สมชัย ดักคอรบ.ตัดจบ ฟันโกงสอบท้องถิ่น แค่ 5 บิ๊กสถ. บี้สาวเส้นเงิน เอาให้ถึงเจ้านาย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5791230
.

.
สมชัย ดักคอรบ.ตัดจบ ฟันโกงสอบท้องถิ่น แค่ 5 บิ๊กสถ. บี้สาวเส้นเงิน เอาให้ถึงเจ้านาย ยันเป็นขบวนการ มีนายอยู่เบื้องหลังแน่
.
เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายส
มชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นกรณีที่ นาย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงคืบหน้าฟันขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น ว่า
.
แถลงข่าว ไม่ได้แปลว่าเอาจริง พบข้าราชการเกี่ยวข้อง 5 คน ไม่ได้แปลว่ามีแค่ 5 รู้ว่าใครแก้ไฟล์ข้อมูล ไม่ได้แปลว่าพบผู้ทำผิดแล้ว
.
การแถลงข่าวของนายกฯอนุทินเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่น แม้เป็นสัญญาณว่าฝ่ายการเมืองให้ความสนใจในเรื่องนี้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะให้ประชาชนเชื่อได้ว่า จะเอาจริงเอาจังหรือเล่นละครสร้างภาพให้ดูดีเท่านั้น
.
การบอกว่ามีข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเกี่ยวข้อง 5 รายยิ่งดูลิเก เพราะคดีที่มีการเรียกเงินคนมากกว่า 3,000 คน หัวละ 300,000-800,000 บาท มีเครือข่ายการเรียกรับทั่วประเทศ สามารถเข้าถึง server เพื่อเข้าไปแก้ไขไฟล์กระดาษคำตอบย้อนหลังนั้น คนเกี่ยวข้องตั้งแต่นายหน้าเรียกรับ คนปฏิบัติ ไปจนถึงคนบริหารและผู้มีอำนาจเบื้องหลังรวมแล้วต้องหลักร้อยหรือหลักพัน ไม่ใช้ตัดจบแค่ถ่านไฟฉายตราแพะ 5 ตัว
.
การพบว่า มีการแก้ไขข้อมูลผลประกาศ โดยความร่วมมือของข้าราชการและคนของมศว ไม่ใช่พบตัวผู้กระทำความผิดแล้ว เพราะคนเหล่านี้เป็นแค่กลไกปฏิบัติต้องสาวต่อว่า ใครคือผู้ได้รับประโยชน์และเป็นผู้บงการสูงสุด
.
หากพบว่า 3,000 คน ทุจริตจ่ายเงิน ต้องให้ ปปง. สอบเส้นเงินต่อ ใครคือนายหน้ารับเงินในแต่ละพื้นที่ รับแล้วส่งต่อใคร จากแต่ละจังหวัดรวมมาที่ไหน แล้วส่งส่วยขึ้นมาถึงใครเป็นคนสุดท้าย เสร็จแล้วเบิกเป็นเงินสด ส่งต่อใคร ต้องเค้นต่อเพื่อซัดทอดให้ได้ แต่หากลูกน้องยอมติดคุกแทนเจ้านาย ก็ยินดีกับเจ้านายที่มีลูกน้องแสนภักดี
.
เรื่องใหญ่ระดับนี้ มันเป็นการวางแผนปล้นระดับโลกแบบ อาร์เซ็น ลูแปงแล้ว ไม่ใช่แค่ระดับเด็ก ๆ แบบโกงสอบในฉลาดแกมโกง แน่นอน
.
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/pfbid02ayWRxgDfBFqWKWeHBoU7XY6PnwRbAPtfpy6LurLkR2EtcTBPe1rCMdJg93pipRp1l
.
.
SMEs เซ่นพิษค่าฟีแพลตฟอร์มใหญ่ ต่างชาติฟันกำไร ผู้ค้ายิ่งขายยิ่งเจ๊ง
.
โจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการไทย ยักษ์ “อีคอมเมิร์ช” ต่างชาติคุมเกมธุรกิจออนไลน์แบบเบ็ดเสร็จ เผยปีที่ผ่านมา 3 ยักษ์ต่างชาติกวาดรายได้ในไทยกว่า 1.6 แสนล้านบาท กำไรกว่า 7 พันล้าน ขณะที่ผู้ประกอบการไทย/เจ้าของสินค้า เจอปัญหา “วิกฤตกำไร” แบกรับต้นทุนจ่ายค่าฟี+ค่าการตลาดและอื่น ๆ ให้แพลตฟอร์มรวมเกือบ 40% แถมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมถี่และต่อเนื่อง เผยปีนี้ปรับขึ้นทุก 3 เดือน จนผู้ประกอบการเกิดภาวะ “ยิ่งขายยิ่งเจ๊ง” ร้านค้าแฉแพลตฟอร์มต่างชาติ “ทำลาย” โครงสร้างราคา แจกคูปองส่วนลดมหาศาล ทำให้ผู้บริโภคเสพติดการซื้อผ่านแพลตฟอร์ม
.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปี 2569 นับเป็นปีที่ยากลำบากของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ไม่ใช่แค่ต้องรับมือกับสภาพเศรษฐกิจไม่เป็นใจ และมู้ดการจับจ่ายที่อ่อนแอ แต่ในฝั่งของการขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม “อีคอมเมิร์ซ” ก็มีปัญหารุมเร้า โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายแบบถี่ ๆ ที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดวิกฤต “ยิ่งขายยิ่งเจ๊ง” กำไรบางเฉียบ
.
ที่ผ่านมาเหล่าผู้ประกอบการพยายามเรียกร้องการกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ออกแบบกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงตั้งคำถามว่าขณะที่แพลตฟอร์มต่างชาติเข้ามาสร้าง
รายได้กวาดเม็ดเงินจากผู้ประกอบการไทยมากขึ้นทุกปี ปีละกว่าแสนล้านบาท โดยที่มีกำไรหลายพันล้านบาท แต่ทำไมผู้ประกอบการไทย เจ้าของสินค้ากลับเหนื่อยยากขึ้น และตัวเลขบรรทัดสุดท้ายของงบฯ การเงินน้อยลงทุกที
.
3 ยักษ์กวาดรายได้ 1.6 แสนล้าน
.
จากการตรวจสอบบนฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัทแพลตฟอร์มต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจและจดทะเบียนในประเทศไทย มีผลประกอบการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ท่ามกลางกระแสเรื่องเงินไหลออกนอกประเทศ โดยปี 2568 บริษัท ลาซาด้า จำกัด มีรายได้ในประเทศไทย 30,162 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,459 ล้านบาท และบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้ 88,387 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,756 ล้านบาท
.
ขณะที่บริษัท ติ๊กต๊อก ช็อป (ประเทศไทย) จำกัด ที่เพิ่งจดทะเบียนบริษัทเมื่อปี 2566 โชว์ตัวเลขผลประกอบการปี 2568 ด้วยรายได้รวม 54,411 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,089 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่รายได้ 12,066 ล้านบาท และขาดทุน 3,678 ล้านบาท
.
เท่ากับว่าท่ามกลางการเติบโตของการขายสินค้าออนไลน์ในประเทศไทย 3 แพลตฟอร์มต่างชาติมีรายได้ในปี 2568 รวมกว่า 1.6 แสนล้านบาท และกำไรสุทธิรวมกันถึง 7,304 ล้านบาท
.
เฉือนกำไร “ร้านค้า” เหลือ 2.3%
.
ข้อมูลจากสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย (THECA) รายงานว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีผู้ประกอบการไทยกว่า 500 ราย ร้องเรียนเรื่องแพลตฟอร์มต่างชาติมาที่สมาคม โดยปัญหาการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงขึ้นต่อเนื่อง/ไร้เพดาน สูงอันดับ 1 (96%) แบ่งได้เป็น 3 ประเด็นย่อย คือ
.
1.ปรับขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉลี่ยใน 18 เดือนมีการประกาศเพิ่มค่าธรรมเนียม 1-4 ครั้ง
.
2.อัตราสูง ค่าธรรมเนียมรวม (คอมมิชชั่น + การทำธุรกรรม + ค่าทำแคมเปญ + VAT) สูงถึง 22-40%
.
และ 3.คิดค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน ทำให้ร้านค้าต้องแบกรับภาระภาษี จากตัวเลขที่ไม่ได้เป็นกําไรจริง ทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับ “วิกฤตกำไรสุทธิ” เหลือกำไรเฉลี่ยหลังหักค่าธรรมเนียมราว 2.3% เท่านั้น
.
ตัวอย่างเช่น ตั้งราคาขายที่ 289 บาท เป็นต้นทุนสินค้า 195 บาท ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 67 บาท +VAT 20 บาท หักส่วนต่างเหลือกำไรสุทธิ 7 บาท บางกรณียังไม่รวมค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ เช่น ค่าแพ็ก เป็นต้น
.
“แพลตฟอร์ม” คุมเกมเบ็ดเสร็จ
.
นายเจตน์ โสภิตวิริยาภรณ์ ผู้ประกอบการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และเจ้าของเพจ Jade : เลือดสาดมาร์เก็ตติ้ง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันคนคุมเกมกำไรคือ “แพลตฟอร์ม” ไม่ใช่ผู้ค้าแบบหลายปีก่อน หมดช่วงข้าวใหม่ปลามัน และเป็นช่วงเก็บเกี่ยวกำไรที่แท้จริงของแพลตฟอร์ม จากที่ยอมขาดทุน เผาเงินทำการตลาดเพื่อให้คนคุ้นชินกับช่องทางการสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มมานาน
.
“อนาคตแพลตฟอร์มจะยิ่งปรับค่าธรรมเนียมสูงขึ้น และบีบให้คนที่ไม่พร้อมไปต่อทางอ้อม ต้องถอยออกจากแพลตฟอร์ม เหมือนคนจ่ายค่าเช่าที่ไม่ไหวก็ไม่มีสิทธิเข้ามาขายในตลาด”
.
กรณีปัญหาผู้ค้าออนไลน์ “ยิ่งขายยิ่งเจ๊ง” สะท้อนถึงต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงแทบจะทุก 2-3 เดือน ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้คิดเผื่อว่าจะถูกปรับขึ้นถี่และบ่อยขนาดนี้ ทำให้รับมือไม่ทัน รวมถึงเจ้าของสินค้าหรือเจ้าของแบรนด์ ไม่ได้คิดว่าต้องเผื่อโครงสร้างราคาไว้สูงจากอัตราที่เคยจ่ายมาหลายปี
.
“ทุกครั้งที่มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม แปลว่ากำไรของเจ้าของสินค้าจะน้อยลง และในมุมของแบรนด์การปรับราคาบ่อย ๆ อาจทำให้แบรนด์ดูไม่ดีในสายตาผู้บริโภค”
.
ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันรุนแรงในตลาดออนไลน์ หลายรายจึงเลือก “ตัดราคา” หรือขายราคาเดิมซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หลายรายไม่กล้าขยับราคาขึ้นเพราะกลัวขายไม่ได้ กลัวยอดขายตก กลัวถูกปิดการมองเห็น และกลัวลูกค้าเปลี่ยนใจไปซื้อแบรนด์อื่น
.
“สถานการณ์ช่วงนี้กำลังบีบให้ผู้ขายต้องแม่นขึ้นในหลาย ๆ เรื่อง 1.การหาจุดยืนของแบรนด์ที่ชัดเจน 2.การตั้งราคาที่เหมาะสมสำหรับค่าธรรมเนียมในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งน่าจะเรียกเก็บเพิ่มอีกจนถึงเพดาน 35-40% ชนกับต้นทุนการขายในห้าง และ 3.การมองหาช่องทางการจำหน่ายอื่น ๆ และการทำระบบ CRM เพื่อให้ลูกค้ามาซื้อในช่องทางของตนเอง”
.
“คูปองส่วนลด” ทำลายกลไกราคา
.
ขณะที่ นายวิรุฬกิจ รัตนศิรประภา ผู้จัดการทั่วไปร้านมั่นคงแกดเจ็ต ตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอที สะท้อนปัญหากับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า คนส่วนใหญ่มักมองว่าปัญหาคือแพลตฟอร์มเก็บค่าธรรมเนียมแพง แต่ความจริงแล้วสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ แพลตฟอร์มทำลายโครงสร้างราคาด้วยการแจกคูปองส่วนลดมหาศาล ซึ่งลดเยอะมากจนแทบจะเท่ากับต้นทุนของสินค้า
.
ผลคือทำให้ผู้บริโภคเสพติดการซื้อผ่านแพลตฟอร์ม เพราะราคาถูกกว่าหน้าร้าน ร้านค้าก็ไม่สามารถหนีไปขายผ่านช่องทางออฟไลน์ หรือเว็บไซต์ของตนเองได้ เพราะไม่มีทางทำราคาแข่งขันกับแพลตฟอร์มได้เลย ขณะที่ร้านค้ายังต้องร่วมรับภาระจากคูปองเหล่านี้ด้วย โดยแพลตฟอร์มจะหักส่วนแบ่งประมาณ 8% ต่อออร์เดอร์ เพื่อนำไปชดเชยเป็นค่าคูปอง
.
“ถ้าโครงสร้างราคาไม่ถูกบิดเบือนจากคูปอง ต่อให้แพลตฟอร์มจะขึ้นค่าธรรมเนียมไปถึง 50% เราก็ยังอยู่รอด หรือแก้สถานการณ์ด้วยการนำของไปขายที่ช่องทางอื่นได้ แต่ทุกวันนี้เกิดภาพที่ผู้ประกอบการขายไปบ่นไป รู้ว่าต้องแบกต้นทุนขนาดไหน แต่ก็ออกจากระบบของแพลตฟอร์มไม่ได้ เพราะลูกค้าอยู่ในนั้น”
.
จำใจ “ลดคน-ขึ้นราคาสินค้า”
.
นายวิรุฬกิจบอกด้วยว่า ปัจจุบันต้นทุนค่าใช้จ่ายการขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม เช่น ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมและผ่อนชำระ รวมแล้วพุ่งสูงถึง 25-28% (ไม่รวมค่าโฆษณา) ขณะที่ดีลเลอร์สินค้าไอทีได้รับส่วนแบ่งจากแบรนด์ประมาณ 25-30% เมื่อหักค่าธรรมเนียมไปเหลือกำไรบางมาก บ้างก็ขายแล้วขาดทุนทันที
.
“สมมติว่าทำยอดขายได้เดือนละ 10 ล้านบาท แพลตฟอร์มจะหักเงินไป 2.5 ล้านบาท หลังหักต้นทุนสินค้าและส่วนอื่น ๆ เหลือกำไรจากการขายออนไลน์แค่ 5 แสนบาท ซึ่งไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย และเงินเดือนพนักงาน”
JJNY : สมชัยดักคอตัดจบ│SMEs เซ่นพิษค่าฟีแพลตฟอร์มใหญ่│พัทยาอ่วม ฝนถล่มหนัก│คลื่นความร้อนมรณะ! เสียชีวิตแล้วกว่า 5,600
https://www.matichon.co.th/politics/news_5791230
.
.
สมชัย ดักคอรบ.ตัดจบ ฟันโกงสอบท้องถิ่น แค่ 5 บิ๊กสถ. บี้สาวเส้นเงิน เอาให้ถึงเจ้านาย ยันเป็นขบวนการ มีนายอยู่เบื้องหลังแน่
.
เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงคืบหน้าฟันขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น ว่า
.
แถลงข่าว ไม่ได้แปลว่าเอาจริง พบข้าราชการเกี่ยวข้อง 5 คน ไม่ได้แปลว่ามีแค่ 5 รู้ว่าใครแก้ไฟล์ข้อมูล ไม่ได้แปลว่าพบผู้ทำผิดแล้ว
.
การแถลงข่าวของนายกฯอนุทินเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่น แม้เป็นสัญญาณว่าฝ่ายการเมืองให้ความสนใจในเรื่องนี้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะให้ประชาชนเชื่อได้ว่า จะเอาจริงเอาจังหรือเล่นละครสร้างภาพให้ดูดีเท่านั้น
.
การบอกว่ามีข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเกี่ยวข้อง 5 รายยิ่งดูลิเก เพราะคดีที่มีการเรียกเงินคนมากกว่า 3,000 คน หัวละ 300,000-800,000 บาท มีเครือข่ายการเรียกรับทั่วประเทศ สามารถเข้าถึง server เพื่อเข้าไปแก้ไขไฟล์กระดาษคำตอบย้อนหลังนั้น คนเกี่ยวข้องตั้งแต่นายหน้าเรียกรับ คนปฏิบัติ ไปจนถึงคนบริหารและผู้มีอำนาจเบื้องหลังรวมแล้วต้องหลักร้อยหรือหลักพัน ไม่ใช้ตัดจบแค่ถ่านไฟฉายตราแพะ 5 ตัว
.
การพบว่า มีการแก้ไขข้อมูลผลประกาศ โดยความร่วมมือของข้าราชการและคนของมศว ไม่ใช่พบตัวผู้กระทำความผิดแล้ว เพราะคนเหล่านี้เป็นแค่กลไกปฏิบัติต้องสาวต่อว่า ใครคือผู้ได้รับประโยชน์และเป็นผู้บงการสูงสุด
.
หากพบว่า 3,000 คน ทุจริตจ่ายเงิน ต้องให้ ปปง. สอบเส้นเงินต่อ ใครคือนายหน้ารับเงินในแต่ละพื้นที่ รับแล้วส่งต่อใคร จากแต่ละจังหวัดรวมมาที่ไหน แล้วส่งส่วยขึ้นมาถึงใครเป็นคนสุดท้าย เสร็จแล้วเบิกเป็นเงินสด ส่งต่อใคร ต้องเค้นต่อเพื่อซัดทอดให้ได้ แต่หากลูกน้องยอมติดคุกแทนเจ้านาย ก็ยินดีกับเจ้านายที่มีลูกน้องแสนภักดี
.
เรื่องใหญ่ระดับนี้ มันเป็นการวางแผนปล้นระดับโลกแบบ อาร์เซ็น ลูแปงแล้ว ไม่ใช่แค่ระดับเด็ก ๆ แบบโกงสอบในฉลาดแกมโกง แน่นอน
.
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/pfbid02ayWRxgDfBFqWKWeHBoU7XY6PnwRbAPtfpy6LurLkR2EtcTBPe1rCMdJg93pipRp1l
.
.