
- เนื้อเรื่องน่าสนใจดี แม้ตลอดหนทางที่ก้าวจะไหลไปเรื่อยตามวิถีหนังญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่ายผ่านบรรยากาศจนเกือบจะวูบแต่กลับมาได้เมื่อพยายามจดจ่อพบว่ามันมีอะไรให้คิดและเอ๊ะตาม สาร อยู่ตลอดตั้งแต่เปิดเรื่องมาไม่ทันไรก็ได้เผชิญกับ Events ไม่คาดฝันระหว่างขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปส่งอาหารในวันธรรมดาปกติของพระเอกจนเผลอสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่า กูทำงานของกูอยู่ดี ๆ ทำไมถึงได้มาเจอกับอุบัติเหตุจนติดอยู่ใน Loop ที่ไม่คิดว่าจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของใครบางคนที่กำลังจะก่อเหตุสะเทือนขวัญในเมืองอันแสนสงบแห่งนี้ แล้วการที่แต่ละ Situations ถูกจ้องมองผ่านตัวเขาแม้แต่การปรากฏตัวบน Poster สุดเท่คงเป็นที่ทราบกันด้วยมุมปากแล้วว่า "กูอีกแล้วใช่ไหม?" คือคนที่สังคมต้องการให้มาทำหน้าที่นี้

- เพิ่งมาทราบหลังดูจบว่าตัวหนังสร้างมาจากมังงะต้นฉบับของคุณอาจารย์
เคย์ ซันเบะ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เคยอ่านมาก่อนเลยว่ากันในส่วนที่ดูไปถึง 2 ชั่วโมงเต็มล่ะกันว่าในภาพรวมดูง่ายแต่ไม่ได้ตามใจเสียงในหัวคนดูที่ชอบความบันเทิงเลยรู้สึกว่ามันเข้าถึง
สาร ที่กำลังไหลผ่านบรรยากาศอันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมนั้นยากไปหน่อย ว่า กำลังจะบอกอะไรกับเรา ? ถึงอย่างนั้นก็ไม่เกินความพยายามที่จะใส่ใจในเมื่อตัวหนังได้แบ่ง Timeline ออกเป็น 2 Parts หลัก ได้แก่ Part พระเอกในวัยผู้ใหญ่ปัจจุบันปี 2006 กับ Part วัยเด็กที่ได้ย้อนไปไกลกันในปี 1988 สลับไปเรื่อยอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนเริ่มมีอาการอ่อนล้าสะสม ซึ่งในช่วงแรกจะเทไปทาง Part ผู้ใหญ่ เพื่อเผยให้เห็นชนวนสำคัญของเรื่องก่อนค่อย ๆ สืบสาวทีละนิดว่าใครคือฆาตกรที่ได้ลงมือสังหารแม่ของเขาจนเจ้าตัวต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการไล่ล่าของพรี่ดาบพรี่จ่าหลังถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนลงมือซะเอง ระหว่างนั้นก็ได้มีการสำรวจความสัมพันธ์ของคนรอบตัวไม่ว่าจะเป็นแม่ของเขา นางเอกสาว รวมถึงครูประจำชั้น ก่อนจะพาเราย้อนกลับไปยังอีก Part ที่เป็นช่วงวัยเด็กและเป็นจุดเริ่มต้นของปริศนาทั้งมวลที่กำลังรอการคลี่คลายหลังจากนั้น

- ด้วยความที่หนังหยิบประเด็น
การข้ามเวลา (Time Loop) มาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการสืบสวนเชิงอิงหลักทฤษฎีที่ไม่ได้โชว์เทคนิค Visual ขายความล้ำของอุปกรณ์เทคโนโลยีจึงทำให้เรื่องมีความเข้มข้นน่าติดตามและสามารถซื้อใจผมให้ติดตาม Mission ของพระเอกหลังจากได้รับมอบหมายสลับไปมาระหว่าง 2 Parts นี้ได้อย่างรวดเร็ว อีกอย่างพอเห็นหน้าพระเอกที่เคยแสดงใน
Battle Royale และ
Death Note อย่างคุณ Tatsuya Fujiwara มารับบทนำเท่านั้นแหล่ะภาพจำจากเรื่องหลังแวบเข้ามาในหัวทันทีว่าเหมือนกำลังนั่งดูภาค Spin-off ที่คราวนี้ "กูต้องออกตามล่าฆาตกรเพียงลำพัง" ในเมื่อสมุด
Death Note ไม่มี ลุคก็ไม่เอาแล้ว พอแล้ว เบื่อที่จะกินแอปเปิลเต็มทีแล้วอย่างนี้ ในเมื่อไร้ตัวช่วยจะทำยังไงล่ะ? ก็ต้องยึดหลัก "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" เดินหน้าสืบเอง แล้วถึงจะมีสมุด ถ้าไม่รู้ทั้งชื่อและหน้าตายังไงก็ Life Boy อยู่ดี

- การที่หนังดำเนินเรื่องด้วยจังหวะทางสายกลางอย่างจริงใจมีส่วนทำให้ปมที่อุตส่าห์ปูไว้น่าสนใจกลับถูกกลบไปกับบรรยากาศบริสุทธิ์ตามที่กล่าวไปก่อนหน้าจนผมเริ่มมีอาการวูบตามมาแล้วความที่ช่วงกลางเรื่องเทน้ำหนักไปกับ Part วัยเด็กเป็นส่วนใหญ่แถมไม่มี Situations ตื่นเต้นกระตุ้นอารมณ์เลยตัดสินใจขอแวะไปทำอย่างอื่นฆ่าทั้งเวลาและความง่วงที่กำลังเข้ามาทักทายเป็นระยะแต่ยังกลับมาดูเพื่อ Update Situations เป็นระยะว่าคืบหน้าไปถึงไหน ? โดยเฉพาะ Case ของเพื่อนร่วมชั้นที่ตกเป็นเหยื่ออีกคนของฆาตกรที่ช่วยเพิ่มทั้งแรงสะเทือนและความท้าทายให้การสืบสวนมีการตื่นตระหนกจนผมอดคิดกับตัวเองไม่ได้ว่า "หรือกูตกสำรวจ Details บางอย่างที่กำลังเชื่อมโยงระหว่างทั้ง 2 Case กันอยู่ไปหรือเปล่าวะ ?" ถึงอย่างนั้นก็ยังไล่คลำทางตามทันในเมื่อเบาะแสที่ซุกซ่อนอยู่บนเส้นคาบเกี่ยวของทั้ง 2 Parts ค่อย ๆ ถูกคลี่คลายและขมวดเข้าสู่ครรลองเดียวกัน

- ความเรียบง่ายของการเล่าเรื่องที่ซื่อตรงและมีวัตถุดิบชั้นดี Support นี่แหละป็นความแยบยลของการสร้างจังหวะลูกล่อช่อชนที่คอยกำหนดทิศทางไม่ว่าจะปมหรือตัวละครจนผมเผลอหลุดไปโดยรู้ตัวว่าโดนได้อย่างแนบเนียนโดยเฉพาะ Mission ของพระเอกที่พยายามหยุดยั้งแผนการของฆาตกรไม่ให้เกิดฆาตกรรมและไม่ให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้ส่งผลกระทบไปยังอนาคตซึ่งก็คือปัจจุบันของเขา พอกลับมาตั้งหลักและใส่ใจหน้างานต่อก็คาดาการณ์ไม่ถูกเลยว่าบทสรุปจะลงเอยอย่างไร ? ที่สำคัญคือฆาตกรเป็นใครกันแน่ที่ผมอยากรู้มาตั้งแต่รายงานตัว แม้จะมีทั้งนางเอก แม่ และครูประจำชั้นคอยแบ่งเบาภาระบนบ่าแต่ก็ยังอดลุ้นด้วยความกังวลไม่ได้ว่า "ฆาตกรกำลังวางแผนอะไรอยู่?" ในเมื่ออีกฝ่ายยังสนุกกับการเล่นเกมสงครามประสาทจนไม่เป็นอันต้องทำอะไรนอกจากตามหาตัว "" ให้เจอนี่แหล่ะกระทั่งมาถึงช่วงเวลาที่รอคอยหนังค่อย ๆ เลี้ยวเข้าสู่โหมด Thriller แบบเบาบางก่อนจะปล่อยไม้ตายสำคัญจนทำเอาผมอุทานด้วยความตะลึงว่า
"อ้าว เฮ้ย...เป็นเองเหรอวะ?" ที่มีฉากสะเทือนอารมณ์ที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งถึงความหมายของคำว่า
"เวลา" ได้อย่างงดงามว่าบางครั้งเวลาอาจไม่ได้อยู่ข้างเราแต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้เวลาที่มีอยู่ไปกับอะไรตังหากคือสิ่งสำคัญ

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] ์No.212 Erased (2016) : ย้อนเวลามา “ลบ” แผนฆาตกรรม
- เนื้อเรื่องน่าสนใจดี แม้ตลอดหนทางที่ก้าวจะไหลไปเรื่อยตามวิถีหนังญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่ายผ่านบรรยากาศจนเกือบจะวูบแต่กลับมาได้เมื่อพยายามจดจ่อพบว่ามันมีอะไรให้คิดและเอ๊ะตาม สาร อยู่ตลอดตั้งแต่เปิดเรื่องมาไม่ทันไรก็ได้เผชิญกับ Events ไม่คาดฝันระหว่างขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปส่งอาหารในวันธรรมดาปกติของพระเอกจนเผลอสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่า กูทำงานของกูอยู่ดี ๆ ทำไมถึงได้มาเจอกับอุบัติเหตุจนติดอยู่ใน Loop ที่ไม่คิดว่าจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของใครบางคนที่กำลังจะก่อเหตุสะเทือนขวัญในเมืองอันแสนสงบแห่งนี้ แล้วการที่แต่ละ Situations ถูกจ้องมองผ่านตัวเขาแม้แต่การปรากฏตัวบน Poster สุดเท่คงเป็นที่ทราบกันด้วยมุมปากแล้วว่า "กูอีกแล้วใช่ไหม?" คือคนที่สังคมต้องการให้มาทำหน้าที่นี้
- เพิ่งมาทราบหลังดูจบว่าตัวหนังสร้างมาจากมังงะต้นฉบับของคุณอาจารย์ เคย์ ซันเบะ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เคยอ่านมาก่อนเลยว่ากันในส่วนที่ดูไปถึง 2 ชั่วโมงเต็มล่ะกันว่าในภาพรวมดูง่ายแต่ไม่ได้ตามใจเสียงในหัวคนดูที่ชอบความบันเทิงเลยรู้สึกว่ามันเข้าถึง สาร ที่กำลังไหลผ่านบรรยากาศอันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมนั้นยากไปหน่อย ว่า กำลังจะบอกอะไรกับเรา ? ถึงอย่างนั้นก็ไม่เกินความพยายามที่จะใส่ใจในเมื่อตัวหนังได้แบ่ง Timeline ออกเป็น 2 Parts หลัก ได้แก่ Part พระเอกในวัยผู้ใหญ่ปัจจุบันปี 2006 กับ Part วัยเด็กที่ได้ย้อนไปไกลกันในปี 1988 สลับไปเรื่อยอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนเริ่มมีอาการอ่อนล้าสะสม ซึ่งในช่วงแรกจะเทไปทาง Part ผู้ใหญ่ เพื่อเผยให้เห็นชนวนสำคัญของเรื่องก่อนค่อย ๆ สืบสาวทีละนิดว่าใครคือฆาตกรที่ได้ลงมือสังหารแม่ของเขาจนเจ้าตัวต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการไล่ล่าของพรี่ดาบพรี่จ่าหลังถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนลงมือซะเอง ระหว่างนั้นก็ได้มีการสำรวจความสัมพันธ์ของคนรอบตัวไม่ว่าจะเป็นแม่ของเขา นางเอกสาว รวมถึงครูประจำชั้น ก่อนจะพาเราย้อนกลับไปยังอีก Part ที่เป็นช่วงวัยเด็กและเป็นจุดเริ่มต้นของปริศนาทั้งมวลที่กำลังรอการคลี่คลายหลังจากนั้น
- ด้วยความที่หนังหยิบประเด็น การข้ามเวลา (Time Loop) มาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการสืบสวนเชิงอิงหลักทฤษฎีที่ไม่ได้โชว์เทคนิค Visual ขายความล้ำของอุปกรณ์เทคโนโลยีจึงทำให้เรื่องมีความเข้มข้นน่าติดตามและสามารถซื้อใจผมให้ติดตาม Mission ของพระเอกหลังจากได้รับมอบหมายสลับไปมาระหว่าง 2 Parts นี้ได้อย่างรวดเร็ว อีกอย่างพอเห็นหน้าพระเอกที่เคยแสดงใน Battle Royale และ Death Note อย่างคุณ Tatsuya Fujiwara มารับบทนำเท่านั้นแหล่ะภาพจำจากเรื่องหลังแวบเข้ามาในหัวทันทีว่าเหมือนกำลังนั่งดูภาค Spin-off ที่คราวนี้ "กูต้องออกตามล่าฆาตกรเพียงลำพัง" ในเมื่อสมุด Death Note ไม่มี ลุคก็ไม่เอาแล้ว พอแล้ว เบื่อที่จะกินแอปเปิลเต็มทีแล้วอย่างนี้ ในเมื่อไร้ตัวช่วยจะทำยังไงล่ะ? ก็ต้องยึดหลัก "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" เดินหน้าสืบเอง แล้วถึงจะมีสมุด ถ้าไม่รู้ทั้งชื่อและหน้าตายังไงก็ Life Boy อยู่ดี
- การที่หนังดำเนินเรื่องด้วยจังหวะทางสายกลางอย่างจริงใจมีส่วนทำให้ปมที่อุตส่าห์ปูไว้น่าสนใจกลับถูกกลบไปกับบรรยากาศบริสุทธิ์ตามที่กล่าวไปก่อนหน้าจนผมเริ่มมีอาการวูบตามมาแล้วความที่ช่วงกลางเรื่องเทน้ำหนักไปกับ Part วัยเด็กเป็นส่วนใหญ่แถมไม่มี Situations ตื่นเต้นกระตุ้นอารมณ์เลยตัดสินใจขอแวะไปทำอย่างอื่นฆ่าทั้งเวลาและความง่วงที่กำลังเข้ามาทักทายเป็นระยะแต่ยังกลับมาดูเพื่อ Update Situations เป็นระยะว่าคืบหน้าไปถึงไหน ? โดยเฉพาะ Case ของเพื่อนร่วมชั้นที่ตกเป็นเหยื่ออีกคนของฆาตกรที่ช่วยเพิ่มทั้งแรงสะเทือนและความท้าทายให้การสืบสวนมีการตื่นตระหนกจนผมอดคิดกับตัวเองไม่ได้ว่า "หรือกูตกสำรวจ Details บางอย่างที่กำลังเชื่อมโยงระหว่างทั้ง 2 Case กันอยู่ไปหรือเปล่าวะ ?" ถึงอย่างนั้นก็ยังไล่คลำทางตามทันในเมื่อเบาะแสที่ซุกซ่อนอยู่บนเส้นคาบเกี่ยวของทั้ง 2 Parts ค่อย ๆ ถูกคลี่คลายและขมวดเข้าสู่ครรลองเดียวกัน
- ความเรียบง่ายของการเล่าเรื่องที่ซื่อตรงและมีวัตถุดิบชั้นดี Support นี่แหละป็นความแยบยลของการสร้างจังหวะลูกล่อช่อชนที่คอยกำหนดทิศทางไม่ว่าจะปมหรือตัวละครจนผมเผลอหลุดไปโดยรู้ตัวว่าโดนได้อย่างแนบเนียนโดยเฉพาะ Mission ของพระเอกที่พยายามหยุดยั้งแผนการของฆาตกรไม่ให้เกิดฆาตกรรมและไม่ให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้ส่งผลกระทบไปยังอนาคตซึ่งก็คือปัจจุบันของเขา พอกลับมาตั้งหลักและใส่ใจหน้างานต่อก็คาดาการณ์ไม่ถูกเลยว่าบทสรุปจะลงเอยอย่างไร ? ที่สำคัญคือฆาตกรเป็นใครกันแน่ที่ผมอยากรู้มาตั้งแต่รายงานตัว แม้จะมีทั้งนางเอก แม่ และครูประจำชั้นคอยแบ่งเบาภาระบนบ่าแต่ก็ยังอดลุ้นด้วยความกังวลไม่ได้ว่า "ฆาตกรกำลังวางแผนอะไรอยู่?" ในเมื่ออีกฝ่ายยังสนุกกับการเล่นเกมสงครามประสาทจนไม่เป็นอันต้องทำอะไรนอกจากตามหาตัว "" ให้เจอนี่แหล่ะกระทั่งมาถึงช่วงเวลาที่รอคอยหนังค่อย ๆ เลี้ยวเข้าสู่โหมด Thriller แบบเบาบางก่อนจะปล่อยไม้ตายสำคัญจนทำเอาผมอุทานด้วยความตะลึงว่า "อ้าว เฮ้ย...เป็นเองเหรอวะ?" ที่มีฉากสะเทือนอารมณ์ที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งถึงความหมายของคำว่า "เวลา" ได้อย่างงดงามว่าบางครั้งเวลาอาจไม่ได้อยู่ข้างเราแต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้เวลาที่มีอยู่ไปกับอะไรตังหากคือสิ่งสำคัญ
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้