วิกฤตราคาแรมป่วนโลก ราคาแรมตอนนี้แพงไปหรือยัง

ในโลกเทคโนโลยี มีสินค้าเพียงไม่กี่ชนิดที่ราคาสามารถขึ้นลงอย่างรุนแรงได้เหมือน "ชิปหน่วยความจำ" หรือ DRAM (Dynamic Random Access Memory) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และสมาร์ตโฟนทั่วโลก
มันเป็นธุรกิจที่สร้างมหาเศรษฐีและทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ล้มละลายมาแล้วนับไม่ถ้วน เพราะราคาของมันสามารถพุ่งขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาไม่กี่ปี และดิ่งลงจนต่ำกว่าต้นทุนการผลิตได้เช่นกัน
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังระเบิด ผู้คนทั่วโลกแห่ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของตัวเอง บริษัทต่าง ๆ ต่างเร่งเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ความต้องการชิปแรมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ในช่วงปี 2000 ราคาแรมประเภท SDRAM ขนาด 128MB บางรุ่นมีราคาสูงกว่า 150 ดอลลาร์ต่อโมดูล หรือคิดเป็นหลายพันบาทในยุคนั้น ซึ่งถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับกำลังซื้อของผู้บริโภค

ผู้ผลิตอย่าง Samsung Electronics, Micron Technology และ Hynix Semiconductor ต่างเร่งสร้างโรงงานใหม่ เพราะเชื่อว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้นไปตลอดกาล

แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์อีกครั้งว่า ไม่มีสิ่งใดเติบโตได้ตลอดไป

เมื่อฟองสบู่ดอทคอมแตกในปี 2000 ความต้องการคอมพิวเตอร์ชะลอตัวลงอย่างรุนแรง ราคาชิปแรมร่วงหนัก และผู้ผลิตจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดทุน
#####################################
หากถามว่าช่วงใดคือ "ยุคมืด" ของอุตสาหกรรมแรม หลายคนจะนึกถึงช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008

ก่อนเกิดวิกฤต ผู้ผลิตทั่วโลกต่างแข่งขันกันขยายกำลังผลิต โรงงานใหม่จำนวนมหาศาลถูกสร้างขึ้นในเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น

แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ความต้องการคอมพิวเตอร์กลับหายไปในชั่วข้ามคืน

อุปทานล้นตลาดอย่างรุนแรง

ราคา DRAM หลายประเภทลดลงมากกว่า 80-90% จากจุดสูงสุด และในบางช่วงราคาตลาดต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเสียอีก

บริษัทผู้ผลิตจำนวนมากไม่สามารถทนต่อภาวะขาดทุนได้

บริษัทญี่ปุ่นอย่าง Elpida Memory ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแรมรายใหญ่ของโลก ต้องเผชิญปัญหาหนี้สินสะสมและในที่สุดก็ล้มละลายในปี 2012

ผู้ผลิตไต้หวันหลายรายก็หายไปจากอุตสาหกรรมเช่นกัน

นี่คือช่วงเวลาที่ราคาชิปแรมอยู่ในระดับต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

นักวิเคราะห์ในยุคนั้นถึงกับกล่าวว่า

"DRAM กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมูลค่าไม่ต่างจากทราย"
#####################################
หลังวิกฤต ผู้เล่นจำนวนมากล้มหายตายจากไป

อุตสาหกรรมเริ่มรวมศูนย์อยู่ในมือของผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ได้แก่

Samsung Electronics
SK hynix
Micron Technology

ผู้ผลิตทั้งสามรายครองตลาด DRAM ส่วนใหญ่ของโลก

เมื่อจำนวนผู้เล่นลดลง การแข่งขันด้านราคาก็ลดลงตามไปด้วย วัฏจักรราคาของแรมยังคงมีอยู่ แต่ไม่รุนแรงเท่าในอดีต
#####################################
หลังการปฏิวัติสมาร์ตโฟน โลกต้องการชิปหน่วยความจำมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

สมาร์ตโฟนหนึ่งเครื่องใช้แรมมากขึ้นเรื่อย ๆ

ความต้องการ DRAM จึงพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง

ในปี 2017-2018 ราคา DRAM ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ หลายประเภทมีราคาสูงกว่าช่วงก่อนหน้าเกือบ 3 เท่า

กำไรของผู้ผลิตแรมพุ่งทะยาน

Samsung Electronics กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทำกำไรสูงที่สุดในโลก และบางไตรมาสมีกำไรจากธุรกิจชิปมากกว่าบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังหลายแห่งรวมกัน

ในเวลานั้น หลายคนเชื่อว่ายุคทองของหน่วยความจำจะอยู่ต่อไปอีกนาน

แต่ประวัติศาสตร์ก็เริ่มซ้ำรอยอีกครั้ง
#####################################
เมื่อผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิต และความต้องการสมาร์ตโฟนเริ่มชะลอตัว ราคาชิปแรมก็เริ่มปรับตัวลง

ต่อมาในปี 2022 โลกเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูง ผู้บริโภคลดการซื้อคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟน

คลังสินค้าชิปหน่วยความจำล้นตลาดอีกครั้ง

ราคา DRAM และ NAND ร่วงลงอย่างรุนแรง

ผู้ผลิตรายใหญ่ต้องลดกำลังการผลิตและชะลอการลงทุนครั้งใหญ่

หลายบริษัทขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
#####################################
ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา โลกเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์

การพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องใช้หน่วยความจำความเร็วสูงหรือ HBM (High Bandwidth Memory) จำนวนมหาศาล

ความต้องการ HBM พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะขาดแคลนทั่วโลก

ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง SK hynix และ Samsung Electronics กลับมาเติบโตอีกครั้ง

อุตสาหกรรมแรมจึงเริ่มเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ราคายังสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน
#####################################
แล้วราคาแรมเคยสูงสุดและต่ำสุดตอนไหน?

หากมองในเชิงประวัติศาสตร์โดยรวม

ช่วงราคาสูงที่สุด: ปี 2017-2018 ซึ่งเป็นยุคสมาร์ตโฟนเฟื่องฟู ทำให้ราคา DRAM หลายประเภททำสถิติสูงสุดใหม่
ช่วงราคาต่ำที่สุด: ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009 และบางส่วนของปี 2011-2012 ซึ่งราคา DRAM หลายชนิดตกต่ำจนต่ำกว่าต้นทุนการผลิต

ถ้าพูดถึง ราคาขายปลีกในไทย จริง ๆ จะไม่มีฐานข้อมูลย้อนหลังแบบเป็นทางการเหมือนราคาชิป DRAM ในตลาดโลก เพราะร้านค้าแต่ละร้านตั้งราคาไม่เท่ากัน แต่จากข้อมูลร้านคอมไทย เว็บบอร์ด และประสบการณ์ของผู้ใช้คอมในแต่ละยุค สามารถประมาณได้ค่อนข้างใกล้เคียงดังนี้

| ช่วงเวลา                        | รุ่นที่นิยม | ความจุ / Bus       | ราคาประมาณในไทย  |
| ------------------------------- | ----------- | ------------------ | ---------------- |
| ปี 2000 (ช่วงแพงมากยุค SDRAM)   | SDRAM PC133 | 128MB              | 3,000-5,000 บาท  |
| ปี 2001-2002                    | SDRAM PC133 | 256MB              | 1,500-2,500 บาท  |
| ปี 2007                         | DDR2        | 1GB DDR2-667/800   | 1,200-1,800 บาท  |
| ปี 2008-2009 (จุดต่ำสุดรอบแรก)  | DDR2        | 2GB DDR2-800       | 600-900 บาท      |
| ปี 2013-2015 (DDR3 ถูกมาก)      | DDR3        | 4GB DDR3-1600      | 700-900 บาท      |
| ปี 2015 (จุดต่ำสุดของ DDR3)     | DDR3        | 8GB DDR3-1600      | 1,000-1,300 บาท  |
| ปี 2017-2018 (วิกฤตราคาแรมพุ่ง) | DDR4        | 8GB DDR4-2400      | 3,500-4,500 บาท  |
| ปี 2018 (จุดสูงสุดของ DDR4)     | DDR4        | 16GB DDR4-3200 Kit | 8,000-10,000 บาท |
| ปี 2019-2020                    | DDR4        | 8GB DDR4-3200      | 1,100-1,500 บาท  |
| ปี 2023                         | DDR4        | 16GB DDR4-3200     | 1,200-1,800 บาท  |


ถ้าถามว่า "ต่ำสุด" ที่คนไทยจำกันได้คือเมื่อไร
DDR3
4GB DDR3-1600
ต่ำสุดประมาณ 500-700 บาท
8GB DDR3-1600
ต่ำสุดประมาณ 1,000-1,200 บาท

หลายคนในเว็บบอร์ดคอมยุคนั้นพูดกันว่า

"ซื้อ RAM 8GB ได้ในราคาเท่า RAM 2GB เมื่อไม่กี่ปีก่อน"
#####################################
ส่วน "แพงที่สุด" ที่คนประกอบคอมจำไม่ลืม คือปี 2017-2018

ตัวอย่างราคาที่พบได้บ่อยในไทย

8GB DDR4-2400  ประมาณ 3,500-4,500 บาท
16GB (8×2) DDR4-3200 ประมาณ 8,000-10,000 บาท
บางรุ่นเกมมิง RGB ของแบรนด์ดังเกิน 12,000 บาท

สมัยนั้นมีมในวงการคอมว่า

"ซื้อแรมก่อนซื้อการ์ดจอ เพราะเดี๋ยวเดือนหน้าจะแพงขึ้นอีก"

สาเหตุเกิดจากความต้องการจากสมาร์ตโฟนและดาต้าเซ็นเตอร์พุ่งสูง ขณะที่ผู้ผลิต DRAM รายใหญ่มีอยู่เพียงไม่กี่ราย ทำให้ราคาชิป DRAM โลกขึ้นแรงมาก
#####################################
ถ้าจัดอันดับแบบเข้าใจง่าย
แรมที่แพงที่สุดเมื่อเทียบกับความจุ
128MB SDRAM PC133 (ปี 2000)
ราคาประมาณ 3,000-5,000 บาท

คิดเป็นต้นทุนประมาณ

24-39 บาทต่อ MB
หรือประมาณ 24,000-39,000 บาทต่อ GB

แรมที่ถูกที่สุดเมื่อเทียบกับความจุ
16GB DDR4-3200 (ปี 2023)
ราคาประมาณ 1,200-1,800 บาท

คิดเป็นเพียง

75-112 บาทต่อ GB
##############################
แล้วราคาตอนนี้(กลางปี 2026)
| ความจุ      | รุ่น | Bus          | ราคาประมาณ        |
| ----------- | ---- | ------------ | ----------------- |
| 8GB (8×1)   | DDR4 | 3200MHz      | 3,890 บาท         |
| 16GB (16×1) | DDR4 | 3200MHz      | 5,190-5,890 บาท   |
| 16GB (8×2)  | DDR5 | 5200MHz      | 10,500 บาท        |
| 16GB (16×1) | DDR5 | 5200-5600MHz | 9,350-9,890 บาท   |
| 32GB (16×2) | DDR4 | 3200MHz      | 12,500 บาท        |
| 32GB (16×2) | DDR5 | 5200MHz      | 15,900-17,900 บาท |
| 32GB (16×2) | DDR5 | 5600MHz      | 18,500 บาท        |
| 32GB (32×1) | DDR5 | 5200-5600MHz | 15,900-16,900 บาท |
| 64GB (32×2) | DDR5 | 5200MHz      | 36,500 บาท        |
| 64GB (32×2) | DDR5 | 5600MHz      | 36,900-38,500 บาท |
| 64GB (32×2) | DDR5 | 6400MHz      | 38,900 บาท        |

ถ้าคิดเป็น "ต้นทุนต่อ GB"
| รุ่น                 | ราคา       | บาทต่อ GB  |
| -------------------- | ---------- | ---------- |
| 8GB DDR4-3200        | 3,890 บาท  | 486 บาท/GB |
| 16GB DDR4-3200       | 5,190 บาท  | 324 บาท/GB |
| 32GB DDR4-3200       | 12,500 บาท | 391 บาท/GB |
| 16GB DDR5-5200 (8×2) | 10,500 บาท | 656 บาท/GB |
| 32GB DDR5-5200       | 15,900 บาท | 497 บาท/GB |
| 64GB DDR5-6400       | 38,900 บาท | 608 บาท/GB |

เทียบกับจุดสูงสุดของรอบก่อน (ปี 2017-2018)
| รุ่น                 | ราคา              |
| -------------------- | ----------------- |
| 8GB DDR4-2400        | 3,500-4,500 บาท   |
| 16GB DDR4-2400 (8×2) | 8,000-10,000 บาท  |
| 32GB DDR4            | 16,000-18,000 บาท |

ถ้าปรับเป็นต้นทุนต่อ GB

8GB DDR4 = ประมาณ 500 บาท/GB
16GB DDR4 = ประมาณ 560 บาท/GB
32GB DDR4 = ประมาณ 530 บาท/GB
##################################
แล้วแรมปี 2026 แพงเท่าปี 2018 หรือไม่?

คำตอบคือ ถ้ามองเฉพาะ DDR5 ระดับสูง มันกลับมาแพงใกล้เคียงกับวิกฤตแรมปี 2018 แล้ว
| ยุค     | รุ่น      | บาทต่อ GB       |
| ------- | --------- | --------------- |
| ปี 2018 | DDR4-2400 | ~500-560 บาท/GB |
| ปี 2026 | DDR5-5200 | ~500-650 บาท/GB |
| ปี 2026 | DDR5-6400 | ~600 บาท/GB     |

กล่าวอีกแบบคือ แรม DDR5 ระดับสูงในปี 2026 มีต้นทุนต่อ GB ใกล้เคียงกับช่วงที่ตลาด DRAM ตึงตัวมากในปี 2017-2018
#################################################
สรุปสั้น ๆ
จุดแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ต่อความจุ
    SDRAM ปี 2000
    24,000-39,000 บาทต่อ GB
จุดต่ำสุด
DDR4 ปี 2023
    75-112 บาทต่อ GB
     สถานการณ์ปัจจุบัน (DDR5 ปี 2026)
    500-650 บาทต่อ GB
กลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับวิกฤตราคาแรมปี 2017-2018 อีกครั้ง แม้ยังไม่ถึงความรุนแรงของยุค SDRAM ในช่วงปี 2000

ถ้าจะมองในเชิงวัฏจักรอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ราคาปัจจุบันเริ่มสะท้อนว่าอุตสาหกรรม DRAM กำลังเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่จากความต้องการด้าน AI และเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งคล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคสมาร์ตโฟน์เมื่อปี 2017-2018 มาก

บทความนี้ได้จากการถาม gemini เห็นว่าน่าสนใจเลยเอามาเรียบเรียงมาให้อ่าน  ส่วนตัวซื้อใช้อย่างเดียวไม่ได้เกาะติดอยู่วงการนี้  ใครอยู่ในวงการนี้สามารถแลกเปลี่ยนความรู้หรือถ้าตรงไหนผิดบอกกันได้นะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่