JJNY : ยกฟ้องตะวันกับพวก│รักชนกลงพื้นที่ กยศ.│'ไทยช่วยไทยพลัส' สร้างจับจ่ายไม่เท่า 'คนละครึ่ง'│ชาวสวนลำไยโคราช บ่นอุบ!

ยกฟ้อง ตะวัน กับพวก คดี 112 ทำโพลขบวนเสด็จ ศาลชี้ตั้งคำถามไม่มุ่งบุคคล ไม่เข้าองค์ประกอบกม.
https://www.matichon.co.th/local/news_5793256
.

.
ยกฟ้อง ตะวัน กับพวก คดี 112 กับ 116 ทำโพลขบวนเสด็จ ปี65 ศาลชี้เป็นการตั้งคำถาม ไม่มีพระนามของสมาชิกราชวงศ์ การกระทำไม่เข้าองค์ประกอบ กม.
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 กรกฎาคม ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ ที่ อ.765/2565 ของ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และพวก รวม 7 คน รวมทั้งนายวรเวชที่ถูกคุมขังในเรือนจำ ข้อหามาตรา 112, มาตรา 116, ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จากกรณีทำโพลขบวนเสด็จ บริเวณลานหน้าห้างสยามพารากอน เหตุเกิดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565
.
คดีนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษายกฟ้อง ม.112-ม.116 ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และพวก รวม 7 คน กรณีทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2565
.
ศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1-2 การกระทำเพียงการตั้งคำถามเกี่ยวกับขบวนเสด็จ ข้อความไม่ได้มุ่งถึงบุคคลใดไม่มีพระนามของสมาชิกราชวงศ์ จึงไม่ใช่การกระทำที่เข้าองค์ประกอบ มาตรา 112
.
จากทางนำสืบจำเลยทั้งหมดไม่ได้มีการปราศรัยที่เป็นการหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย ต่อพระมหากษัตริย์
.
แม้จำเลยที่ 1-2 จะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชูสามนิ้วก็เป็นการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพของบุคคลอาจมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
.
เมื่อการกระทำของจำเลยอยู่ภายใต้ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ทั้งทางนำสืบไม่ปรากฏถึงความวุ่นวายที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ หรือทำให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 116 ด้วย
.
ศูนย์ทนายความฯระบุเพิ่มเติมว่า คดีดังกล่าวมีจำเลย 7 คน ได้แก่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, ใบปอ, ฐากูร, วรเวช, บีม, วรัณยา แซ่ง้อ, แบม อรวรรณ โดยก่อนหน้านี้มี บุ้ง เนติพร เป็นจำเลยด้วย แต่ภายหลังจากเสียชีวิตลงหลังจากถูกเพิกถอนประกันคดีนี้ ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกไป
.
คดีนี้ยังเป็นคดีที่ “ใบปอ” และ “บุ้ง เนติพร” ถูกเพิกถอนประกันในปี 2565 และประท้วงอดอาหารเป็นเวลา 64 วัน ก่อนได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาในปี 2566 “แบม” ได้ถอนประกันตนเอง พร้อมกับ “ทานตะวัน” ที่ขอถอนประกันในอีกคดีหนึ่ง เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาล และทวงคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง โดยประท้วงอดอาหารทิ้งสิ้น 53 วัน
.
ปี 2567 เนติพรถูกเพิกถอนประกันเป็นครั้งที่ 2 ได้ประท้วงอดอาหารและเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในวันที่ 14 พ.ค.2567
.
สำหรับคดีนี้มีระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ปทุมวัน ในข้อหาตามมาตรา 112 และ 116 พร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจที่เป็นผู้กล่าวหาในข้อหาอื่นๆ
.
ผ่านมากว่า 4 ปี ในชั้นศาลมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยรวม 15 นัด ก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ (6 ก.ค.) โดยพิพากษายกฟ้อง.
.

.
รักชนกลงพื้นที่ กยศ. สอบปมคำนวณยอดหนี้ผิดพลาด เร่งแก้ปัญหาอีก 1.8 หมื่นราย พร้อมฝากเตือนพรรคการเมือง ยืนยันเงินไม่สูญหาย
.
รักชนก ศรีนอก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อติดตามการบริหารงบประมาณและการแก้ไขปัญหาความคลาดเคลื่อนของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการแสดงผลยอดหนี้ ซึ่งพบว่ามีผู้กู้จำนวนมากประสบปัญหาการชำระเงินแต่ยอดหนี้ไม่ลดลง โ
.
โดย กยศ. ได้ดำเนินการคำนวณยอดหนี้ใหม่สำหรับผู้กู้กว่า 4 ล้านรายเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังคงเหลือกรณีซับซ้อนอีก 18,300 รายที่อยู่ระหว่างการเร่งแก้ไข พร้อมกันนี้ กยศ. ได้ฝากข้อกังวลถึงฝ่ายการเมืองให้ออกแบบนโยบายที่รัดกุมและหลีกเลี่ยงการหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยมที่อาจส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของกองทุนในระยะยาว
 .
รักชนกอธิบายถึงปัญหาที่ผู้กู้ร้องเรียนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ว่า เมื่อชำระเงินแล้วยอดหนี้ในระบบไม่ได้รับการปรับปรุง ทาง กยศ. ยอมรับว่า ระบบที่ผ่านมามีปัญหาและกำลังดำเนินการแก้ไข โดยปัจจุบันได้ทำการปิดระบบการตรวจสอบยอดหนี้ผ่านเว็บไซต์ เพื่อป้องกันความสับสนจากตัวเลขที่ไม่ตรงกัน และขอให้ผู้กู้ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือเพียงช่องทางเดียว
 .
สำหรับระยะเวลาในการปรับปรุงยอดการชำระเงิน หากเป็นการชำระเป็นรายเดือนผ่านแอปพลิเคชัน ยอดหนี้จะปรับปรุงภายในระยะเวลา 2 ถึง 3 วัน แต่ในกรณีที่เป็นการหักชำระหนี้ผ่านการตัดเงินเดือนโดยนายจ้าง อาจใช้เวลาดำเนินการตั้งแต่ 7 วัน 1 เดือน หรือมากกว่านั้น เนื่องจากต้องรอการตัดรอบบัญชีเงินเดือน กยศ. ยืนยันว่า จำนวนเงินที่ผู้กู้ชำระเข้ามาจะถูกนำไปตัดลดต้นเงินและดอกเบี้ยตามระบบ
 .
สาเหตุหลักของปัญหาดังกล่าวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายในปี 2566 ที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลในอดีตที่กำหนดให้นำเงินที่ได้รับชำระไปตัดเงินต้นก่อนตัดดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ กยศ. ต้องปรับเปลี่ยนการทำงาน
 .
นอกจากนี้ กยศ. มีการเปลี่ยนระบบฐานข้อมูลถึง 2 ครั้ง ทำให้ต้องถ่ายโอนข้อมูลเก่าที่เคยบันทึกในรูปแบบเอกสารกระดาษเข้าสู่ระบบใหม่ ส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้กู้ที่มีบัญชีเงินกู้ 2 บัญชี หรือผู้ที่กู้ยืมและหยุดพักการศึกษาเพื่อไปทำงานก่อนกลับมาศึกษาต่อ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มกรณีซับซ้อนจำนวน 18,300 ราย กยศ. จะดำเนินการติดต่อผู้กู้กลุ่มนี้โดยตรงเพื่อแก้ไขปัญหาเป็นรายกรณี และทางคณะกรรมาธิการจะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
 .
สำหรับผู้กู้ที่พบปัญหาสามารถติดต่อศูนย์บริการตอบรับทางโทรศัพท์ของ กยศ. ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการจำนวน 30 คู่สาย โดยคณะกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนคู่สายดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ และเสนอให้พิจารณาปรับเพิ่มในอนาคต
 .
รักชนกได้ให้ความมั่นใจให้แก่ผู้กู้ว่า เงินที่ชำระคืนจะเข้าสู่ระบบกองทุนและถูกนำไปคำนวณทั้งหมด ไม่มีการสูญหายหรือถูกดึงออกไปใช้ในโครงการอื่น เงินดังกล่าวจะหมุนเวียนกลับไปเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไป พร้อมยกประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะอดีตผู้กู้ กยศ. ที่เร่งชำระหนี้คืนเมื่อมีความพร้อมทางการเงิน เพื่อส่งต่อโอกาสให้แก่เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ต่อไป
 .
นอกจากการตรวจสอบระบบ คณะกรรมาธิการยังได้รับฟังข้อเสนอแนะจากบุคลากรของ กยศ. เพื่อนำไปสื่อสารต่อรัฐบาลและฝ่ายการเมือง โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือการรักษาวินัยทางการเงินของผู้กู้ หากผู้กู้รายใดประสบปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ขอให้ติดต่อ กยศ. เพื่อเจรจาปรับโครงสร้างหนี้และหาทางออกร่วมกันแทนการหลีกเลี่ยงการติดต่อ
 .
ประเด็นที่สองคือเรื่องงบประมาณ ปัจจุบัน กยศ. จัดเก็บเงินคืนจากผู้กู้รายเดิมได้ประมาณ 25,000 ถึง 30,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการจัดสรรให้แก่ผู้กู้รายใหม่ คณะกรรมาธิการจะนำข้อสังเกตนี้ไปหารือกับสำนักงบประมาณเพื่อหาแนวทางสนับสนุนไม่ให้ผู้กู้รายใหม่เสียโอกาส
 .
ประเด็นสุดท้ายซึ่งมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของกองทุนคือ กยศ. ได้ฝากข้อกังวลถึงพรรคการเมืองทุกพรรคให้หลีกเลี่ยงการหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยมที่เกินความจริง หรือนโยบายที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของกองทุน การกำหนดนโยบายควรพิจารณาถึงผลกระทบระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้กองทุนสูญเสียสภาพคล่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเยาวชนอีกนับล้านชีวิตที่รอรับโอกาสทางการศึกษาในอนาคต
.

.
หอการค้าตรัง มอง 'ไทยช่วยไทยพลัส' สร้างการจับจ่ายได้ไม่เท่า 'คนละครึ่ง'
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10312531
.
หอการค้าตรัง มอง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สร้างการจับจ่ายได้ไม่เท่า ‘คนละครึ่ง’ ชี้ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มที่ เหตุสินค้าปรับตัวสูงขึ้น บางคนไม่มีเงินเติมเข้าแอปฯ
.
6 ก.ค. 69 – นายสุธรรม เศรษฐพิศาล ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจของ จ.ตรัง ว่าแม้รัฐบาลจะดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน แต่หลังจากดำเนินโครงการมาแล้วประมาณ 1 เดือน พบว่าผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และยังไม่สามารถสร้างการจับจ่ายใช้สอยได้เท่ากับโครงการ “คนละครึ่ง” ในอดีต
.
โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการที่รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 โดยรัฐบาลช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท ขณะที่ประชาชนต้องเติมเงินผ่านแอปพลิเคชันประมาณ 600 กว่าบาท เพื่อใช้จ่ายรวมประมาณ 1,600 กว่าบาทต่อเดือน
.
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มที่ มาจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาน้ำมันจะเริ่มลดลงจากช่วงที่ผ่านมา แต่ค่าขนส่งและราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้ของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง
.
นอกจากนี้ พบว่าประชาชนบางส่วนไม่มีเงินพอที่จะเติมเข้าแอปพลิเคชันเพื่อใช้สิทธิ ทำให้ไม่สามารถใช้วงเงินได้ครบภายในระยะเวลาที่กำหนด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังไม่ฟื้นตัว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่