ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีเรื่องเล่าหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันในวงการประวัติศาสตร์สายลับอยู่บ่อย ๆ เรื่องของแผนลอบสังหารที่ฟังดูเหมือนหลุดมาจากนิยาย แต่กลับถูกเล่าซ้ำในหลายแหล่งจนกลายเป็นเงาปริศนาของยุคนั้น
เป้าหมายคือ วินสตัน เชอร์ชิล ผู้นำอังกฤษในช่วงสงครามที่ถูกจับตามองจากฝ่ายนาซีเยอรมันอย่างใกล้ชิด เพราะบทบาทของเขาเป็นเหมือนหัวใจสำคัญในการต่อต้านฮิตเลอร์
ในบรรดาแผนลับที่ถูกพูดถึง มีเรื่องหนึ่งที่สะดุดหูมากที่สุด คือการใช้สิ่งที่ดูธรรมดาอย่างช็อกโกแลต มาเป็นอาวุธ
แนวคิดของฝ่ายปฏิบัติการลับในยุคนั้นไม่ได้แปลกใหม่เรื่องการซ่อนวัตถุระเบิดในสิ่งของทั่วไป แต่ครั้งนี้มันถูกยกระดับให้แนบเนียนกว่าที่เคยมีมา มีการเล่ากันว่า มีการออกแบบวัตถุระเบิดขนาดเล็กให้มีรูปร่างคล้ายแท่งช็อกโกแลต ห่อกระดาษให้เหมือนของฝากจากร้านหรูในยุโรป
ภาพที่ถูกจินตนาการต่อกันคือ กล่องของหวานธรรมดา วางอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานของผู้นำประเทศ ไม่มีใครสงสัยอะไร เพราะมันดูเหมือนของขวัญทั่วไปในช่วงสงครามที่ผู้คนยังพยายามใช้ชีวิตปกติท่ามกลางความตึงเครียด
แต่ในอีกมุมหนึ่ง สายข่าวกรองของอังกฤษ โดยเฉพาะหน่วย MI5 และ MI6 เริ่มมีการจับสัญญาณบางอย่างได้ว่า มีแผนแทรกซึมรูปแบบใหม่ที่พยายามใช้ของกินเป็นเครื่องมือสังหาร จุดนี้เองทำให้ของขวัญทุกชิ้นต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้น
เรื่องที่น่าสนใจคือ แผนลักษณะนี้ไม่ได้มีแค่กระแสเดียว บางเอกสารและบันทึกหลังสงครามพูดถึงปฏิบัติการลอบสังหารหลายรูปแบบที่ถูกเตรียมไว้กับผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ส่วนใหญ่ถูกสกัดไว้ก่อนจะถึงเป้าหมาย
มีคนตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดเรื่องช็อกโกแลตระเบิดอาจไม่ได้ถูกนำไปใช้จริงเต็มรูปแบบ แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองหรือแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ของหน่วยข่าวกรองนาซี ที่ต้องการหาวิธีโจมตีแบบไม่ให้ใครระวังตัว
ในอีกมุมหนึ่ง นักประวัติศาสตร์บางคนมองว่า เรื่องนี้สะท้อนความพยายามของสงครามสายลับที่ไม่ได้ใช้แค่ปืนหรือระเบิด แต่ใช้ความไว้วางใจของมนุษย์เป็นอาวุธ คนเรามักไม่ระแวงของหวาน ของขวัญ หรือสิ่งที่ดูไม่มีพิษภัย
ถ้ามองย้อนกลับไปในบริบทสงครามโลกครั้งที่สอง ความระแวงคือสิ่งที่อยู่รอบตัวทุกคน แม้แต่จดหมาย กล่องพัสดุ หรือของฝากเล็ก ๆ ก็อาจกลายเป็นภัยได้ทั้งหมด
เรื่องของช็อกโกแลตมรณะจึงกลายเป็นภาพจำหนึ่งของยุคที่เส้นแบ่งระหว่างของกินกับอาวุธแทบไม่เหลืออยู่ และทำให้เกิดคำถามที่ยังชวนคิดมาจนถึงทุกวันนี้ ว่าถ้าความไว้วางใจถูกใช้เป็นเครื่องมือในสงคราม มนุษย์จะยังเชื่อใจอะไรกันได้อีกบ้าง
ระเบิดช็อกโกแลตมรณะ แผนการลอบสังหารวินสตัน เชอร์ชิลของสายลับนาซีเยอรมัน
เป้าหมายคือ วินสตัน เชอร์ชิล ผู้นำอังกฤษในช่วงสงครามที่ถูกจับตามองจากฝ่ายนาซีเยอรมันอย่างใกล้ชิด เพราะบทบาทของเขาเป็นเหมือนหัวใจสำคัญในการต่อต้านฮิตเลอร์
ในบรรดาแผนลับที่ถูกพูดถึง มีเรื่องหนึ่งที่สะดุดหูมากที่สุด คือการใช้สิ่งที่ดูธรรมดาอย่างช็อกโกแลต มาเป็นอาวุธ
แนวคิดของฝ่ายปฏิบัติการลับในยุคนั้นไม่ได้แปลกใหม่เรื่องการซ่อนวัตถุระเบิดในสิ่งของทั่วไป แต่ครั้งนี้มันถูกยกระดับให้แนบเนียนกว่าที่เคยมีมา มีการเล่ากันว่า มีการออกแบบวัตถุระเบิดขนาดเล็กให้มีรูปร่างคล้ายแท่งช็อกโกแลต ห่อกระดาษให้เหมือนของฝากจากร้านหรูในยุโรป
ภาพที่ถูกจินตนาการต่อกันคือ กล่องของหวานธรรมดา วางอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานของผู้นำประเทศ ไม่มีใครสงสัยอะไร เพราะมันดูเหมือนของขวัญทั่วไปในช่วงสงครามที่ผู้คนยังพยายามใช้ชีวิตปกติท่ามกลางความตึงเครียด
แต่ในอีกมุมหนึ่ง สายข่าวกรองของอังกฤษ โดยเฉพาะหน่วย MI5 และ MI6 เริ่มมีการจับสัญญาณบางอย่างได้ว่า มีแผนแทรกซึมรูปแบบใหม่ที่พยายามใช้ของกินเป็นเครื่องมือสังหาร จุดนี้เองทำให้ของขวัญทุกชิ้นต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้น
เรื่องที่น่าสนใจคือ แผนลักษณะนี้ไม่ได้มีแค่กระแสเดียว บางเอกสารและบันทึกหลังสงครามพูดถึงปฏิบัติการลอบสังหารหลายรูปแบบที่ถูกเตรียมไว้กับผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ส่วนใหญ่ถูกสกัดไว้ก่อนจะถึงเป้าหมาย
มีคนตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดเรื่องช็อกโกแลตระเบิดอาจไม่ได้ถูกนำไปใช้จริงเต็มรูปแบบ แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองหรือแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ของหน่วยข่าวกรองนาซี ที่ต้องการหาวิธีโจมตีแบบไม่ให้ใครระวังตัว
ในอีกมุมหนึ่ง นักประวัติศาสตร์บางคนมองว่า เรื่องนี้สะท้อนความพยายามของสงครามสายลับที่ไม่ได้ใช้แค่ปืนหรือระเบิด แต่ใช้ความไว้วางใจของมนุษย์เป็นอาวุธ คนเรามักไม่ระแวงของหวาน ของขวัญ หรือสิ่งที่ดูไม่มีพิษภัย
ถ้ามองย้อนกลับไปในบริบทสงครามโลกครั้งที่สอง ความระแวงคือสิ่งที่อยู่รอบตัวทุกคน แม้แต่จดหมาย กล่องพัสดุ หรือของฝากเล็ก ๆ ก็อาจกลายเป็นภัยได้ทั้งหมด
เรื่องของช็อกโกแลตมรณะจึงกลายเป็นภาพจำหนึ่งของยุคที่เส้นแบ่งระหว่างของกินกับอาวุธแทบไม่เหลืออยู่ และทำให้เกิดคำถามที่ยังชวนคิดมาจนถึงทุกวันนี้ ว่าถ้าความไว้วางใจถูกใช้เป็นเครื่องมือในสงคราม มนุษย์จะยังเชื่อใจอะไรกันได้อีกบ้าง