ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า เด็กอเมริกันที่เพิ่งเกิดทุกคน จะได้เงินก้อนแรกจากรัฐบาล 1,000 ดอลลาร์ ใส่เข้าบัญชีลงทุนที่เปิดในชื่อของเด็กเอง แล้วพ่อแม่หรือญาติยังสามารถเติมเงินเพิ่มได้อีกปีละไม่เกิน 5,000 ดอลลาร์ เงินก้อนนี้จะถูกนำไปลงทุนในกองทุนหุ้นอเมริกา อย่างดัชนี S&P 500 โดยอัตโนมัติ แล้วปล่อยให้เติบโตไปเรื่อยๆ จนเด็กอายุครบ 18 ปี นี่คือนโยบายที่เรียกว่า "บัญชีทรัมป์" (Trump Accounts) ซึ่งเริ่มเปิดให้ใช้งานจริงในวันที่ 4 กรกฎาคม 2026 นี้
ทำไมเรื่องนี้ถึงใหญ่กว่าที่คิด
ฟังดูเหมือนแค่นโยบายแจกเงินเด็กธรรมดา แต่จริงๆ แล้วนี่คือการอัดฉีดเงินก้อนมหาศาลเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี เพราะเด็กที่เกิดทุกปีคือนักลงทุนหน้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ เงินที่ไหลเข้ากองทุนหุ้นแบบสม่ำเสมอขนาดนี้ ย่อมช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นอเมริกาแข็งแรงขึ้น และทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่อยู่ในดัชนี S&P 500 ได้รับอานิสงส์ไปด้วย
เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องเกษียณ
จุดที่น่าสนใจคือ นโยบายนี้พยายามแก้ปัญหา "คนแก่ไม่มีเงินพอใช้ตอนเกษียณ" ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย กำลังเจอเหมือนกัน แทนที่จะรอให้รัฐจ่ายเงินบำนาญตอนแก่ แนวคิดนี้เปลี่ยนมาเป็น "เริ่มลงทุนตั้งแต่วันแรกที่เกิด" แล้วปล่อยให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำงานไปเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายสิบปี ซึ่งในระยะยาวอาจสร้างเงินก้อนใหญ่กว่าที่คนคาดคิดไว้มาก
เปลี่ยนเด็กให้เป็น "เจ้าของหุ้น" ตั้งแต่เกิด
อีกมุมที่น่าสนใจคือ นโยบายนี้ทำให้เด็กทุกคนกลายเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทอเมริกันตั้งแต่ยังไม่รู้ความ พอโตขึ้นมาพร้อมกับการเห็นพอร์ตการลงทุนของตัวเองเติบโต เด็กรุ่นนี้ก็จะซึมซับความรู้เรื่องการเงินและการลงทุนไปโดยธรรมชาติ ต่างจากคนรุ่นก่อนที่กว่าจะเริ่มลงทุนก็ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว
แล้วไทยจะปรับตัวยังไง
เมื่อโมเดลแบบนี้เริ่มได้ผล ก็มีความเป็นไปได้ที่ประเทศอื่นๆ จะหันมาศึกษาและปรับใช้แนวคิดคล้ายกัน เพื่อแก้ปัญหาการออมและการเกษียณของประชาชนตัวเอง คำถามคือ ประเทศไทยจะเริ่มคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังได้เมื่อไหร่?
เด็กอเมริการุ่นใหม่กำลังจะกลายเป็น "เจ้าของหุ้นโลก" ตั้งแต่เกิด แล้วเด็กไทยล่ะ... เรากำลังปลูกฝังอะไรให้ลูกหลาน?
ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า เด็กอเมริกันที่เพิ่งเกิดทุกคน จะได้เงินก้อนแรกจากรัฐบาล 1,000 ดอลลาร์ ใส่เข้าบัญชีลงทุนที่เปิดในชื่อของเด็กเอง แล้วพ่อแม่หรือญาติยังสามารถเติมเงินเพิ่มได้อีกปีละไม่เกิน 5,000 ดอลลาร์ เงินก้อนนี้จะถูกนำไปลงทุนในกองทุนหุ้นอเมริกา อย่างดัชนี S&P 500 โดยอัตโนมัติ แล้วปล่อยให้เติบโตไปเรื่อยๆ จนเด็กอายุครบ 18 ปี นี่คือนโยบายที่เรียกว่า "บัญชีทรัมป์" (Trump Accounts) ซึ่งเริ่มเปิดให้ใช้งานจริงในวันที่ 4 กรกฎาคม 2026 นี้
ทำไมเรื่องนี้ถึงใหญ่กว่าที่คิด
ฟังดูเหมือนแค่นโยบายแจกเงินเด็กธรรมดา แต่จริงๆ แล้วนี่คือการอัดฉีดเงินก้อนมหาศาลเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี เพราะเด็กที่เกิดทุกปีคือนักลงทุนหน้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ เงินที่ไหลเข้ากองทุนหุ้นแบบสม่ำเสมอขนาดนี้ ย่อมช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นอเมริกาแข็งแรงขึ้น และทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่อยู่ในดัชนี S&P 500 ได้รับอานิสงส์ไปด้วย
เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องเกษียณ
จุดที่น่าสนใจคือ นโยบายนี้พยายามแก้ปัญหา "คนแก่ไม่มีเงินพอใช้ตอนเกษียณ" ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย กำลังเจอเหมือนกัน แทนที่จะรอให้รัฐจ่ายเงินบำนาญตอนแก่ แนวคิดนี้เปลี่ยนมาเป็น "เริ่มลงทุนตั้งแต่วันแรกที่เกิด" แล้วปล่อยให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำงานไปเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายสิบปี ซึ่งในระยะยาวอาจสร้างเงินก้อนใหญ่กว่าที่คนคาดคิดไว้มาก
เปลี่ยนเด็กให้เป็น "เจ้าของหุ้น" ตั้งแต่เกิด
อีกมุมที่น่าสนใจคือ นโยบายนี้ทำให้เด็กทุกคนกลายเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทอเมริกันตั้งแต่ยังไม่รู้ความ พอโตขึ้นมาพร้อมกับการเห็นพอร์ตการลงทุนของตัวเองเติบโต เด็กรุ่นนี้ก็จะซึมซับความรู้เรื่องการเงินและการลงทุนไปโดยธรรมชาติ ต่างจากคนรุ่นก่อนที่กว่าจะเริ่มลงทุนก็ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว
แล้วไทยจะปรับตัวยังไง
เมื่อโมเดลแบบนี้เริ่มได้ผล ก็มีความเป็นไปได้ที่ประเทศอื่นๆ จะหันมาศึกษาและปรับใช้แนวคิดคล้ายกัน เพื่อแก้ปัญหาการออมและการเกษียณของประชาชนตัวเอง คำถามคือ ประเทศไทยจะเริ่มคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังได้เมื่อไหร่?