นิวรณ์ ๕ และองค์ฌาน ๕

นิวรณ์ ๕ และองค์ฌาน ๕

ก่อนจะเข้าใจเรื่องฌาน จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า อะไรเป็นเครื่องกั้นจิตไม่ให้เข้าถึงฌาน สิ่งนั้นเรียกว่า นิวรณ์ คือธรรมฝ่ายกิเลสที่ปิดบังใจ ทำให้จิตไม่โปร่ง ไม่มีกำลัง และไม่สามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิได้

นิวรณ์มี ๕ ประการ คือ กามฉันทะ ความติดใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส, พยาบาท ความขุ่นเคืองคุมแค้น, ถีนมิทธะ ความท้อแท้ ง่วงซึม หดหู่, อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ และ วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจในทางปฏิบัติ

เมื่ออย่างใดอย่างหนึ่งเข้าครอบงำใจ จิตย่อมเสียคุณภาพทันที เหมือนน้ำใสที่ถูกกวนให้ขุ่น จะคิดอ่านอะไรก็ไม่แจ่มแจ้ง จะภาวนาก็ไม่สงบ เพราะใจยังถูกดึง ถูกกด ถูกเขย่า หรือถูกทำให้ลังเลอยู่ตลอดเวลา

กามคุณทั้ง ๕ ท่านเรียกว่าเป็น “ที่คับแคบ” เพราะเมื่อใจเข้าไปติดอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ใจก็แคบตามไปด้วย มีแต่ความอยาก ความยึด ความกังวล และความหวั่นไหว ส่วนฌานนั้นตรงกันข้าม เป็นภาวะโปร่ง ว่าง สงบ เหมือนผู้ที่ออกจากที่อึดอัดเข้าสู่ที่โล่งกว้าง ใจจึงเบา สบาย และเป็นอิสระ

เพราะเหตุนี้ ผู้จะเข้าปฐมฌานได้ จึงต้องสงัดจากกามและอกุศลธรรมก่อน เมื่อกามคุณและนิวรณ์อ่อนกำลังลง จิตจึงเริ่มรวมตัว เกิดองค์ฌานขึ้น ๕ ประการ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา องค์ฌานทั้ง ๕ นี้เป็นฝ่ายตรงข้ามกับนิวรณ์ทั้ง ๕ โดยตรง  

วิตก คือความตรึกหรือความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์กรรมฐาน เป็นเครื่องแก้ถีนมิทธะ เพราะเมื่อจิตง่วงซึม หดหู่ ไม่อยากคิด ไม่อยากภาวนา วิตกจะช่วยยกจิตขึ้นมาให้มีกำลังอีกครั้ง

วิจาร คือความตรอง การพิจารณาอารมณ์ให้ชัด เป็นเครื่องแก้วิจิกิจฉา เพราะความสงสัยย่อมหมดไปได้ด้วยการพินิจพิจารณาอย่างจริงจัง

ปีติ คือความอิ่มใจ ชุ่มชื่น เบิกบาน เป็นเครื่องแก้พยาบาท เพราะใจที่ชุ่มเย็น ย่อมไม่สามารถตั้งอยู่กับความรุ่มร้อนคุมแค้นได้นาน

สุข คือความสบายใจ ความโปร่งโล่ง เป็นเครื่องแก้อุทธัจจกุกกุจจะ เพราะเมื่อใจมีสุข ย่อมไม่ดิ้นรน ฟุ้งซ่าน หรือรำคาญง่าย

ส่วน เอกัคคตา คือความที่จิตเป็นหนึ่ง ตั้งมั่น ไม่ซัดส่าย เป็นเครื่องแก้กามฉันทะ เพราะจิตที่รวมลงเป็นหนึ่ง ย่อมไม่วิ่งออกไปติดรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสภายนอก

เมื่อองค์ฌานทั้ง ๕ มีกำลัง นิวรณ์ทั้ง ๕ ก็ถูกข่มลง จิตจึงเข้าสู่ ปฐมฌาน ได้ ลักษณะของปฐมฌานจึงเป็นจิตที่สงัดจากกาม สงัดจากอกุศล มีความคิดอยู่กับกรรมฐาน มีการพิจารณากรรมฐาน มีความชุ่มชื่น มีความสุข และมีความเป็นหนึ่งของใจ

ต่อมา เมื่อจิตละเอียดขึ้น วิตกและวิจารซึ่งเคยช่วยประคองจิตก็หมดหน้าที่ จิตไม่ต้องคิด ไม่ต้องตรองอารมณ์อีก เหมือนคนทำงานเสร็จแล้ววางมือพักอย่างสงบ จึงเข้าสู่ ทุติยฌาน เหลือแต่ปีติ สุข และเอกัคคตา จิตในชั้นนี้ผ่องใส เด่นชัด เป็นหนึ่งอยู่ภายใน มีความชื่นบานเงียบ ๆ ไม่ส่งออกไปภายนอก

ครั้นละเอียดขึ้นไปอีก แม้ปีติซึ่งเป็นความอิ่มเอิบชุ่มชื่นก็กลายเป็นสิ่งกระเพื่อมใจ ผู้ปฏิบัติจึงวางปีตินั้นเสีย เหลือแต่สุขที่ละเอียด ประณีต และสงบกว่าเดิม พร้อมด้วยอุเบกขา สติ และสัมปชัญญะ จึงเข้าสู่ ตติยฌาน เป็นภาวะที่ใจเป็นกลาง รู้ตัวชัด เสวยสุขภายในอย่างสุขุม ไม่ตื่นเต้น ไม่หวั่นไหว

ที่สุด เมื่อแม้สุขก็ยังเป็นของหยาบสำหรับจิตที่ละเอียดขึ้น ผู้ปฏิบัติจึงละสุข ละทุกข์ ดับโสมนัสและโทมนัส เหลือเพียงความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ มีอุเบกขา มีสติบริสุทธิ์ และจิตผุดผ่อง จึงเข้าสู่ จตุตถฌาน อันเป็นฐานที่มั่นคงที่สุดสำหรับการน้อมจิตไปสู่ทิพยอำนาจ

กล่าวโดยสรุป นิวรณ์ ๕ คือเครื่องปิดกั้นใจ ส่วนองค์ฌาน ๕ คือธรรมที่ข่มและระงับนิวรณ์ เมื่อจิตพ้นจากเครื่องกั้นเหล่านี้แล้ว จิตจึงโปร่ง โล่ง สงบ มีกำลัง และค่อย ๆ ละความหยาบเข้าสู่ความละเอียด จากปฐมฌานไปจนถึงจตุตถฌาน อันเป็นฐานสำคัญของทิพยอำนาจทั้งปวง.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่