ในโลกเทคโนโลยี มีสินค้าเพียงไม่กี่ชนิดที่ราคาสามารถขึ้นลงอย่างรุนแรงได้เหมือน "ชิปหน่วยความจำ" หรือ DRAM (Dynamic Random Access Memory) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และสมาร์ตโฟนทั่วโลก
มันเป็นธุรกิจที่สร้างมหาเศรษฐีและทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ล้มละลายมาแล้วนับไม่ถ้วน เพราะราคาของมันสามารถพุ่งขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาไม่กี่ปี และดิ่งลงจนต่ำกว่าต้นทุนการผลิตได้เช่นกัน
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังระเบิด ผู้คนทั่วโลกแห่ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของตัวเอง บริษัทต่าง ๆ ต่างเร่งเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล
ความต้องการชิปแรมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
ในช่วงปี 2000 ราคาแรมประเภท SDRAM ขนาด 128MB บางรุ่นมีราคาสูงกว่า 150 ดอลลาร์ต่อโมดูล หรือคิดเป็นหลายพันบาทในยุคนั้น ซึ่งถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับกำลังซื้อของผู้บริโภค
ผู้ผลิตอย่าง Samsung Electronics, Micron Technology และ Hynix Semiconductor ต่างเร่งสร้างโรงงานใหม่ เพราะเชื่อว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้นไปตลอดกาล
แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์อีกครั้งว่า ไม่มีสิ่งใดเติบโตได้ตลอดไป
เมื่อฟองสบู่ดอทคอมแตกในปี 2000 ความต้องการคอมพิวเตอร์ชะลอตัวลงอย่างรุนแรง ราคาชิปแรมร่วงหนัก และผู้ผลิตจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดทุน
#####################################
หากถามว่าช่วงใดคือ "ยุคมืด" ของอุตสาหกรรมแรม หลายคนจะนึกถึงช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008
ก่อนเกิดวิกฤต ผู้ผลิตทั่วโลกต่างแข่งขันกันขยายกำลังผลิต โรงงานใหม่จำนวนมหาศาลถูกสร้างขึ้นในเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น
แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ความต้องการคอมพิวเตอร์กลับหายไปในชั่วข้ามคืน
อุปทานล้นตลาดอย่างรุนแรง
ราคา DRAM หลายประเภทลดลงมากกว่า 80-90% จากจุดสูงสุด และในบางช่วงราคาตลาดต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเสียอีก
บริษัทผู้ผลิตจำนวนมากไม่สามารถทนต่อภาวะขาดทุนได้
บริษัทญี่ปุ่นอย่าง Elpida Memory ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแรมรายใหญ่ของโลก ต้องเผชิญปัญหาหนี้สินสะสมและในที่สุดก็ล้มละลายในปี 2012
ผู้ผลิตไต้หวันหลายรายก็หายไปจากอุตสาหกรรมเช่นกัน
นี่คือช่วงเวลาที่ราคาชิปแรมอยู่ในระดับต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
นักวิเคราะห์ในยุคนั้นถึงกับกล่าวว่า
"DRAM กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมูลค่าไม่ต่างจากทราย"
#####################################
หลังวิกฤต ผู้เล่นจำนวนมากล้มหายตายจากไป
อุตสาหกรรมเริ่มรวมศูนย์อยู่ในมือของผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ได้แก่
Samsung Electronics
SK hynix
Micron Technology
ผู้ผลิตทั้งสามรายครองตลาด DRAM ส่วนใหญ่ของโลก
เมื่อจำนวนผู้เล่นลดลง การแข่งขันด้านราคาก็ลดลงตามไปด้วย วัฏจักรราคาของแรมยังคงมีอยู่ แต่ไม่รุนแรงเท่าในอดีต
#####################################
หลังการปฏิวัติสมาร์ตโฟน โลกต้องการชิปหน่วยความจำมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
สมาร์ตโฟนหนึ่งเครื่องใช้แรมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความต้องการ DRAM จึงพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
ในปี 2017-2018 ราคา DRAM ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ หลายประเภทมีราคาสูงกว่าช่วงก่อนหน้าเกือบ 3 เท่า
กำไรของผู้ผลิตแรมพุ่งทะยาน
Samsung Electronics กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทำกำไรสูงที่สุดในโลก และบางไตรมาสมีกำไรจากธุรกิจชิปมากกว่าบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังหลายแห่งรวมกัน
ในเวลานั้น หลายคนเชื่อว่ายุคทองของหน่วยความจำจะอยู่ต่อไปอีกนาน
แต่ประวัติศาสตร์ก็เริ่มซ้ำรอยอีกครั้ง
#####################################
เมื่อผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิต และความต้องการสมาร์ตโฟนเริ่มชะลอตัว ราคาชิปแรมก็เริ่มปรับตัวลง
ต่อมาในปี 2022 โลกเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูง ผู้บริโภคลดการซื้อคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟน
คลังสินค้าชิปหน่วยความจำล้นตลาดอีกครั้ง
ราคา DRAM และ NAND ร่วงลงอย่างรุนแรง
ผู้ผลิตรายใหญ่ต้องลดกำลังการผลิตและชะลอการลงทุนครั้งใหญ่
หลายบริษัทขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
#####################################
ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา โลกเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์
การพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องใช้หน่วยความจำความเร็วสูงหรือ HBM (High Bandwidth Memory) จำนวนมหาศาล
ความต้องการ HBM พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะขาดแคลนทั่วโลก
ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง SK hynix และ Samsung Electronics กลับมาเติบโตอีกครั้ง
อุตสาหกรรมแรมจึงเริ่มเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ราคายังสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน
#####################################
แล้วราคาแรมเคยสูงสุดและต่ำสุดตอนไหน?
หากมองในเชิงประวัติศาสตร์โดยรวม
ช่วงราคาสูงที่สุด: ปี 2017-2018 ซึ่งเป็นยุคสมาร์ตโฟนเฟื่องฟู ทำให้ราคา DRAM หลายประเภททำสถิติสูงสุดใหม่
ช่วงราคาต่ำที่สุด: ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009 และบางส่วนของปี 2011-2012 ซึ่งราคา DRAM หลายชนิดตกต่ำจนต่ำกว่าต้นทุนการผลิต
ถ้าพูดถึง ราคาขายปลีกในไทย จริง ๆ จะไม่มีฐานข้อมูลย้อนหลังแบบเป็นทางการเหมือนราคาชิป DRAM ในตลาดโลก เพราะร้านค้าแต่ละร้านตั้งราคาไม่เท่ากัน แต่จากข้อมูลร้านคอมไทย เว็บบอร์ด และประสบการณ์ของผู้ใช้คอมในแต่ละยุค สามารถประมาณได้ค่อนข้างใกล้เคียงดังนี้
| ช่วงเวลา | รุ่นที่นิยม | ความจุ / Bus | ราคาประมาณในไทย |
| ------------------------------- | ----------- | ------------------ | ---------------- |
| ปี 2000 (ช่วงแพงมากยุค SDRAM) | SDRAM PC133 | 128MB | 3,000-5,000 บาท |
| ปี 2001-2002 | SDRAM PC133 | 256MB | 1,500-2,500 บาท |
| ปี 2007 | DDR2 | 1GB DDR2-667/800 | 1,200-1,800 บาท |
| ปี 2008-2009 (จุดต่ำสุดรอบแรก) | DDR2 | 2GB DDR2-800 | 600-900 บาท |
| ปี 2013-2015 (DDR3 ถูกมาก) | DDR3 | 4GB DDR3-1600 | 700-900 บาท |
| ปี 2015 (จุดต่ำสุดของ DDR3) | DDR3 | 8GB DDR3-1600 | 1,000-1,300 บาท |
| ปี 2017-2018 (วิกฤตราคาแรมพุ่ง) | DDR4 | 8GB DDR4-2400 | 3,500-4,500 บาท |
| ปี 2018 (จุดสูงสุดของ DDR4) | DDR4 | 16GB DDR4-3200 Kit | 8,000-10,000 บาท |
| ปี 2019-2020 | DDR4 | 8GB DDR4-3200 | 1,100-1,500 บาท |
| ปี 2023 | DDR4 | 16GB DDR4-3200 | 1,200-1,800 บาท |
ถ้าถามว่า "ต่ำสุด" ที่คนไทยจำกันได้คือเมื่อไร
DDR3
4GB DDR3-1600
ต่ำสุดประมาณ 500-700 บาท
8GB DDR3-1600
ต่ำสุดประมาณ 1,000-1,200 บาท
หลายคนในเว็บบอร์ดคอมยุคนั้นพูดกันว่า
"ซื้อ RAM 8GB ได้ในราคาเท่า RAM 2GB เมื่อไม่กี่ปีก่อน"
#####################################
ส่วน "แพงที่สุด" ที่คนประกอบคอมจำไม่ลืม คือปี 2017-2018
ตัวอย่างราคาที่พบได้บ่อยในไทย
8GB DDR4-2400 ประมาณ 3,500-4,500 บาท
16GB (8×2) DDR4-3200 ประมาณ 8,000-10,000 บาท
บางรุ่นเกมมิง RGB ของแบรนด์ดังเกิน 12,000 บาท
สมัยนั้นมีมในวงการคอมว่า
"ซื้อแรมก่อนซื้อการ์ดจอ เพราะเดี๋ยวเดือนหน้าจะแพงขึ้นอีก"
สาเหตุเกิดจากความต้องการจากสมาร์ตโฟนและดาต้าเซ็นเตอร์พุ่งสูง ขณะที่ผู้ผลิต DRAM รายใหญ่มีอยู่เพียงไม่กี่ราย ทำให้ราคาชิป DRAM โลกขึ้นแรงมาก
#####################################
ถ้าจัดอันดับแบบเข้าใจง่าย
แรมที่แพงที่สุดเมื่อเทียบกับความจุ
128MB SDRAM PC133 (ปี 2000)
ราคาประมาณ 3,000-5,000 บาท
คิดเป็นต้นทุนประมาณ
24-39 บาทต่อ MB
หรือประมาณ 24,000-39,000 บาทต่อ GB
แรมที่ถูกที่สุดเมื่อเทียบกับความจุ
16GB DDR4-3200 (ปี 2023)
ราคาประมาณ 1,200-1,800 บาท
คิดเป็นเพียง
75-112 บาทต่อ GB
##############################
แล้วราคาตอนนี้(กลางปี 2026)
| ความจุ | รุ่น | Bus | ราคาประมาณ |
| ----------- | ---- | ------------ | ----------------- |
| 8GB (8×1) | DDR4 | 3200MHz | 3,890 บาท |
| 16GB (16×1) | DDR4 | 3200MHz | 5,190-5,890 บาท |
| 16GB (8×2) | DDR5 | 5200MHz | 10,500 บาท |
| 16GB (16×1) | DDR5 | 5200-5600MHz | 9,350-9,890 บาท |
| 32GB (16×2) | DDR4 | 3200MHz | 12,500 บาท |
| 32GB (16×2) | DDR5 | 5200MHz | 15,900-17,900 บาท |
| 32GB (16×2) | DDR5 | 5600MHz | 18,500 บาท |
| 32GB (32×1) | DDR5 | 5200-5600MHz | 15,900-16,900 บาท |
| 64GB (32×2) | DDR5 | 5200MHz | 36,500 บาท |
| 64GB (32×2) | DDR5 | 5600MHz | 36,900-38,500 บาท |
| 64GB (32×2) | DDR5 | 6400MHz | 38,900 บาท |
ถ้าคิดเป็น "ต้นทุนต่อ GB"
| รุ่น | ราคา | บาทต่อ GB |
| -------------------- | ---------- | ---------- |
| 8GB DDR4-3200 | 3,890 บาท | 486 บาท/GB |
| 16GB DDR4-3200 | 5,190 บาท | 324 บาท/GB |
| 32GB DDR4-3200 | 12,500 บาท | 391 บาท/GB |
| 16GB DDR5-5200 (8×2) | 10,500 บาท | 656 บาท/GB |
| 32GB DDR5-5200 | 15,900 บาท | 497 บาท/GB |
| 64GB DDR5-6400 | 38,900 บาท | 608 บาท/GB |
เทียบกับจุดสูงสุดของรอบก่อน (ปี 2017-2018)
| รุ่น | ราคา |
| -------------------- | ----------------- |
| 8GB DDR4-2400 | 3,500-4,500 บาท |
| 16GB DDR4-2400 (8×2) | 8,000-10,000 บาท |
| 32GB DDR4 | 16,000-18,000 บาท |
ถ้าปรับเป็นต้นทุนต่อ GB
8GB DDR4 = ประมาณ 500 บาท/GB
16GB DDR4 = ประมาณ 560 บาท/GB
32GB DDR4 = ประมาณ 530 บาท/GB
##################################
แล้วแรมปี 2026 แพงเท่าปี 2018 หรือไม่?
คำตอบคือ ถ้ามองเฉพาะ DDR5 ระดับสูง มันกลับมาแพงใกล้เคียงกับวิกฤตแรมปี 2018 แล้ว
| ยุค | รุ่น | บาทต่อ GB |
| ------- | --------- | --------------- |
| ปี 2018 | DDR4-2400 | ~500-560 บาท/GB |
| ปี 2026 | DDR5-5200 | ~500-650 บาท/GB |
| ปี 2026 | DDR5-6400 | ~600 บาท/GB |
กล่าวอีกแบบคือ แรม DDR5 ระดับสูงในปี 2026 มีต้นทุนต่อ GB ใกล้เคียงกับช่วงที่ตลาด DRAM ตึงตัวมากในปี 2017-2018
#################################################
สรุปสั้น ๆ
จุดแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ต่อความจุ
SDRAM ปี 2000
24,000-39,000 บาทต่อ GB
จุดต่ำสุด
DDR4 ปี 2023
75-112 บาทต่อ GB
สถานการณ์ปัจจุบัน (DDR5 ปี 2026)
500-650 บาทต่อ GB
กลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับวิกฤตราคาแรมปี 2017-2018 อีกครั้ง แม้ยังไม่ถึงความรุนแรงของยุค SDRAM ในช่วงปี 2000
ถ้าจะมองในเชิงวัฏจักรอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ราคาปัจจุบันเริ่มสะท้อนว่าอุตสาหกรรม DRAM กำลังเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่จากความต้องการด้าน AI และเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งคล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคสมาร์ตโฟน์เมื่อปี 2017-2018 มาก

บทความนี้ได้จากการถาม gemini เห็นว่าน่าสนใจเลยเอามาเรียบเรียงมาให้อ่าน ส่วนตัวซื้อใช้อย่างเดียวไม่ได้เกาะติดอยู่วงการนี้ ใครอยู่ในวงการนี้สามารถแลกเปลี่ยนความรู้หรือถ้าตรงไหนผิดบอกกันได้นะ
วิกฤตราคาแรมป่วนโลก ราคาแรมตอนนี้แพงไปหรือยัง
มันเป็นธุรกิจที่สร้างมหาเศรษฐีและทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ล้มละลายมาแล้วนับไม่ถ้วน เพราะราคาของมันสามารถพุ่งขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาไม่กี่ปี และดิ่งลงจนต่ำกว่าต้นทุนการผลิตได้เช่นกัน
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังระเบิด ผู้คนทั่วโลกแห่ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของตัวเอง บริษัทต่าง ๆ ต่างเร่งเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล
ความต้องการชิปแรมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
ในช่วงปี 2000 ราคาแรมประเภท SDRAM ขนาด 128MB บางรุ่นมีราคาสูงกว่า 150 ดอลลาร์ต่อโมดูล หรือคิดเป็นหลายพันบาทในยุคนั้น ซึ่งถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับกำลังซื้อของผู้บริโภค
ผู้ผลิตอย่าง Samsung Electronics, Micron Technology และ Hynix Semiconductor ต่างเร่งสร้างโรงงานใหม่ เพราะเชื่อว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้นไปตลอดกาล
แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์อีกครั้งว่า ไม่มีสิ่งใดเติบโตได้ตลอดไป
เมื่อฟองสบู่ดอทคอมแตกในปี 2000 ความต้องการคอมพิวเตอร์ชะลอตัวลงอย่างรุนแรง ราคาชิปแรมร่วงหนัก และผู้ผลิตจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดทุน
#####################################
หากถามว่าช่วงใดคือ "ยุคมืด" ของอุตสาหกรรมแรม หลายคนจะนึกถึงช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008
ก่อนเกิดวิกฤต ผู้ผลิตทั่วโลกต่างแข่งขันกันขยายกำลังผลิต โรงงานใหม่จำนวนมหาศาลถูกสร้างขึ้นในเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น
แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ความต้องการคอมพิวเตอร์กลับหายไปในชั่วข้ามคืน
อุปทานล้นตลาดอย่างรุนแรง
ราคา DRAM หลายประเภทลดลงมากกว่า 80-90% จากจุดสูงสุด และในบางช่วงราคาตลาดต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเสียอีก
บริษัทผู้ผลิตจำนวนมากไม่สามารถทนต่อภาวะขาดทุนได้
บริษัทญี่ปุ่นอย่าง Elpida Memory ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแรมรายใหญ่ของโลก ต้องเผชิญปัญหาหนี้สินสะสมและในที่สุดก็ล้มละลายในปี 2012
ผู้ผลิตไต้หวันหลายรายก็หายไปจากอุตสาหกรรมเช่นกัน
นี่คือช่วงเวลาที่ราคาชิปแรมอยู่ในระดับต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
นักวิเคราะห์ในยุคนั้นถึงกับกล่าวว่า
"DRAM กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมูลค่าไม่ต่างจากทราย"
#####################################
หลังวิกฤต ผู้เล่นจำนวนมากล้มหายตายจากไป
อุตสาหกรรมเริ่มรวมศูนย์อยู่ในมือของผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ได้แก่
Samsung Electronics
SK hynix
Micron Technology
ผู้ผลิตทั้งสามรายครองตลาด DRAM ส่วนใหญ่ของโลก
เมื่อจำนวนผู้เล่นลดลง การแข่งขันด้านราคาก็ลดลงตามไปด้วย วัฏจักรราคาของแรมยังคงมีอยู่ แต่ไม่รุนแรงเท่าในอดีต
#####################################
หลังการปฏิวัติสมาร์ตโฟน โลกต้องการชิปหน่วยความจำมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
สมาร์ตโฟนหนึ่งเครื่องใช้แรมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความต้องการ DRAM จึงพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
ในปี 2017-2018 ราคา DRAM ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ หลายประเภทมีราคาสูงกว่าช่วงก่อนหน้าเกือบ 3 เท่า
กำไรของผู้ผลิตแรมพุ่งทะยาน
Samsung Electronics กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทำกำไรสูงที่สุดในโลก และบางไตรมาสมีกำไรจากธุรกิจชิปมากกว่าบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังหลายแห่งรวมกัน
ในเวลานั้น หลายคนเชื่อว่ายุคทองของหน่วยความจำจะอยู่ต่อไปอีกนาน
แต่ประวัติศาสตร์ก็เริ่มซ้ำรอยอีกครั้ง
#####################################
เมื่อผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิต และความต้องการสมาร์ตโฟนเริ่มชะลอตัว ราคาชิปแรมก็เริ่มปรับตัวลง
ต่อมาในปี 2022 โลกเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูง ผู้บริโภคลดการซื้อคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟน
คลังสินค้าชิปหน่วยความจำล้นตลาดอีกครั้ง
ราคา DRAM และ NAND ร่วงลงอย่างรุนแรง
ผู้ผลิตรายใหญ่ต้องลดกำลังการผลิตและชะลอการลงทุนครั้งใหญ่
หลายบริษัทขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
#####################################
ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา โลกเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์
การพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องใช้หน่วยความจำความเร็วสูงหรือ HBM (High Bandwidth Memory) จำนวนมหาศาล
ความต้องการ HBM พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะขาดแคลนทั่วโลก
ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง SK hynix และ Samsung Electronics กลับมาเติบโตอีกครั้ง
อุตสาหกรรมแรมจึงเริ่มเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ราคายังสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน
#####################################
แล้วราคาแรมเคยสูงสุดและต่ำสุดตอนไหน?
หากมองในเชิงประวัติศาสตร์โดยรวม
ช่วงราคาสูงที่สุด: ปี 2017-2018 ซึ่งเป็นยุคสมาร์ตโฟนเฟื่องฟู ทำให้ราคา DRAM หลายประเภททำสถิติสูงสุดใหม่
ช่วงราคาต่ำที่สุด: ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009 และบางส่วนของปี 2011-2012 ซึ่งราคา DRAM หลายชนิดตกต่ำจนต่ำกว่าต้นทุนการผลิต
ถ้าพูดถึง ราคาขายปลีกในไทย จริง ๆ จะไม่มีฐานข้อมูลย้อนหลังแบบเป็นทางการเหมือนราคาชิป DRAM ในตลาดโลก เพราะร้านค้าแต่ละร้านตั้งราคาไม่เท่ากัน แต่จากข้อมูลร้านคอมไทย เว็บบอร์ด และประสบการณ์ของผู้ใช้คอมในแต่ละยุค สามารถประมาณได้ค่อนข้างใกล้เคียงดังนี้
| ช่วงเวลา | รุ่นที่นิยม | ความจุ / Bus | ราคาประมาณในไทย |
| ------------------------------- | ----------- | ------------------ | ---------------- |
| ปี 2000 (ช่วงแพงมากยุค SDRAM) | SDRAM PC133 | 128MB | 3,000-5,000 บาท |
| ปี 2001-2002 | SDRAM PC133 | 256MB | 1,500-2,500 บาท |
| ปี 2007 | DDR2 | 1GB DDR2-667/800 | 1,200-1,800 บาท |
| ปี 2008-2009 (จุดต่ำสุดรอบแรก) | DDR2 | 2GB DDR2-800 | 600-900 บาท |
| ปี 2013-2015 (DDR3 ถูกมาก) | DDR3 | 4GB DDR3-1600 | 700-900 บาท |
| ปี 2015 (จุดต่ำสุดของ DDR3) | DDR3 | 8GB DDR3-1600 | 1,000-1,300 บาท |
| ปี 2017-2018 (วิกฤตราคาแรมพุ่ง) | DDR4 | 8GB DDR4-2400 | 3,500-4,500 บาท |
| ปี 2018 (จุดสูงสุดของ DDR4) | DDR4 | 16GB DDR4-3200 Kit | 8,000-10,000 บาท |
| ปี 2019-2020 | DDR4 | 8GB DDR4-3200 | 1,100-1,500 บาท |
| ปี 2023 | DDR4 | 16GB DDR4-3200 | 1,200-1,800 บาท |
ถ้าถามว่า "ต่ำสุด" ที่คนไทยจำกันได้คือเมื่อไร
DDR3
4GB DDR3-1600
ต่ำสุดประมาณ 500-700 บาท
8GB DDR3-1600
ต่ำสุดประมาณ 1,000-1,200 บาท
หลายคนในเว็บบอร์ดคอมยุคนั้นพูดกันว่า
"ซื้อ RAM 8GB ได้ในราคาเท่า RAM 2GB เมื่อไม่กี่ปีก่อน"
#####################################
ส่วน "แพงที่สุด" ที่คนประกอบคอมจำไม่ลืม คือปี 2017-2018
ตัวอย่างราคาที่พบได้บ่อยในไทย
8GB DDR4-2400 ประมาณ 3,500-4,500 บาท
16GB (8×2) DDR4-3200 ประมาณ 8,000-10,000 บาท
บางรุ่นเกมมิง RGB ของแบรนด์ดังเกิน 12,000 บาท
สมัยนั้นมีมในวงการคอมว่า
"ซื้อแรมก่อนซื้อการ์ดจอ เพราะเดี๋ยวเดือนหน้าจะแพงขึ้นอีก"
สาเหตุเกิดจากความต้องการจากสมาร์ตโฟนและดาต้าเซ็นเตอร์พุ่งสูง ขณะที่ผู้ผลิต DRAM รายใหญ่มีอยู่เพียงไม่กี่ราย ทำให้ราคาชิป DRAM โลกขึ้นแรงมาก
#####################################
ถ้าจัดอันดับแบบเข้าใจง่าย
แรมที่แพงที่สุดเมื่อเทียบกับความจุ
128MB SDRAM PC133 (ปี 2000)
ราคาประมาณ 3,000-5,000 บาท
คิดเป็นต้นทุนประมาณ
24-39 บาทต่อ MB
หรือประมาณ 24,000-39,000 บาทต่อ GB
แรมที่ถูกที่สุดเมื่อเทียบกับความจุ
16GB DDR4-3200 (ปี 2023)
ราคาประมาณ 1,200-1,800 บาท
คิดเป็นเพียง
75-112 บาทต่อ GB
##############################
แล้วราคาตอนนี้(กลางปี 2026)
| ความจุ | รุ่น | Bus | ราคาประมาณ |
| ----------- | ---- | ------------ | ----------------- |
| 8GB (8×1) | DDR4 | 3200MHz | 3,890 บาท |
| 16GB (16×1) | DDR4 | 3200MHz | 5,190-5,890 บาท |
| 16GB (8×2) | DDR5 | 5200MHz | 10,500 บาท |
| 16GB (16×1) | DDR5 | 5200-5600MHz | 9,350-9,890 บาท |
| 32GB (16×2) | DDR4 | 3200MHz | 12,500 บาท |
| 32GB (16×2) | DDR5 | 5200MHz | 15,900-17,900 บาท |
| 32GB (16×2) | DDR5 | 5600MHz | 18,500 บาท |
| 32GB (32×1) | DDR5 | 5200-5600MHz | 15,900-16,900 บาท |
| 64GB (32×2) | DDR5 | 5200MHz | 36,500 บาท |
| 64GB (32×2) | DDR5 | 5600MHz | 36,900-38,500 บาท |
| 64GB (32×2) | DDR5 | 6400MHz | 38,900 บาท |
ถ้าคิดเป็น "ต้นทุนต่อ GB"
| รุ่น | ราคา | บาทต่อ GB |
| -------------------- | ---------- | ---------- |
| 8GB DDR4-3200 | 3,890 บาท | 486 บาท/GB |
| 16GB DDR4-3200 | 5,190 บาท | 324 บาท/GB |
| 32GB DDR4-3200 | 12,500 บาท | 391 บาท/GB |
| 16GB DDR5-5200 (8×2) | 10,500 บาท | 656 บาท/GB |
| 32GB DDR5-5200 | 15,900 บาท | 497 บาท/GB |
| 64GB DDR5-6400 | 38,900 บาท | 608 บาท/GB |
เทียบกับจุดสูงสุดของรอบก่อน (ปี 2017-2018)
| รุ่น | ราคา |
| -------------------- | ----------------- |
| 8GB DDR4-2400 | 3,500-4,500 บาท |
| 16GB DDR4-2400 (8×2) | 8,000-10,000 บาท |
| 32GB DDR4 | 16,000-18,000 บาท |
ถ้าปรับเป็นต้นทุนต่อ GB
8GB DDR4 = ประมาณ 500 บาท/GB
16GB DDR4 = ประมาณ 560 บาท/GB
32GB DDR4 = ประมาณ 530 บาท/GB
##################################
แล้วแรมปี 2026 แพงเท่าปี 2018 หรือไม่?
คำตอบคือ ถ้ามองเฉพาะ DDR5 ระดับสูง มันกลับมาแพงใกล้เคียงกับวิกฤตแรมปี 2018 แล้ว
| ยุค | รุ่น | บาทต่อ GB |
| ------- | --------- | --------------- |
| ปี 2018 | DDR4-2400 | ~500-560 บาท/GB |
| ปี 2026 | DDR5-5200 | ~500-650 บาท/GB |
| ปี 2026 | DDR5-6400 | ~600 บาท/GB |
กล่าวอีกแบบคือ แรม DDR5 ระดับสูงในปี 2026 มีต้นทุนต่อ GB ใกล้เคียงกับช่วงที่ตลาด DRAM ตึงตัวมากในปี 2017-2018
#################################################
สรุปสั้น ๆ
จุดแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ต่อความจุ
SDRAM ปี 2000
24,000-39,000 บาทต่อ GB
จุดต่ำสุด
DDR4 ปี 2023
75-112 บาทต่อ GB
สถานการณ์ปัจจุบัน (DDR5 ปี 2026)
500-650 บาทต่อ GB
กลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับวิกฤตราคาแรมปี 2017-2018 อีกครั้ง แม้ยังไม่ถึงความรุนแรงของยุค SDRAM ในช่วงปี 2000
ถ้าจะมองในเชิงวัฏจักรอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ราคาปัจจุบันเริ่มสะท้อนว่าอุตสาหกรรม DRAM กำลังเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่จากความต้องการด้าน AI และเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งคล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคสมาร์ตโฟน์เมื่อปี 2017-2018 มาก
บทความนี้ได้จากการถาม gemini เห็นว่าน่าสนใจเลยเอามาเรียบเรียงมาให้อ่าน ส่วนตัวซื้อใช้อย่างเดียวไม่ได้เกาะติดอยู่วงการนี้ ใครอยู่ในวงการนี้สามารถแลกเปลี่ยนความรู้หรือถ้าตรงไหนผิดบอกกันได้นะ