“ทัลซี แกบบาร์ด” ประกาศลาออกจากตําแหน่งผู้อํานวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ
ในรัฐบาลสมัยที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์ มีผล 30 มิ.ย.นี้ .. หลังขัดแย้งหนัก เรื่องทำสงครามอิหร่าน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการประมาณ 7.1 ล้านคน แต่การประเมินตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริงจากอัตราการตายส่วนเกิน (Excess Deaths) โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามีประชากรโลกเสียชีวิตสูงถึง 22.1 ล้านคน ในช่วงระหว่างปี 2020–2023 ซึ่งมากกว่าตัวเลขรายงานของรัฐบาลต่างๆ ถึงเกือบ 3 เท่าเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนชุดตรวจและการบันทึกสาเหตุการเสียชีวิตที่ไม่ครบถ้วนในหลายประเทศ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้“ทัลซี แกบบาร์ด” ผู้อํานวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ DNI ประกาศลาออกจากตําแหน่งในรัฐบาลสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่าจะมีผลในวันที่ 30 มิถุนายน 2569
สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า แกบบาร์ดส่งหนังสือลาออกถึงประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมระบุเหตุผลว่า ต้องการดูแลสามีที่กําลังป่วยด้วยโรคมะเร็งกระดูกชนิดหายาก
ทั้งนี้ แกบบาร์ด อดีต ส.ส. เดโมแครตจากรัฐฮาวาย สร้างชื่อเสียงทางการเมือง จากการต่อต้านสงครามต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อสหรัฐเข้าร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จึงทําให้เธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลําบากใจ
อย่างไรก็ตามมีข่าวลือก่อนหน้านี้ว่า แกบบาร์ดไม่พอใจนัก ที่ทรัมป์ตัดสินใจโจมตีอิหร่าน ซึ่งการตัดสินใจของทรัมป์ยังก่อให้เกิดความแตกแยกภายในคณะผู้บริหารของเขาเองด้วย และแกบบาร์ด ก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะรัฐมนตรี คนที่ 4 แล้ว ที่ลาออกในระหว่างวาระดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของทรัมป์
และก่อนที่เธอจะออกจากตำแหน่ง ผอ ข่าวกรองฯ
ทัลซี แกบบาร์ด (Tulsi Gabbard) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ (DNI) ได้สั่งลดชั้นความลับและเปิดเผยเอกสารลับเกือบ 400 หน้า เกี่ยวกับต้นตอของเชื้อไวรัสโควิด-19 และบทบาทของ นพ.แอนโทนี ฟาวซี (Anthony Fauci) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 ซึ่งถือเป็นภารกิจทิ้งทวนก่อนที่เธอจะก้าวลงจากตำแหน่ง
" ไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการประมาณ
7.1 ล้านคน แต่เสียชีวิตจริงสูงถึง
22.1 ล้านคน "
เอกสารที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ
สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (ODNI) ประกอบด้วยการสื่อสารภายใน คำร้องเรียนจากผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblowers) และข้อมูลดิบของหน่วยข่าวกรอง โดยมีสาระสำคัญดังนี้
สรุปง่ายๆ นักวิทยาศาสตร์ ไวรัสวิทยา พบว่าเป็นไวรัสที่ไม่มีทางเกิดจากธรรมชาติ แต่เป็นการตัดต่อ สองสายพันธุ์ผสมกัน
และการทดลองนี้พบที่ห้องวิทยาศาสตร์ อู่หัน จีน ที่อเมริกาเคยสนับสนุนงบวิจัยอยู่
รายละเอียดของเอกสารลับ ..
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ความเชื่อมโยงกับสถาบันวิจัยอู่ฮั่น:
แกบบาร์ดอ้างว่าเอกสารเผยให้เห็นว่าเงินภาษีของประชาชนสหรัฐฯ
ถูกส่งไปสนับสนุนการวิจัยประเภท Gain-of-Function (การตัดต่อพันธุกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถของไวรัส)
ที่สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น (Wuhan Institute of Virology) ประเทศจีน
การตั้งข้อหา นพ.แอนโทนี ฟาวซี:
แกบบาร์ดกล่าวหาว่า นพ.ฟาวซี อดีตที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของทำเนียบขาว มีส่วนรู้เห็นในการผลักดันทุนวิจัยนี้
และร่วมมือกับประชาคมข่าวกรองเพื่อปกปิดทฤษฎีเชื้อไวรัสหลุดจากห้องแล็บ (Lab-leak theory) รวมถึงให้การเท็จต่อสภาคองเกรสเมื่อปี 2024
การตรวจสอบห้องปฏิบัติการชีวภาพทั่วโลก:
นอกเหนือจากเรื่องโควิด-19 เอกสารนี้ยังระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้ให้เงินสนับสนุนห้องปฏิบัติการทางชีวภาพ (Biolabs) มากกว่า 120 แห่ง ในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศยูเครนด้วย
ข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงทางกฎหมาย
แม้การเปิดเอกสารครั้งนี้จะสร้างความสั่นสะเทือนทางการเมือง แต่ผลลัพธ์ในเชิงหลักฐานและการบังคับใช้กฎหมายยังมีข้อจำกัด:
ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัด (Smoking Gun): สำนักข่าวหลักและผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ตัวเอกสารความยาวเกือบ 400 หน้าดังกล่าว ไม่ได้มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ว่า นพ.ฟาวซี จงใจปกปิดต้นตอของไวรัส หรือพิสูจน์ว่าไวรัสหลุดมาจากห้องแล็บจริง และหน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐฯ เองก็ยังคงมีความเห็นแตกแยกกันระหว่างทฤษฎีการแพร่กระจายตามธรรมชาติและการหลุดจากห้องแล็บ
คำปฏิเสธจาก นพ.ฟาวซี: ที่ผ่านมา นพ.ฟาวซี ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าเงินทุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างไวรัส SARS-CoV-2
ประเด็นเรื่องการอภัยโทษ: สมาชิกสภารัฐบาลกลางบางส่วน (เช่น ส.ว. แรนด์ พอล) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า นพ.ฟาวซี อาจถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนในระดับรัฐได้ แม้จะเคยได้รับอภัยโทษล่วงหน้าจากอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไปแล้วก็ตาม
นักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าจีนที่วิจัยไวรัสนี้ และหายไปเลย คือ สือ เจิ้น ลี

ที่มา .. ทิ้งทวนช็อกโลก! ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ เปิดเอกสารลับ 400 หน้า แฉเบื้องหลังวิกฤตโรคระบาด

ช็อกโลก ผอ ข่าวกรองทิ้งทวน ก่อนลาออก เปิดเอกสารลับ Coronavirus
ในรัฐบาลสมัยที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์ มีผล 30 มิ.ย.นี้ .. หลังขัดแย้งหนัก เรื่องทำสงครามอิหร่าน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
และก่อนที่เธอจะออกจากตำแหน่ง ผอ ข่าวกรองฯ
ทัลซี แกบบาร์ด (Tulsi Gabbard) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ (DNI) ได้สั่งลดชั้นความลับและเปิดเผยเอกสารลับเกือบ 400 หน้า เกี่ยวกับต้นตอของเชื้อไวรัสโควิด-19 และบทบาทของ นพ.แอนโทนี ฟาวซี (Anthony Fauci) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 ซึ่งถือเป็นภารกิจทิ้งทวนก่อนที่เธอจะก้าวลงจากตำแหน่ง
" ไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการประมาณ 7.1 ล้านคน แต่เสียชีวิตจริงสูงถึง 22.1 ล้านคน "
เอกสารที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (ODNI) ประกอบด้วยการสื่อสารภายใน คำร้องเรียนจากผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblowers) และข้อมูลดิบของหน่วยข่าวกรอง โดยมีสาระสำคัญดังนี้
สรุปง่ายๆ นักวิทยาศาสตร์ ไวรัสวิทยา พบว่าเป็นไวรัสที่ไม่มีทางเกิดจากธรรมชาติ แต่เป็นการตัดต่อ สองสายพันธุ์ผสมกัน
และการทดลองนี้พบที่ห้องวิทยาศาสตร์ อู่หัน จีน ที่อเมริกาเคยสนับสนุนงบวิจัยอยู่
รายละเอียดของเอกสารลับ ..
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
นักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าจีนที่วิจัยไวรัสนี้ และหายไปเลย คือ สือ เจิ้น ลี
ที่มา .. ทิ้งทวนช็อกโลก! ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ เปิดเอกสารลับ 400 หน้า แฉเบื้องหลังวิกฤตโรคระบาด