
กล้าเมื่อคนอื่นกลัว! วิกฤติฮอร์มุซ ‘สร้างเศรษฐี’ บริษัทเรือเกาหลีโกยเงินมหาศาล รับงานขนน้ำมัน ‘แบบลับ’
.
สงครามอิหร่านไม่ได้สร้างเฉพาะผู้ชนะในสนามรบ แต่ยังสร้าง “เศรษฐีน้ำมันรายใหม่” ในธุรกิจเดินเรือด้วย หนึ่งในนั้นคือ “Sinokor Group” บริษัทเดินเรือจากเกาหลีใต้ ที่สามารถพลิกวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซให้กลายเป็น “โอกาสทำกำไรมหาศาล”
.
ในช่วงที่การสู้รบรุนแรงจนการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้แทบหยุดชะงัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เลือกใช้วิธีลำเลียงน้ำมันแบบ “ลับ” เพื่อรักษาการส่งออก โดยเรือบรรทุกน้ำมันจะปิดระบบระบุตำแหน่ง ปิดไฟให้มืดมิด และแล่นในเวลากลางคืนอย่างเงียบเชียบที่สุด ก่อนถ่ายน้ำมันลงเรือลำอื่นที่รออยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ แล้ววนกลับเข้าไปรับน้ำมันเที่ยวใหม่ วิธีการนี้เคยพบในประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างอิหร่าน รัสเซีย และเวเนซุเอลา แต่ครั้งนี้กลับถูกนำมาใช้โดยหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก
.
หัวใจสำคัญของปฏิบัติการคือ “การมีเรือขนาดใหญ่จำนวนมากพร้อมรับความเสี่ยง” และ Sinokor คือบริษัทที่ตอบโจทย์ที่สุด หลังจากต้นปีบริษัทเร่งเข้าซื้อและเช่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่อย่างหนัก จนสามารถควบคุมเรือบรรทุกขนาดใหญ่มากอย่าง VLCC ได้ราว 150 ลำ หรือเกือบ 40% ของกองเรือที่พร้อมให้บริการในตลาดโลก
.
บลูมเบิร์กรายงานว่า ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน Sinokor เริ่มปล่อยเช่าเรือให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติของ UAE (Adnoc) เพื่อทำภารกิจขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซ
.
ยิ่งอัตราค่าระวางเรือพุ่งสูงจากสงคราม ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจนี้สร้างผลตอบแทนมหาศาล นายหน้าซื้อขายเรือประเมินว่า เพียงเรือ 3 ลำที่วิ่งรับส่งน้ำมันตั้งแต่กลางเดือนเมษายน อาจสร้างรายได้ให้ Sinokor สูงถึง 60-120 ล้านดอลลาร์หรือ “ราว 2,000-4,000 ล้านบาท” ขณะที่ค่าระวางเรือในช่วงสงคราม สูงกว่าก่อนเกิดความขัดแย้งถึง 3-4 เท่า
.
เบื้องหลังความสำเร็จคือ “กา-ฮยอน ชุง” มหาเศรษฐีวงการเดินเรือชาวเกาหลีใต้ ผู้เดินเกมเข้าซื้อกองเรือครั้งใหญ่ร่วมกับ MSC Group ยักษ์ใหญ่ธุรกิจขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากอิตาลี ก่อนสงครามจะปะทุเพียงไม่นาน ทำให้เมื่อความต้องการเรือพุ่งขึ้น บริษัทของเขากลายเป็นหนึ่งในผู้ถือไพ่เหนือกว่าคู่แข่งทันที
.
แม้ว่าในปัจจุบัน อัตราค่าระวางเรือจะเริ่มปรับลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และ Sinokor ยังคงครองบทบาทสำคัญ โดยในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน บริษัทส่งเรือซูเปอร์แทงเกอร์เข้าสู่อ่าวเปอร์เซียอย่างน้อย 18 ลำ ซึ่งมีศักยภาพขนส่งน้ำมันได้รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล
.
“สงครามอิหร่าน” จึงไม่ได้เปลี่ยนแค่สมดุลด้านพลังงานโลก หากยังเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจเดินเรือด้วย เมื่อบริษัทที่กล้ารับความเสี่ยงและเตรียมกองเรือไว้ล่วงหน้า กลายเป็นผู้ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนมหาศาลจากวิกฤติที่เกิดขึ้น
.
อ่านต่อได้ที่:
https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1241764
น้ำมันออกมาแต่มันแพงค่าส่ง
วิกฤติฮอร์มุซ ‘สร้างเศรษฐี’ บริษัทเรือเกาหลีโกยเงินมหาศาล รับงานขนน้ำมัน
กล้าเมื่อคนอื่นกลัว! วิกฤติฮอร์มุซ ‘สร้างเศรษฐี’ บริษัทเรือเกาหลีโกยเงินมหาศาล รับงานขนน้ำมัน ‘แบบลับ’
.
สงครามอิหร่านไม่ได้สร้างเฉพาะผู้ชนะในสนามรบ แต่ยังสร้าง “เศรษฐีน้ำมันรายใหม่” ในธุรกิจเดินเรือด้วย หนึ่งในนั้นคือ “Sinokor Group” บริษัทเดินเรือจากเกาหลีใต้ ที่สามารถพลิกวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซให้กลายเป็น “โอกาสทำกำไรมหาศาล”
.
ในช่วงที่การสู้รบรุนแรงจนการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้แทบหยุดชะงัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เลือกใช้วิธีลำเลียงน้ำมันแบบ “ลับ” เพื่อรักษาการส่งออก โดยเรือบรรทุกน้ำมันจะปิดระบบระบุตำแหน่ง ปิดไฟให้มืดมิด และแล่นในเวลากลางคืนอย่างเงียบเชียบที่สุด ก่อนถ่ายน้ำมันลงเรือลำอื่นที่รออยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ แล้ววนกลับเข้าไปรับน้ำมันเที่ยวใหม่ วิธีการนี้เคยพบในประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างอิหร่าน รัสเซีย และเวเนซุเอลา แต่ครั้งนี้กลับถูกนำมาใช้โดยหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก
.
หัวใจสำคัญของปฏิบัติการคือ “การมีเรือขนาดใหญ่จำนวนมากพร้อมรับความเสี่ยง” และ Sinokor คือบริษัทที่ตอบโจทย์ที่สุด หลังจากต้นปีบริษัทเร่งเข้าซื้อและเช่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่อย่างหนัก จนสามารถควบคุมเรือบรรทุกขนาดใหญ่มากอย่าง VLCC ได้ราว 150 ลำ หรือเกือบ 40% ของกองเรือที่พร้อมให้บริการในตลาดโลก
.
บลูมเบิร์กรายงานว่า ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน Sinokor เริ่มปล่อยเช่าเรือให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติของ UAE (Adnoc) เพื่อทำภารกิจขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซ
.
ยิ่งอัตราค่าระวางเรือพุ่งสูงจากสงคราม ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจนี้สร้างผลตอบแทนมหาศาล นายหน้าซื้อขายเรือประเมินว่า เพียงเรือ 3 ลำที่วิ่งรับส่งน้ำมันตั้งแต่กลางเดือนเมษายน อาจสร้างรายได้ให้ Sinokor สูงถึง 60-120 ล้านดอลลาร์หรือ “ราว 2,000-4,000 ล้านบาท” ขณะที่ค่าระวางเรือในช่วงสงคราม สูงกว่าก่อนเกิดความขัดแย้งถึง 3-4 เท่า
.
เบื้องหลังความสำเร็จคือ “กา-ฮยอน ชุง” มหาเศรษฐีวงการเดินเรือชาวเกาหลีใต้ ผู้เดินเกมเข้าซื้อกองเรือครั้งใหญ่ร่วมกับ MSC Group ยักษ์ใหญ่ธุรกิจขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากอิตาลี ก่อนสงครามจะปะทุเพียงไม่นาน ทำให้เมื่อความต้องการเรือพุ่งขึ้น บริษัทของเขากลายเป็นหนึ่งในผู้ถือไพ่เหนือกว่าคู่แข่งทันที
.
แม้ว่าในปัจจุบัน อัตราค่าระวางเรือจะเริ่มปรับลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และ Sinokor ยังคงครองบทบาทสำคัญ โดยในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน บริษัทส่งเรือซูเปอร์แทงเกอร์เข้าสู่อ่าวเปอร์เซียอย่างน้อย 18 ลำ ซึ่งมีศักยภาพขนส่งน้ำมันได้รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล
.
“สงครามอิหร่าน” จึงไม่ได้เปลี่ยนแค่สมดุลด้านพลังงานโลก หากยังเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจเดินเรือด้วย เมื่อบริษัทที่กล้ารับความเสี่ยงและเตรียมกองเรือไว้ล่วงหน้า กลายเป็นผู้ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนมหาศาลจากวิกฤติที่เกิดขึ้น
.
อ่านต่อได้ที่: https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1241764
น้ำมันออกมาแต่มันแพงค่าส่ง