🌺ผู้เขียน:โดย ฤาคัฟเวอรี่ Lue Covery 🌺หมายเหตุ:คือบทความที่น่าสนใจที่ทุกคนต้องลองพิจารณาดูกัน.
🌺‘ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’ ตกลงแล้วเป็นของส่วนตัว ของแผ่นดิน ของสถาบัน หรือของประชาชน
ล้อมวงเข้ามา ผมจะเล่าให้ฟัง แบบเข้าใจง่าย ๆ แต่ถูกต้องตามหลักการไม่ได้มั่วเอาตามใจตัวเองเหมือน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จินตนาการ
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 3 ครับ ท่านยังไม่ทันขึ้นครองราชย์ดี
ก็ใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ลงทุนค้าสำเภาอย่างชาญฉลาด กำไรที่ได้มาก็เก็บสะสมไว้เป็นเหรียญทองในถุงแดงข้างที่บรรทม จนเป็นที่มาของคำว่า
‘เงินข้างที่’ ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ นี่แหละ
พูดง่ายๆ ก็คือเงินส่วนตัวของท่านนั่นเอง ไม่ได้ปะปนกับทรัพย์สินแผ่นดินแต่อย่างใด
และที่น่าทึ่งคือเงินส่วนนี้เคยถูกนำมาใช้กอบกู้วิกฤตชาติครั้งสำคัญใน ร.ศ. 112 สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อไถ่บ้านไถ่เมืองจากฝรั่งเศสด้วย
พอมาถึงยุค รัชกาลที่ 5 ท่านทรงปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ เพื่อให้มีความเป็น "รัฐสมัยใหม่เหมือนนานาอารยประเทศ "
มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญคือแยกเงินที่ใช้ในการบริหารประเทศออกจากเงินส่วนพระองค์อย่างชัดเจน
จึงมีการจัดตั้ง ‘กรมพระคลังข้างที่’ ขึ้นมาเพื่อดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์โดยเฉพาะ
ทรัพย์สินเหล่านี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้เฉยๆ แต่ถูกนำไปลงทุน " ซื้อที่ดินจากประชาชน "ที่ถือครองจากการบุกเบิก ไม่ได้ยึดหรือเวณคืนมาดื้อ ๆ อย่างที่คนเกิดไม่ทัน มีอคติกับเจ้า มโนกันตามสันดาน
เมื่อซื้อมาแล้วกฌปลูกสร้างอาคารให้ประชาชนเช่า
ถือเป็นการบุกเบิกการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยเลยก็ว่าได้
แต่แล้วในปี พ.ศ. 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
คณะราษฎรได้หยิบยกประเด็นเรื่องทรัพย์สินเหล่านี้ขึ้นมาอ้างว่าเป็นของแผ่นดิน
และมีการนำไปขายให้พรรคพวกในราคาถูก จนเกิดเรื่องอื้อฉาวในสภา
มีการอภิปรายเรื่องการทุจริตอย่างดุเดือด ถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีต้องลาออก
ท้ายที่สุดในปี พ.ศ. 2479 จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนนี้
จากกรมพระคลังข้างที่ มาเป็น ‘สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์’
ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนนะครับว่า
ทรัพย์สินภายใต้สำนักงานทรัพย์สินฯ นี้ ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์หรือส่วนตัว
แต่เป็นทรัพย์สินที่เคยเป็นของพระมหากษัตริย์ในฐานะตำแหน่งหรือสถาบันมาแต่เดิม
รัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานดูแล
และทรัพย์สินเหล่านี้ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะมากมาย เช่น วังต่างๆ กลายเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการโดยมีค่าเช่าถูกมาก
รวมถึงการบริจาคที่ดินเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ (อย่างรัชกาลที่ 9 บริจาคกว่า 5 หมื่นไร่ และรัชกาลที่ 10 สละไปอีกกว่า 5,000 ไร่)
ส่วนการดำเนินการทางธุรกิจก็มีเช่นกัน แต่ถ้าเทียบสัดส่วนแล้วถือว่าน้อยมากครับ
จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
ในปี พ.ศ. 2561 ได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ
โดยมีประเด็นหลักๆ ที่น่าสนใจดังนี้ครับ
แยกประเภททรัพย์สินชัดเจน แม้ชื่อจะเปลี่ยน
แม้ว่าชื่อผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (เช่น หุ้น SCB หรือ SCG) หรือโฉนดที่ดินจะถูกเปลี่ยนจากชื่อ ‘สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์’ มาเป็นพระปรมาภิไธย ‘พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ โดยตรง
แต่ในทางกฎหมาย (ตามมาตรา 4) ยังคงแบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภทหลักที่มีสถานะต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ
1 ทรัพย์สินในพระองค์
นี่คือทรัพย์สินส่วนตัวของพระองค์ท่านจริงๆ ครับ เป็นของที่ทรงมีมาตั้งแต่ก่อนขึ้นครองราชย์ หรือได้รับมาเป็นการส่วนพระองค์ เช่น มรดกส่วนตัว หรือเงินที่ซื้อด้วยพระราชทรัพย์ส่วนตัว ทรัพย์สินส่วนนี้พระองค์สามารถจัดการหรือโอนให้ใครก็ได้ตามพระราชอัธยาศัยเลยครับ
2ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ส่วนนี้คือทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์ที่ตกทอดมาตั้งแต่ต้นราชวงศ์ครับ เช่น หุ้น SCB, SCG และที่ดินต่างๆ ของสำนักงานทรัพย์สินฯ เดิม
ทรัพย์สินกลุ่มนี้ถือเป็นสมบัติประจำตำแหน่งเพื่อใช้ในภารกิจของสถาบันฯ ครับ
แล้วทำไมต้องเปลี่ยนชื่อ....
สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เคยออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า การเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองมาเป็นพระปรมาภิไธยของกษัตริย์มีเหตุผลสำคัญ 2 อย่างคือ
เพื่อการเสียภาษี
ในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ทรัพย์สินทั้งหมดต้องเสียภาษีอากรอย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป
ซึ่งกฎหมายฉบับเก่าระบุว่าทรัพย์สินในนามสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะได้รับยกเว้นภาษี
การเปลี่ยนชื่อจึงทำให้ทรัพย์สินเหล่านั้นเข้าสู่ระบบภาษีของรัฐทันที
การรวมศูนย์การบริหาร
เพื่อให้อยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลตามพระราชอัธยาศัยโดยตรง โดยไม่มีตัวแทนจากกระทรวงการคลังหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นบอร์ดบริหารร่วมเหมือนในอดีตอีกต่อไป
มาถึงคำถามที่ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไม่มีความรู้ แต่อยากให้ความรู้ ก็เลยพูดในสิ่งที่ไม่รู้ แต่เหมือนว่าตัวเองรู้ เพื่อหลอกให้คนเข้าใจผิดและเกลียดชังสถาบันคือ
เมื่อผลัดแผ่นดิน หุ้นต่างๆ และทรัพย์สินทั้งหมด จะไปไหน
คำตอบคือ หุ้น และที่ดินในกลุ่มทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จะส่งต่อไปยังกษัตริย์พระองค์ถัดไปโดยอัตโนมัติ เพราะทรัพย์สินกลุ่มนี้มีสถานะตามกฎหมายเป็น
‘ทรัพย์สินประจำตำแหน่งประมุข (Crown Property)’ ไม่ใช่มรดกส่วนบุคคลที่จะแตกกระจายไปยังพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นตามกฎหมายแพ่ง
กษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงเข้ามารับเกียรติยศ หน้าที่ และรับช่วงดูแล ‘ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’ เหล่านี้ต่อในฐานะประมุขของสถาบันฯ
เพื่อเป็นทุนรอนในการทำนุบำรุงประเทศและดำเนินพระราชกรณียกิจต่อไปนั่นเอง
สรุปแล้ว การเปลี่ยนชื่อที่เราเห็นกันเป็นเพียงเทคนิคทางทะเบียนและการจัดการภาษีเท่านั้น
แต่เนื้อแท้ของทรัพย์สินยังคงทำหน้าที่เป็น
‘ทุนของสถาบันกษัตริย์’ ที่จะส่งทอดควบคู่ไปกับบัลลังก์ ไม่ได้กลายสภาพเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่จะสูญหายไปจากสถาบันฯ แต่อย่างใด
และที่น่าสนใจคือล่าสุดในปี พ.ศ. 2568 ก็มีการเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์กลับไปเป็น ‘พระคลังข้างที่’ ตามเดิม โดยพระมหากษัตริย์สามารถแต่งตั้งประธานคณะกรรมการได้เอง
และที่สำคัญคือการดำเนินการทั้งหมดของสำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ " ต้องเสียภาษี "
ยังคงตอกย้ำอีกทีว่า คนที่มีสถานะแค่ปรสิตกินเงินที่เค้าเจียดมาให้จากภาษีของประเทศฝรั่งเศส
ไม่เคยบริหารเงิน ไม่เคยจัดการเงินของตระกูลใหญ่ จึงไม่มีวันเข้าใจการบริหารจัดการเพื่อการสืบทอดทรัพย์สินของตระกูลใหญ่ ๆ ที่เขาทำกัน
คนฟอลโลว์สมศักดิ์อยู่ ก็อย่าไปเชื่อและอินกับสิ่งที่เขาเขียนมากจน ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวแบบผิดๆ
สมศักดิ์ และพวก ไม่เคยรับผิดชอบชีวิตพวกคุณ เวลาต้องถูกดำเนินคดีจากการกระทำที่เกิดจากการยุยงของพวกเขา
ขนาดพาเพื่อนไปตาย หลายสิบคน ยังไม่กล้ายอมรับในความผิด แล้วโทษไปที่สถาบันฯ ว่าอยู่เบื้องหลังการสั่งการได้...
ไขข้อข้องใจ? ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เป็นของส่วนตัว? หรือของแผ่นดิน?หรือของประชาชน?
🌺‘ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’ ตกลงแล้วเป็นของส่วนตัว ของแผ่นดิน ของสถาบัน หรือของประชาชน
ล้อมวงเข้ามา ผมจะเล่าให้ฟัง แบบเข้าใจง่าย ๆ แต่ถูกต้องตามหลักการไม่ได้มั่วเอาตามใจตัวเองเหมือน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จินตนาการ
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 3 ครับ ท่านยังไม่ทันขึ้นครองราชย์ดี
ก็ใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ลงทุนค้าสำเภาอย่างชาญฉลาด กำไรที่ได้มาก็เก็บสะสมไว้เป็นเหรียญทองในถุงแดงข้างที่บรรทม จนเป็นที่มาของคำว่า
‘เงินข้างที่’ ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ นี่แหละ
พูดง่ายๆ ก็คือเงินส่วนตัวของท่านนั่นเอง ไม่ได้ปะปนกับทรัพย์สินแผ่นดินแต่อย่างใด
และที่น่าทึ่งคือเงินส่วนนี้เคยถูกนำมาใช้กอบกู้วิกฤตชาติครั้งสำคัญใน ร.ศ. 112 สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อไถ่บ้านไถ่เมืองจากฝรั่งเศสด้วย
พอมาถึงยุค รัชกาลที่ 5 ท่านทรงปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ เพื่อให้มีความเป็น "รัฐสมัยใหม่เหมือนนานาอารยประเทศ "
มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญคือแยกเงินที่ใช้ในการบริหารประเทศออกจากเงินส่วนพระองค์อย่างชัดเจน
จึงมีการจัดตั้ง ‘กรมพระคลังข้างที่’ ขึ้นมาเพื่อดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์โดยเฉพาะ
ทรัพย์สินเหล่านี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้เฉยๆ แต่ถูกนำไปลงทุน " ซื้อที่ดินจากประชาชน "ที่ถือครองจากการบุกเบิก ไม่ได้ยึดหรือเวณคืนมาดื้อ ๆ อย่างที่คนเกิดไม่ทัน มีอคติกับเจ้า มโนกันตามสันดาน
เมื่อซื้อมาแล้วกฌปลูกสร้างอาคารให้ประชาชนเช่า
ถือเป็นการบุกเบิกการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยเลยก็ว่าได้
แต่แล้วในปี พ.ศ. 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
คณะราษฎรได้หยิบยกประเด็นเรื่องทรัพย์สินเหล่านี้ขึ้นมาอ้างว่าเป็นของแผ่นดิน
และมีการนำไปขายให้พรรคพวกในราคาถูก จนเกิดเรื่องอื้อฉาวในสภา
มีการอภิปรายเรื่องการทุจริตอย่างดุเดือด ถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีต้องลาออก
ท้ายที่สุดในปี พ.ศ. 2479 จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนนี้
จากกรมพระคลังข้างที่ มาเป็น ‘สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์’
ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนนะครับว่า
ทรัพย์สินภายใต้สำนักงานทรัพย์สินฯ นี้ ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์หรือส่วนตัว
แต่เป็นทรัพย์สินที่เคยเป็นของพระมหากษัตริย์ในฐานะตำแหน่งหรือสถาบันมาแต่เดิม
รัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานดูแล
และทรัพย์สินเหล่านี้ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะมากมาย เช่น วังต่างๆ กลายเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการโดยมีค่าเช่าถูกมาก
รวมถึงการบริจาคที่ดินเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ (อย่างรัชกาลที่ 9 บริจาคกว่า 5 หมื่นไร่ และรัชกาลที่ 10 สละไปอีกกว่า 5,000 ไร่)
ส่วนการดำเนินการทางธุรกิจก็มีเช่นกัน แต่ถ้าเทียบสัดส่วนแล้วถือว่าน้อยมากครับ
จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
ในปี พ.ศ. 2561 ได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ
โดยมีประเด็นหลักๆ ที่น่าสนใจดังนี้ครับ
แยกประเภททรัพย์สินชัดเจน แม้ชื่อจะเปลี่ยน
แม้ว่าชื่อผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (เช่น หุ้น SCB หรือ SCG) หรือโฉนดที่ดินจะถูกเปลี่ยนจากชื่อ ‘สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์’ มาเป็นพระปรมาภิไธย ‘พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ โดยตรง
แต่ในทางกฎหมาย (ตามมาตรา 4) ยังคงแบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภทหลักที่มีสถานะต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ
1 ทรัพย์สินในพระองค์
นี่คือทรัพย์สินส่วนตัวของพระองค์ท่านจริงๆ ครับ เป็นของที่ทรงมีมาตั้งแต่ก่อนขึ้นครองราชย์ หรือได้รับมาเป็นการส่วนพระองค์ เช่น มรดกส่วนตัว หรือเงินที่ซื้อด้วยพระราชทรัพย์ส่วนตัว ทรัพย์สินส่วนนี้พระองค์สามารถจัดการหรือโอนให้ใครก็ได้ตามพระราชอัธยาศัยเลยครับ
2ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ส่วนนี้คือทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์ที่ตกทอดมาตั้งแต่ต้นราชวงศ์ครับ เช่น หุ้น SCB, SCG และที่ดินต่างๆ ของสำนักงานทรัพย์สินฯ เดิม
ทรัพย์สินกลุ่มนี้ถือเป็นสมบัติประจำตำแหน่งเพื่อใช้ในภารกิจของสถาบันฯ ครับ
แล้วทำไมต้องเปลี่ยนชื่อ....
สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เคยออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า การเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองมาเป็นพระปรมาภิไธยของกษัตริย์มีเหตุผลสำคัญ 2 อย่างคือ
เพื่อการเสียภาษี
ในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ทรัพย์สินทั้งหมดต้องเสียภาษีอากรอย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป
ซึ่งกฎหมายฉบับเก่าระบุว่าทรัพย์สินในนามสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะได้รับยกเว้นภาษี
การเปลี่ยนชื่อจึงทำให้ทรัพย์สินเหล่านั้นเข้าสู่ระบบภาษีของรัฐทันที
การรวมศูนย์การบริหาร
เพื่อให้อยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลตามพระราชอัธยาศัยโดยตรง โดยไม่มีตัวแทนจากกระทรวงการคลังหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นบอร์ดบริหารร่วมเหมือนในอดีตอีกต่อไป
มาถึงคำถามที่ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไม่มีความรู้ แต่อยากให้ความรู้ ก็เลยพูดในสิ่งที่ไม่รู้ แต่เหมือนว่าตัวเองรู้ เพื่อหลอกให้คนเข้าใจผิดและเกลียดชังสถาบันคือ
เมื่อผลัดแผ่นดิน หุ้นต่างๆ และทรัพย์สินทั้งหมด จะไปไหน
คำตอบคือ หุ้น และที่ดินในกลุ่มทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จะส่งต่อไปยังกษัตริย์พระองค์ถัดไปโดยอัตโนมัติ เพราะทรัพย์สินกลุ่มนี้มีสถานะตามกฎหมายเป็น
‘ทรัพย์สินประจำตำแหน่งประมุข (Crown Property)’ ไม่ใช่มรดกส่วนบุคคลที่จะแตกกระจายไปยังพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นตามกฎหมายแพ่ง
กษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงเข้ามารับเกียรติยศ หน้าที่ และรับช่วงดูแล ‘ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’ เหล่านี้ต่อในฐานะประมุขของสถาบันฯ
เพื่อเป็นทุนรอนในการทำนุบำรุงประเทศและดำเนินพระราชกรณียกิจต่อไปนั่นเอง
สรุปแล้ว การเปลี่ยนชื่อที่เราเห็นกันเป็นเพียงเทคนิคทางทะเบียนและการจัดการภาษีเท่านั้น
แต่เนื้อแท้ของทรัพย์สินยังคงทำหน้าที่เป็น
‘ทุนของสถาบันกษัตริย์’ ที่จะส่งทอดควบคู่ไปกับบัลลังก์ ไม่ได้กลายสภาพเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่จะสูญหายไปจากสถาบันฯ แต่อย่างใด
และที่น่าสนใจคือล่าสุดในปี พ.ศ. 2568 ก็มีการเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์กลับไปเป็น ‘พระคลังข้างที่’ ตามเดิม โดยพระมหากษัตริย์สามารถแต่งตั้งประธานคณะกรรมการได้เอง
และที่สำคัญคือการดำเนินการทั้งหมดของสำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ " ต้องเสียภาษี "
ยังคงตอกย้ำอีกทีว่า คนที่มีสถานะแค่ปรสิตกินเงินที่เค้าเจียดมาให้จากภาษีของประเทศฝรั่งเศส
ไม่เคยบริหารเงิน ไม่เคยจัดการเงินของตระกูลใหญ่ จึงไม่มีวันเข้าใจการบริหารจัดการเพื่อการสืบทอดทรัพย์สินของตระกูลใหญ่ ๆ ที่เขาทำกัน
คนฟอลโลว์สมศักดิ์อยู่ ก็อย่าไปเชื่อและอินกับสิ่งที่เขาเขียนมากจน ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวแบบผิดๆ
สมศักดิ์ และพวก ไม่เคยรับผิดชอบชีวิตพวกคุณ เวลาต้องถูกดำเนินคดีจากการกระทำที่เกิดจากการยุยงของพวกเขา
ขนาดพาเพื่อนไปตาย หลายสิบคน ยังไม่กล้ายอมรับในความผิด แล้วโทษไปที่สถาบันฯ ว่าอยู่เบื้องหลังการสั่งการได้...