สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมขออนุญาตมาป้ายยาหนังเรื่องหนึ่งที่ผมเพิ่งได้ดูซ้ำไป แล้วก็ยังรู้สึกทึ่งกับความอัจฉริยะของมันอยู่ดีครับ หนังเรื่องที่ว่านี้คือ "Get Out" หรือชื่อไทยที่คุ้นหูว่า "ลวงร่างจิตหลอน" ครับ (แต่ผมชอบชื่อภาษาอังกฤษมากกว่านะ มันสื่อถึงความรู้สึกอึดอัดและอยากหนีได้ดีกว่า) หนังเรื่องนี้ออกฉายตั้งแต่ปี 2017 แล้วครับ ถ้าใครยังไม่เคยดู ขอแนะนำเลยว่าต้องหามาดูสักครั้งในชีวิตครับ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงได้คะแนนสูงถึง 7.6/10 บน TMDB และยังคงเป็นที่พูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้
เอาล่ะครับ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า Get Out เป็นผลงานการกำกับของ Jordan Peele ครับ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักเขาในฐานะนักแสดงตลกมาก่อน แต่พอได้มาดูหนังเรื่องนี้ ผมบอกเลยว่าเขาคือผู้กำกับที่มีวิสัยทัศน์และมุมมองที่เฉียบคมมากๆ ครับ หนังเรื่องนี้ถูกจัดอยู่ในประเภท Psychological Horror หรือหนังสยองขวัญเชิงจิตวิทยาครับ แต่ในความเห็นส่วนตัวของผม มันเป็นมากกว่าแค่หนังสยองขวัญธรรมดาๆ ครับ มันคือหนังที่สะท้อนประเด็นทางสังคม เชื้อชาติ และจิตวิทยาของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งและน่าขนลุก
เนื้อเรื่องย่อๆ ของ Get Out ก็คือ คริส ชายหนุ่มผิวสี ได้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของโรส แฟนสาวผิวขาวของเขาที่บ้านนอกครับ ซึ่งแน่นอนว่าคริสก็มีความกังวลอยู่บ้างกับการที่จะต้องไปเจอพ่อแม่ของแฟนสาวต่างเชื้อชาติเป็นครั้งแรก แต่โรสก็พยายามปลอบใจว่าพ่อแม่เธอเป็นคนใจกว้างมากๆ ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ ในช่วงแรกที่คริสไปถึงบ้าน พ่อแม่ของโรสก็ดูเป็นมิตรและต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีครับ ดูเหมือนจะพยายามทำตัวให้เป็นกันเองและแสดงออกถึงความเปิดกว้างทางเชื้อชาติอย่างออกนอกหน้ามากๆ เสียด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกอึดอัดและไม่ชอบมาพากลบางอย่างก็เริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจของคริสครับ ไม่ว่าจะเป็นท่าทางแปลกๆ ของคนรับใช้ในบ้านที่เป็นคนผิวสีเหมือนกัน หรือคำพูดแปลกๆ ที่ดูเหมือนจะแฝงนัยยะบางอย่างเอาไว้ ยิ่งวันหยุดสุดสัปดาห์ดำเนินไป เหตุการณ์แปลกๆ และน่าสงสัยก็ยิ่งเกิดขึ้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนคริสเริ่มตระหนักว่าเบื้องหลัง "ความใจดี" และ "ความเปิดกว้าง" ของครอบครัวโรสนั้น อาจจะซ่อนความจริงที่เลวร้ายเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ครับ
สิ่งที่ผมชอบมากๆ ใน Get Out คือการที่หนังเรื่องนี้เล่นกับความรู้สึกของคนดูได้อย่างยอดเยี่ยมครับ ตั้งแต่ต้นเรื่อง เราจะรู้สึกได้ถึงความอึดอัดและไม่สบายใจแทนคริสครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่ผมเป็นผู้ชาย ผมสามารถเข้าใจความรู้สึกของคริสได้เลยว่าการต้องไปเจอพ่อแม่แฟนครั้งแรกมันกดดันขนาดไหน ยิ่งเป็นความสัมพันธ์ต่างเชื้อชาติแบบนี้ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ความกังวลมันเพิ่มขึ้นไปอีกครับ หนังไม่ได้ใช้ฉาก Jump Scare หรือผีสางอะไรมาทำให้ตกใจครับ แต่ใช้บรรยากาศ การแสดงออกทางสีหน้า แววตา และคำพูดที่ดูเหมือนจะธรรมดาๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่ทำให้เราเริ่มสงสัยและระแวงไปกับตัวละครครับ
การแสดงของ Daniel Kaluuya ในบทคริส คือหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ทรงพลังครับ เขาสามารถถ่ายทอดความรู้สึกหวาดระแวง ความสับสน และความกลัวออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ โดยเฉพาะฉากที่เขาต้องเผชิญหน้ากับ "The Sunken Place" ผมบอกเลยว่าฉากนั้นมันตรึงใจผมมากๆ ครับ เป็นฉากที่สะเทือนอารมณ์และน่าขนลุกที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เลยก็ว่าได้ครับ ส่วน Allison Williams ในบทโรส ก็แสดงบทบาทของแฟนสาวที่ดูเหมือนจะรักแฟนมาก แต่กลับซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่งครับ เธอสามารถเปลี่ยนจากสาวน้อยน่ารักที่ดูบริสุทธิ์ ให้กลายเป็นตัวละครที่เย็นชาและน่ากลัวได้ภายในพริบตาเดียวครับ
นอกจากนี้ หนังยังสอดแทรกประเด็นทางสังคมและเชื้อชาติได้อย่างชาญฉลาดครับ มันไม่ได้นำเสนอแบบตรงไปตรงมาจนดูยัดเยียด แต่ใช้สถานการณ์และบทสนทนาที่เกิดขึ้นในเรื่องมาสะท้อนถึงอคติทางเชื้อชาติ การเหยียดผิวในรูปแบบที่ซับซ้อน และการที่คนบางกลุ่มพยายาม "ครอบงำ" หรือ "ควบคุม" คนอีกกลุ่มหนึ่งได้อย่างแนบเนียนครับ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดใน Get Out ไม่ใช่แค่การถูกจับมาทำอะไรบางอย่าง แต่คือการถูกลิดรอนความเป็นตัวเอง การถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ "วัตถุ" หรือ "เครื่องมือ" ที่จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ครับ
และถ้าใครที่ได้ดู Get Out จบแล้ว ลองกลับมาคิดย้อนดูดีๆ จะเห็นว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้กำกับใส่เข้ามาในหนังนั้นมีความหมายซ่อนอยู่มากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นสีของเสื้อผ้า ท่าทางของตัวละคร หรือแม้กระทั่งเพลงประกอบ ฉากแรกสุดของหนังที่คนผิวสีเดินอยู่บนถนนยามค่ำคืนแล้วมีรถขับตามมา ก็เป็นการวางพื้นฐานความรู้สึกหวาดระแวงให้กับคนดูตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วครับ ทุกสิ่งทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ถูกคิดมาอย่างดีและร้อยเรียงกันได้อย่างลงตัวครับ
โดยสรุปแล้ว Get Out ไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญธรรมดาๆ ครับ แต่มันคือประสบการณ์ทางภาพยนตร์ที่น่าจดจำ มันจะทำให้คุณต้องคิดตาม สงสัย และหวาดระแวงไปกับตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ มันทิ้งคำถามไว้ในใจหลายอย่าง และที่สำคัญที่สุดคือ มันจะทำให้คุณมอง "ความใจดี" ของคนแปลกหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปครับ ผมแนะนำมากๆ ครับสำหรับคนที่ชอบหนังแนวจิตวิทยาที่เล่นกับความคิดและความรู้สึกของคนดู รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวังครับ
ถ้าใครเคยดูแล้ว มาแชร์ความรู้สึกกันได้นะครับว่าชอบหรือไม่ชอบตรงไหน หรือมีฉากไหนที่ประทับใจเป็นพิเศษบ้างครับ สำหรับวันนี้ผมขอตัวไปก่อน สวัสดีครับ!
Get Out (2017) – หนังจิตวิทยาหลอนๆ ที่จะทำให้คุณมอง "ความใจดี" ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมขออนุญาตมาป้ายยาหนังเรื่องหนึ่งที่ผมเพิ่งได้ดูซ้ำไป แล้วก็ยังรู้สึกทึ่งกับความอัจฉริยะของมันอยู่ดีครับ หนังเรื่องที่ว่านี้คือ "Get Out" หรือชื่อไทยที่คุ้นหูว่า "ลวงร่างจิตหลอน" ครับ (แต่ผมชอบชื่อภาษาอังกฤษมากกว่านะ มันสื่อถึงความรู้สึกอึดอัดและอยากหนีได้ดีกว่า) หนังเรื่องนี้ออกฉายตั้งแต่ปี 2017 แล้วครับ ถ้าใครยังไม่เคยดู ขอแนะนำเลยว่าต้องหามาดูสักครั้งในชีวิตครับ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงได้คะแนนสูงถึง 7.6/10 บน TMDB และยังคงเป็นที่พูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้
เอาล่ะครับ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า Get Out เป็นผลงานการกำกับของ Jordan Peele ครับ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักเขาในฐานะนักแสดงตลกมาก่อน แต่พอได้มาดูหนังเรื่องนี้ ผมบอกเลยว่าเขาคือผู้กำกับที่มีวิสัยทัศน์และมุมมองที่เฉียบคมมากๆ ครับ หนังเรื่องนี้ถูกจัดอยู่ในประเภท Psychological Horror หรือหนังสยองขวัญเชิงจิตวิทยาครับ แต่ในความเห็นส่วนตัวของผม มันเป็นมากกว่าแค่หนังสยองขวัญธรรมดาๆ ครับ มันคือหนังที่สะท้อนประเด็นทางสังคม เชื้อชาติ และจิตวิทยาของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งและน่าขนลุก
เนื้อเรื่องย่อๆ ของ Get Out ก็คือ คริส ชายหนุ่มผิวสี ได้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของโรส แฟนสาวผิวขาวของเขาที่บ้านนอกครับ ซึ่งแน่นอนว่าคริสก็มีความกังวลอยู่บ้างกับการที่จะต้องไปเจอพ่อแม่ของแฟนสาวต่างเชื้อชาติเป็นครั้งแรก แต่โรสก็พยายามปลอบใจว่าพ่อแม่เธอเป็นคนใจกว้างมากๆ ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ ในช่วงแรกที่คริสไปถึงบ้าน พ่อแม่ของโรสก็ดูเป็นมิตรและต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีครับ ดูเหมือนจะพยายามทำตัวให้เป็นกันเองและแสดงออกถึงความเปิดกว้างทางเชื้อชาติอย่างออกนอกหน้ามากๆ เสียด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกอึดอัดและไม่ชอบมาพากลบางอย่างก็เริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจของคริสครับ ไม่ว่าจะเป็นท่าทางแปลกๆ ของคนรับใช้ในบ้านที่เป็นคนผิวสีเหมือนกัน หรือคำพูดแปลกๆ ที่ดูเหมือนจะแฝงนัยยะบางอย่างเอาไว้ ยิ่งวันหยุดสุดสัปดาห์ดำเนินไป เหตุการณ์แปลกๆ และน่าสงสัยก็ยิ่งเกิดขึ้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนคริสเริ่มตระหนักว่าเบื้องหลัง "ความใจดี" และ "ความเปิดกว้าง" ของครอบครัวโรสนั้น อาจจะซ่อนความจริงที่เลวร้ายเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ครับ
สิ่งที่ผมชอบมากๆ ใน Get Out คือการที่หนังเรื่องนี้เล่นกับความรู้สึกของคนดูได้อย่างยอดเยี่ยมครับ ตั้งแต่ต้นเรื่อง เราจะรู้สึกได้ถึงความอึดอัดและไม่สบายใจแทนคริสครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่ผมเป็นผู้ชาย ผมสามารถเข้าใจความรู้สึกของคริสได้เลยว่าการต้องไปเจอพ่อแม่แฟนครั้งแรกมันกดดันขนาดไหน ยิ่งเป็นความสัมพันธ์ต่างเชื้อชาติแบบนี้ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ความกังวลมันเพิ่มขึ้นไปอีกครับ หนังไม่ได้ใช้ฉาก Jump Scare หรือผีสางอะไรมาทำให้ตกใจครับ แต่ใช้บรรยากาศ การแสดงออกทางสีหน้า แววตา และคำพูดที่ดูเหมือนจะธรรมดาๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่ทำให้เราเริ่มสงสัยและระแวงไปกับตัวละครครับ
การแสดงของ Daniel Kaluuya ในบทคริส คือหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ทรงพลังครับ เขาสามารถถ่ายทอดความรู้สึกหวาดระแวง ความสับสน และความกลัวออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ โดยเฉพาะฉากที่เขาต้องเผชิญหน้ากับ "The Sunken Place" ผมบอกเลยว่าฉากนั้นมันตรึงใจผมมากๆ ครับ เป็นฉากที่สะเทือนอารมณ์และน่าขนลุกที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เลยก็ว่าได้ครับ ส่วน Allison Williams ในบทโรส ก็แสดงบทบาทของแฟนสาวที่ดูเหมือนจะรักแฟนมาก แต่กลับซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่งครับ เธอสามารถเปลี่ยนจากสาวน้อยน่ารักที่ดูบริสุทธิ์ ให้กลายเป็นตัวละครที่เย็นชาและน่ากลัวได้ภายในพริบตาเดียวครับ
นอกจากนี้ หนังยังสอดแทรกประเด็นทางสังคมและเชื้อชาติได้อย่างชาญฉลาดครับ มันไม่ได้นำเสนอแบบตรงไปตรงมาจนดูยัดเยียด แต่ใช้สถานการณ์และบทสนทนาที่เกิดขึ้นในเรื่องมาสะท้อนถึงอคติทางเชื้อชาติ การเหยียดผิวในรูปแบบที่ซับซ้อน และการที่คนบางกลุ่มพยายาม "ครอบงำ" หรือ "ควบคุม" คนอีกกลุ่มหนึ่งได้อย่างแนบเนียนครับ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดใน Get Out ไม่ใช่แค่การถูกจับมาทำอะไรบางอย่าง แต่คือการถูกลิดรอนความเป็นตัวเอง การถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ "วัตถุ" หรือ "เครื่องมือ" ที่จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ครับ
และถ้าใครที่ได้ดู Get Out จบแล้ว ลองกลับมาคิดย้อนดูดีๆ จะเห็นว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้กำกับใส่เข้ามาในหนังนั้นมีความหมายซ่อนอยู่มากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นสีของเสื้อผ้า ท่าทางของตัวละคร หรือแม้กระทั่งเพลงประกอบ ฉากแรกสุดของหนังที่คนผิวสีเดินอยู่บนถนนยามค่ำคืนแล้วมีรถขับตามมา ก็เป็นการวางพื้นฐานความรู้สึกหวาดระแวงให้กับคนดูตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วครับ ทุกสิ่งทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ถูกคิดมาอย่างดีและร้อยเรียงกันได้อย่างลงตัวครับ
โดยสรุปแล้ว Get Out ไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญธรรมดาๆ ครับ แต่มันคือประสบการณ์ทางภาพยนตร์ที่น่าจดจำ มันจะทำให้คุณต้องคิดตาม สงสัย และหวาดระแวงไปกับตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ มันทิ้งคำถามไว้ในใจหลายอย่าง และที่สำคัญที่สุดคือ มันจะทำให้คุณมอง "ความใจดี" ของคนแปลกหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปครับ ผมแนะนำมากๆ ครับสำหรับคนที่ชอบหนังแนวจิตวิทยาที่เล่นกับความคิดและความรู้สึกของคนดู รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวังครับ
ถ้าใครเคยดูแล้ว มาแชร์ความรู้สึกกันได้นะครับว่าชอบหรือไม่ชอบตรงไหน หรือมีฉากไหนที่ประทับใจเป็นพิเศษบ้างครับ สำหรับวันนี้ผมขอตัวไปก่อน สวัสดีครับ!