรือเคยดูแล้วแต่ยังไม่เคยดูเวอร์ชัน Director's Cut ผมขอเชิญชวนให้ลองหามาดูกันนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ!

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์และทำให้หลายๆ คนอยากไปลองชม "Kingdom of Heaven" กันนะครับ วันนี้ผมขอตัวลาไปก่อน สวัสดีครับ!
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่