'เอกนิติ' กับบทบาท 'หมอรักษาโรค' เร่งผ่าตัดการคลัง ก่อนเกิดวิกฤติรอบใหม่

'เอกนิติ' กับบทบาท 'หมอรักษาโรค' เร่งผ่าตัดการคลัง ก่อนเกิดวิกฤติรอบใหม่



.
ในการเสนอ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าการจัดทำงบประมาณปี 2570 มีข้อจำกัด รัฐบาลนี้ได้เปิดเผยตัวเลขรายจ่ายจริงทั้งหมด ทำให้งบรายจ่ายประจำดูสูงขึ้น และส่งผลให้งบลงทุนใน พ.ร.บ.งบประมาณปีนี้ลดลง
.
เพื่อจะแก้ไขในเรื่องนี้เอกนิติเปรียบเทียบตัวเองว่าเป็น “หมอ” ที่จะเข้ามารักษา “โรค” ยอมที่จะเปิดแผลให้ชัดเจน เพื่อรักษาให้ถูกต้อง โดยตั้งใจจริงที่จะมาผ่าตัดโรคของงบประมาณที่ขาดดุลเรื้อรังมาอย่างยาวนาน
.
เขายอมรับว่าการแก้ปัญหาเรื่อง “งบประมาณ” และ “การคลัง” ของประเทศต้องใช้เวลา รัฐบาลได้ตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณ 4.4% ของจีดีพีหรือ 8.6 แสนล้านบาทในปีก่อน ให้เหลือ 3.9% ของจีดีพี และมีเป้าหมายจะลดให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศ
.
เมื่อเข้าไปดูไส้ในร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2570 งบประจำกินพื้นที่ไปแล้วถึง 73.6% ของงบทั้งหมด หรือคิดเป็น 2.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากงบปี 2569 ขณะที่รายจ่ายลงทุนหดตัวลงมาเหลือแค่เพียง 20.8% คิดเป็นตัวเลข 7.89 แสนล้านบาท หรือปรับลดลง 8.4%
.
ในอดีตประเทศไทยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาหลายครั้ง ครั้งที่มีความเสียหายมากที่สุดคือวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 มีการลอยตัวค่าเงินบาท ปิดสถาบันการเงินหลายแห่ง ซึ่งเพิ่งจะครบรอบ 29 ปี ไปเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา
.
บทเรียนจากวิกฤติในครั้งนั้นทำให้ประเทศไทยดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และธุรกิจอย่างระมัดระวัง มีการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างไรก็ตามหลังจากวิกฤติที่กระทบกับเศรษฐกิจของประเทศอีกหลายครั้งมีผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบางจำนวนมากได้รับผลกระทบทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาดูแลผ่านมาตรการต่างๆจำนวนมาก รวมทั้งงบประจำที่เพิ่มขึ้น ภาระการคลังจึงเพิ่มมากขึ้นทุกปี
.
พื้นที่การคลังของประเทศที่หดแคบลง ทำให้หลายฝ่ายกลับมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะแม้ว่าประเทศไทยจะมีความเข้มแข็งและเสถียรภาพ หากมองผ่านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ การขาดดุลงบประมาณ และรายจ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นทุกปีถือเป็นความเสี่ยงเช่นกัน
.
หลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงว่าวิกฤติรอบต่อไปที่จะเกิดขึ้นมาจาก “วิกฤติการคลัง” ​
.
ในอดีตประเทศไทยเผชิญวิกฤติด้วยระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่สูงเพียง 40% แต่หากมีวิกฤติที่กระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในขณะนี้ พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เหลือน้อยมาก โดยหนี้สาธารณะของไทยปัจจุบันอยู่ที่ระดับเกือบ 67% ของจีดีพี หากเผชิญวิกฤติที่รุนแรงอาจนำไปสู่การขยายเพดานหนี้ ส่วนการกู้ยืมเงินเพิ่มเติมมาใช้รองรับวิกฤติอย่างการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯในปี 2569 แม้มีความจำเป็นทางเศรษฐกิจแต่ก็ทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ปัญหาของการคลังที่ใกล้จะเกิดวิกฤติสะท้อนผ่านการจัดสรรงบประมาณ พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปี 2570 เมื่องบประจำยังอยู่ในระดับสูง สิ่งที่น่ากังวลก็คือ สัดส่วนระหว่างรายจ่ายลงทุนเทียบกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีลดลงจนฝ่ายค้านบอกว่าเป็นการจัดการงบแบบไร้อนาคตซึ่งต้องเร่งปฏิรูปก่อนจะสายเกินไป
.
บทบาทของเอกนิติ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และรมว.คลัง ที่จะเข้ามาแก้ไขความเสี่ยงทางการคลังถือว่ามีความสำคัญมากกับเศรษฐกิจของประเทศในระยะถัดไป ต้องเร่งผ่าตัดลดงบประจำ แก้ปัญหางบประมาณซ้ำซ้อน รั่วไหล ก่อนที่จะเกิดวิกฤติการคลังในอนาคต

https://www.facebook.com/share/p/1HBSFtgicp/
.
#กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic


🔵 เอกนิติ เปิดเพจฯ สื่อสาร ปชช. คุยแนวคิด-นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล ย้ำความสำคัญเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ลดความเปราะบางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างความมั่นคงเศรษฐกิจด้วยการลงทุน
-----------




ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้เปิดเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการในชื่อ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” และได้แชร์เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวไปที่เฟซบุ๊กส่วนตัว

โดยนายเอกนิติ ระบุว่า เปิดเพจฯ ทางการสำหรับสื่อสารเรื่องแนวคิดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในฐานะรองนายกฯ และรมว.คลัง เพื่อสร้างความเข้าใจมากขึ้นต่อสาธารณะ

ทั้งนี้ในเพจฯ อย่างเป็นทางการของนายเอกนิติ ได้โพสต์ข้อความแรกว่า

"สวัสดีครับ หลังจากที่ตั้งใจมาสักพักว่าจะเปิด Facebook เป็นทางการของตนเองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นพื้นที่สื่อสารและอธิบายแนวคิดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจรวมทั้งผลการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสาธารณะในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค การคลัง งบประมาณ การเงิน ตลาดทุน และการลงทุน วันนี้ผมขอเปิด post แรกแบบภาพรวม"

นายเอกนิติ ระบุถึงการเริ่มรับตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน 2 ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 พร้อมกับวิกฤติราคาพลังงาน อันเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤติน้ำมันขาดและแพง วิกฤติต้นทุนส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤติปากท้อง ซึ่งหากหยุดวิกฤติเหล่านี้ไม่ได้ จะนำมาซึ่งปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ ความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน

https://www.facebook.com/share/p/199e8xX2FB/
.
.
.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่