การหลุดพ้นแบบพราหมณ์ เหมือนหรือต่างจากคำสอนพระพุทธเจ้าอย่างไร?

การหลุดพ้นแบบนี้ เหมือนหรือต่างจากคำสอนพระพุทธเจ้าอย่างไร?

###

. จุดที่ "เหมือนหรือคล้ายกัน" (ในภาคปฏิบัติ)
เน้นประสบการณ์ตรง (Ehipassiko): ทั้งสองระบบไม่เน้นให้เชื่อตามๆ กันมา หรือเอาแต่สวดอ้อนวอนร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอก แต่เน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติลงมือทำสมาธิ ฝึกสติ และเข้ามาพิสูจน์ผลลัพธ์ภายในจิตใจของตนเองเหมือนกัน
การควบคุมจิตและลมหายใจ: เครื่องมือที่ใช้เริ่มต้นมีความคล้ายคลึงกันมาก คือการฝึกควบคุมพลังงาน ควบคุมจิตที่ซัดส่ายให้กลับมาดิ่งลึก สงบนิ่ง และหลุดพ้นจากนิวรณ์หรือสิ่งเศร้าหมองในใจ
เป้าหมายคือการดับทุกข์: ทั้งสองศาสตร์มองเห็นตรงกันว่า โลกทางกายภาพและโลกแห่งวัตถุนี้เต็มไปด้วยมายาและความทุกข์ และมีเป้าหมายสูงสุดคือการพาจิตใจให้หลุดพ้นจากวงจรความทุกข์นั้น

.จุดที่ต่างกันสุดขั้ว
ทาง พรหมวิทยา เปรียบเสมือนการเดินทางของ "หยาดน้ำ" (จิตของเรา) ที่พยายามหลุดพ้นจากความแห้งแล้ง เพื่อไหลกลับไปรวมกับ "มหาสมุทรอันยิ่งใหญ่" (พรหมัน) ซึ่งยังมีสภาวะของมหาสมุทรรองรับอยู่
​ส่วน คำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ได้มองหาตัวตนหรือมหาสมุทรมารองรับ แต่เป็นการเข้ามาเห็นความจริงว่า ทั้งหยาดน้ำและมหาสมุทรล้วนเป็นสิ่งสมมุติที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย เมื่อตัณหาความอยากหมดไป จิตก็เข้าสู่ นิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะความเย็นและดับสนิทอย่างแท้จริง โดยไม่มีความยึดมั่นในตัวตนใดๆ เหลืออยู่เลยครับ

ยิ้ม

การสอนแบบนี้ของพราหมณ์มีมาก่อนพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน?

###

ใช่ครับ แนวคิดและคำสอนในลักษณะนี้ มีมาก่อนยุคของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันอย่างแน่นอนครับ
​ในทางประวัติศาสตร์และคัมภีร์พุทธศาสนา เราจะพบร่องรอยของคำสอนแบบพราหมณ์ (หรือที่เรียกว่ายุคอุปนิษัท) ที่เน้นเรื่องการเข้าถึง "พรหมัน" และ "อาตมัน" ปรากฏอยู่ทั่วไปในฐานะวิทยาการที่มีอยู่ก่อนแล้วครับ

​1. หลักฐานในพุทธประวัติ (อาจารย์ทั้งสองของเจ้าชายสิทธัตถะ)
​ก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ได้เสด็จไปศึกษาในสำนักของโยคีและพราหมณ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้นถึงสองท่าน คือ:
อาฬารดาบส กาลามโคตร: สอนจนเจ้าชายสิทธัตถะบรรลุ อากิญจัญญายตนฌาน (ฌานขั้นที่ 7)
อุทกดาบส รามบุตร: สอนจนพระองค์บรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (ฌานขั้นที่ 8)
​การทำสมาธิดิ่งลึกจนจิตแยกจากกายและเข้าสู่สภาวะความสุขอันละเอียดอ่อนระดับนี้ เป็นศาสตร์ของพราหมณ์/โยคีที่มีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็น "จุดสูงสุดของการหลุดพ้น" (การไปรวมกับพรหม) แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงพบว่า เมื่อออกจากฌาน กิเลสและความทุกข์ก็ยังกลับมาเหมือนเดิม พระองค์จึงทรงลาออกจากสำนักเพื่อค้นหาทางใหม่

​2. วิวัฒนาการจาก "พิธีกรรม" สู่ "จิตวิญญาณ"
​ในยุคพระเวทตอนต้น พราหมณ์จะเน้นการสวดอ้อนวอนและการบูชายัญด้วยไฟ (เน้นสิ่งภายนอก) แต่ก่อนหน้ายุคพุทธกาลไม่นาน ได้เกิดคัมภีร์กลุ่มที่เรียกว่า "อุปนิษัท" (Upanishads) ขึ้นมา ซึ่งเป็นการปฏิวัติความคิดของพราหมณ์โบราณ โดยเปลี่ยนจากพิธีกรรมภายนอก มาเป็นการ ปฏิบัติภายในใจ เริ่มมีการนั่งสมาธิ ค้นหาตัวตนที่แท้จริง (อาตมัน) เพื่อไปรวมกับพระผู้เป็นเจ้า (พรหมัน) ซึ่งก็คือรากฐานของ "พรหมวิทยา" นั่นเองครับ

​3. จุดที่พระพุทธเจ้าทรง "ต่อยอดและพลิกมุมมอง"
​เมื่อพระพุทธเจ้าทรงค้นพบ "วิปัสสนา" (การตามดูไตรลักษณ์) พระองค์ไม่ได้ทรงปฏิเสธสมาธิของพราหมณ์นะครับ ทรงนำสมาธิระดับฌานเหล่านั้นมาใช้เป็น ฐานและเครื่องมือ แต่สิ่งที่พระองค์ทรงทำเพิ่มขึ้นและไม่มีใครเคยทำมาก่อนคือ:
พราหมณ์โบราณ: ใช้สมาธิเพื่อไปหา "ตัวตนที่เที่ยงแท้" (อัตตา/พรหม)
พระพุทธเจ้า: ใช้สมาธิที่นิ่งสนิทนั้น มาเป็นแว่นขยายส่องดูจิต แล้วพบว่า แม้แต่ตัวจิตเอง หรือสภาวะฌานที่สูงส่งนั้น ก็เกิดดับ ไม่เที่ยง และไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา)
​สรุปคือ วิธีการฝึกจิต ดิ่งสมาธิ และเป้าหมายที่จะไปรวมกับพรหมันของพราหมณ์ มีมาก่อนพระพุทธเจ้าแน่ๆ ครับ และเป็นทางสายสมาธิที่สูงสุดในยุคนั้น จนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรงมาค้นพบทางสายปัญญา (วิปัสสนา) ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่นิพพานที่ก้าวข้ามขอบเขตของพรหมวิทยาเดิมไปอีกขั้นครับ
ยิ้ม
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่