บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่เพจผู้ชายคนนั้นจากหนังเรื่องนี้ (อ่านได้
ที่นี่ )
สัมภาษณ์พิเศษ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ กับผลงานเรื่องใหม่ Sheep In The Box ครอบครัวแกะกล่อง
รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สัมภาษณ์ผู้กำกับมากฝีมือ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ผู้มีผลงานที่สร้างความประทับใจแฟน ๆ ชาวไทยมาอย่างยาวนาน กับผลงานอย่าง Nobody Knows, Our Little Sister ,Shoplifters, Monster และผลงานล่าสุด Sheep In The Box ผลงานไซไฟในอนาคตอันใกล้ ที่เล่าเรื่องราวของคู่สามีภรรยาที่สูญเสียลูกชายไป ได้รับหุ่นยนต์รูปร่างเหมือนลูกชายที่จากไปของพวกเขามาเลี้ยงดู หุ่นยนต์ตัวนี้ จะทดแทน เยียวยา ให้โอกาสแก้ตัวกับพวกเขา หรือพวกเขาจะได้บทเรียนหรือก้าวต่อไปได้หรือไม่ ต้องไปติดตามกันในโรงภาพยนตร์
ขอนำบทสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยแง่มุมที่น่าสนใจในการทำงานของเขามาฝากกันค่ะ
1.คุณเคยกล่าวไว้ว่าคนญี่ปุ่นไม่ต่อต้านหุ่นยนต์เท่าคนตะวันตก คุณคิดว่าเป็นเพราะอะไร อยากทราบแนวคิดและคำขยายความหน่อยค่ะ
โคเรเอดะ: ส่วนตัวคิดว่าก็มีเหตุผลหลายข้อนะครับที่มีความแตกต่างกันระหว่างแนวคิดของทางญี่ปุ่นและทางตะวันตก อย่างแรกเลยคือว่าคนญี่ปุ่นเราเติบโตมากับการ์ตูนเกี่ยวกับหุ่นยนต์เช่นเจ้าหนูอะตอมของ เทสึกะ โอซามุ หรือว่าโดราเอมอน และอย่างที่สอง ถ้ามองไปที่ความเชื่อที่ลึกไปกว่านั้นคือ ทางวัฒนธรรมตะวันตกมีความเชื่อว่า สิ่งที่พระเจ้าสร้าง มนุษย์ไม่ควรทำ การสร้าง “คน” คือหน้าที่ของพระเจ้า ดังนั้นการที่เราจะสร้างคนขึ้นมา โดยใช้ AI (ระบบปัญญาประดิษฐ์) เหมือนกับเป็นการไปขัดพระประสงค์ของพระเจ้า สิ่งนี้คือสิ่งที่พระเจ้าทำมนุษย์ไม่ควรไปทำ ดังนั้นคนตะวันตกหรือในฝั่งยุโรปค่อนข้างต่อต้านกับ AI คิดว่าลึก ๆ คงมีประเด็นเรื่องสิ่งนี้อยู่ครับ
สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วพระเจ้าเปลี่ยนแปลงได้หลายรูปแบบ จะเป็นพระเจ้าในสิ่งของเช่นโต๊ะ ในเก้าอี้ หรือในคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (Personal Computer) ก็ได้ พระเจ้าอยู่ในรูปลักษณ์ อะไรก็ได้ นี่คือสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก
2.ในยุคนี้ที่ AI ล้ำหน้าไปเร็วมาก คุณคิดว่าต่อไปคิดว่าเส้นแบ่งของการเป็นมนุษย์กับหุ่นยนต์หรือ AI อยู่ที่ตรงไหน
โคเรเอดะ: จริง ๆ ตอนที่เขียนเรื่องนี้ ก็คิดถึงประเด็นนี้อยู่เหมือนกัน มันเป็นธีมสำคัญของเรื่องนี้ว่า อะไรคือ “เส้นแบ่งระหว่างคนกับ AI” ผมคิดว่าสิ่งนั้นคือ “จินตนาการ” ครับ คนคือสิ่งมีชีวิตที่จินตนาการได้ จึงเป็นที่มาของชื่อหนัง Sheep In The Box ที่มาจากเรื่อง “เจ้าชายน้อย” (The Little Prince) ที่ให้จิตนาการว่าสิ่งที่อยู่ในกล่องนั้นคืออะไร มนุษย์สามารถจินตนาการได้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในอนาคต AI จะจินตนาการข้ามเส้นนี้มาได้เหมือนกันหรือเปล่า ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ แต่ว่า ณ ตอนนี้ จินตนาการเป็นสิ่งที่มนุษย์มี และเป็นสิ่งที่แบ่งแยกระหว่างมนุษย์กับ AI ได้ครับ อย่างในเรื่องนี้ ทุกครั้งที่สูญเสียใครไปก็จะมีการปลูกต้นไม้ต้นหนึ่งเพื่อทดแทนคนที่จากไป แล้วพอไปดูต้นไม้ต้นนั้น มนุษย์เราก็จะสามารถจิตนาการถึงคนที่จากไปได้ว่าต้นไม้นี้คือตัวแทนของคนที่จากไปนะ นี่คือสิ่งที่มนุษย์มี แต่หุ่นยนต์ไม่มี อย่างบทพูดในภาพยนตร์นี้เป็นบทพูดที่มีความคลุมเครือ เพราะคนเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคลุมเครือ ไม่ได้ตอบทุกอย่างเป๊ะเหมือน AI อย่าง AI จะมีคำตอบที่ถูกต้องแบบคำนวนมาหมดเรียบร้อยแล้ว อย่างคำพูดที่ว่า ก็ดีแล้วนี่ หรือบทสนทนาที่มีความคลุมเครืออยู่ นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันคือเสน่ห์ของความเป็นมนุษย์ และนี่คือสิ่งที่เป็นเส้นแบ่งแยกระหว่างมนุษย์กับ AI
3. ที่ผ่านมาคุณทำหนังกับนักแสดงเด็กมาหลายครั้งแล้วคุณมีเคล็ดลับอะไรในการกำกับพวกเขา ที่ทำให้พวกเขายังเป็นตัวของตัวเองอยู่
โคเรเอดะ : จริง ๆ แต่ละเรื่องก็ต้องกำกับแบบพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ( case-by-case) อย่างเรื่อง Monster ก็อย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่ตอนที่เขียนบท ผมจะดูคาแรคเตอร์ของเด็กดูคำที่เด็กจะเป็นธรรมชาติที่จะพูดได้คือจะไม่ให้เด็กพูดคำที่เด็กไม่รู้จัก และส่วนใหญ่จะไปบอกบทหน้ากองถ่าย ไม่ให้บทเด็กก่อน อยากจะให้เด็กเป็นตัวเองจริง ๆ เป็นคำที่เด็กพูดจริง ๆ เป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญ และการทำงานกับเด็กคือจะไม่ไปสั่งให้เขาเร่งเขา ไม่ไปบังคับให้เขาว่า รีบทำเร็ว ๆ (ปรบมือทำท่าเร่ง) แล้วผมก็ไม่ให้การบ้านเด็กครับ ต้องทำให้เด็กรู้สึกสนุกและอยากมาที่กองถ่ายเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดครับ
4. การทำงานกับ ริมุ คุวากิ ผู้รับบทคาเครุในเรื่องนี้ เป็นอย่างไรบ้าง
โคเรเอดะ: ด้วยความที่น้องยังเด็กอยู่ เด็กก็ช่วงเวลาที่หิวช่วงเวลาที่ง่วง อย่างเช่น ถ้าง่วงก็จะปล่อยน้องไปนอนไปเลยเต็มที่ 1 ชั่วโมง แล้วก็ให้น้องกลับมาในสภาพที่แข็งแรงสดชื่นที่สุด แล้วค่อยทำงานกัน สิ่งที่สำคัญสำหรับการทำงานกับเด็กก็คือ “รอได้” ต้องรอเด็กได้ เพราะว่าธรรมชาติของเด็ก ไม่สามารถไปฝืนได้ นี่คือสิ่งที่ผมให้ความสำคัญครับ
5.คุณทำงานก้บ ฮินาตะ ฮิรางิ อีกครั้งหลังจาก Monster ในเรื่องนี้เขาเติบโตขึ้นอย่างไบ้าง
โคเรเอดะ : (หัวเราะ) เป็นการกลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบ 2 ปีครับ สิ่งที่เจอคือภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ทั้งเสียงเปลี่ยนเสียงแตกแล้ว แล้วก็สูงขึ้น แน่นอนว่าภาพลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนแต่ภายในน้องก็ยังเป็นคนเดิม ยังไม่ได้เปลี่ยนไป ยังเป็นคนที่เรียนรู้เร็ว เป็นคนที่พึ่งพาได้ เพราะว่าในเรื่องนี้เขาต้องรับบทเป็นเหมือนพี่ชายของเด็ก ๆ ในเรื่อง ผมก็รู้สึกว่าดีจังที่ได้เขามารับบทเป็นพี่ชายในเรื่องนี้เพราะว่าเขาพึ่งพาได้จริง ๆ
6. หนังหลาย ๆ เรื่องของคุณเกี่ยวกับกับครอบครัว ถ้าให้เลือกไปใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวจากหนังของคุณเอง คุณคิดว่าอยากอยู่กับครอบครัวไหน
โคเรเอดะ: ( หัวเราะ) หมายถึงครอบครัวในหนังของผมใช่ไหมครับ ยังไงดีนะ (คิดหนักมาก) ไม่มีเลย ถ้าไปอยู่ในเรื่อง Our Little Sister กับสี่สาวก็คงดูไม่ดี เหมือนไปเป็นคุณลุงไปอยู่กับเขาก็คงจะดูแปลก ๆ ก็คงจะไม่เลือกครอบครัวไหนเลยครับ
7..ครั้งนี้เป็นการทำงานของคุณเป็นครั้งที่ 3 กับผู้กำกับภาพริวโตะ คนโดะ (Ryuto Kondo) และถ่ายหนังเรื่องนี้ด้วยฟิล์ม 35 มม. เหตุใดคุณถึงถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วยฟิล์มในเนื้อหาที่มีความไซไฟ และจุดเด่นของงานภาพของคนโดะซังเป็นอย่างไร
โคเรเอดะ: เหตุผลหลัก ๆ เลยเลยคือในหนังเรื่องนี้มีฉากในป่าที่เป็นฉากที่ยิ่งใหญ่สวยงามมาก เป็นฉากที่ยังไงก็ต้องถ่ายด้วยฟิล์ม 35 มม. ส่วนจุดเด่นในการถ่ายทำของคนโดะซัง น่าจะเป็นการที่เขาสามารถหามุม (Position) ที่ผมมองไม่เห็น แต่เขามองเห็นและมันเป็นภาพที่เจ๋งมาก ๆ ดีมาก ๆ และนี่คือเสน่ห์ของเขาครับ
8.แฟนๆชาวไทยชื่นชอบผลงานของคุณกันมานาน และติดตามอย่างเหนียวแน่น จนมีชื่อเล่นให้คุณที่เรียกด้วยความยกย่องว่า “คุณพ่อโคเรเอดะ” คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง
โคเรเอดะ: (หัวเราะ) คือว่าก็เข้าใจว่าทุกคนเรียก “คุณพ่อ” ในเชิงเคารพ ผมก็รู้สึกดีใจครับ แต่นอกเหนือจากผมก็ยังมีผู้กำกับอีกมากมายที่เก่งกว่าผม ก็อยากจะให้ไปติดตามผลงานของพวกเขาด้วยนะครับ
ติดตามคุณพ่อคนอื่น ๆ ด้วยใช่ไหมคะ
โคเรเอดะ: ใช่ครับ (หัวเราะ)
9. อยากฝากอะไรกับแฟนๆชาวไทยที่กำลังจะดูเรื่อง “Sheep in the Box”
โคเรเอดะ: สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวไทย ผมฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ตอนนี้ผมก็มาที่ประเทศไทยแล้วครับพร้อมกับผลงานเรื่องใหม่ Sheep In the Box ที่จะฉายวันที่ 2 กรกฎาคมเป็นต้นไป ซึ่งในเรื่องนี้ก็เป็นการกลับมาเจอกับคุณฮารุกะ อายาเสะ ในรอบ 11 ปี เป็นนักแสดงนำในเรื่องนี้ กับคุณไดโกะ ที่รับบทนำคู่กัน เป็นคู๋สามีภรรยาที่รับหุ่นยนต์ที่แทนตัวลูกชายมาเลี้ยงดูเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตในฐานะพ่อแม่ อยากให้ติดตามเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ยังไงก็ฝากคนไทยทุกคนติดตามด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
สัมภาษณ์พิเศษ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ กับผลงานเรื่องใหม่ Sheep In The Box ครอบครัวแกะกล่อง
1.คุณเคยกล่าวไว้ว่าคนญี่ปุ่นไม่ต่อต้านหุ่นยนต์เท่าคนตะวันตก คุณคิดว่าเป็นเพราะอะไร อยากทราบแนวคิดและคำขยายความหน่อยค่ะ
โคเรเอดะ: ส่วนตัวคิดว่าก็มีเหตุผลหลายข้อนะครับที่มีความแตกต่างกันระหว่างแนวคิดของทางญี่ปุ่นและทางตะวันตก อย่างแรกเลยคือว่าคนญี่ปุ่นเราเติบโตมากับการ์ตูนเกี่ยวกับหุ่นยนต์เช่นเจ้าหนูอะตอมของ เทสึกะ โอซามุ หรือว่าโดราเอมอน และอย่างที่สอง ถ้ามองไปที่ความเชื่อที่ลึกไปกว่านั้นคือ ทางวัฒนธรรมตะวันตกมีความเชื่อว่า สิ่งที่พระเจ้าสร้าง มนุษย์ไม่ควรทำ การสร้าง “คน” คือหน้าที่ของพระเจ้า ดังนั้นการที่เราจะสร้างคนขึ้นมา โดยใช้ AI (ระบบปัญญาประดิษฐ์) เหมือนกับเป็นการไปขัดพระประสงค์ของพระเจ้า สิ่งนี้คือสิ่งที่พระเจ้าทำมนุษย์ไม่ควรไปทำ ดังนั้นคนตะวันตกหรือในฝั่งยุโรปค่อนข้างต่อต้านกับ AI คิดว่าลึก ๆ คงมีประเด็นเรื่องสิ่งนี้อยู่ครับ
สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วพระเจ้าเปลี่ยนแปลงได้หลายรูปแบบ จะเป็นพระเจ้าในสิ่งของเช่นโต๊ะ ในเก้าอี้ หรือในคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (Personal Computer) ก็ได้ พระเจ้าอยู่ในรูปลักษณ์ อะไรก็ได้ นี่คือสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก
2.ในยุคนี้ที่ AI ล้ำหน้าไปเร็วมาก คุณคิดว่าต่อไปคิดว่าเส้นแบ่งของการเป็นมนุษย์กับหุ่นยนต์หรือ AI อยู่ที่ตรงไหน
โคเรเอดะ: จริง ๆ ตอนที่เขียนเรื่องนี้ ก็คิดถึงประเด็นนี้อยู่เหมือนกัน มันเป็นธีมสำคัญของเรื่องนี้ว่า อะไรคือ “เส้นแบ่งระหว่างคนกับ AI” ผมคิดว่าสิ่งนั้นคือ “จินตนาการ” ครับ คนคือสิ่งมีชีวิตที่จินตนาการได้ จึงเป็นที่มาของชื่อหนัง Sheep In The Box ที่มาจากเรื่อง “เจ้าชายน้อย” (The Little Prince) ที่ให้จิตนาการว่าสิ่งที่อยู่ในกล่องนั้นคืออะไร มนุษย์สามารถจินตนาการได้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในอนาคต AI จะจินตนาการข้ามเส้นนี้มาได้เหมือนกันหรือเปล่า ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ แต่ว่า ณ ตอนนี้ จินตนาการเป็นสิ่งที่มนุษย์มี และเป็นสิ่งที่แบ่งแยกระหว่างมนุษย์กับ AI ได้ครับ อย่างในเรื่องนี้ ทุกครั้งที่สูญเสียใครไปก็จะมีการปลูกต้นไม้ต้นหนึ่งเพื่อทดแทนคนที่จากไป แล้วพอไปดูต้นไม้ต้นนั้น มนุษย์เราก็จะสามารถจิตนาการถึงคนที่จากไปได้ว่าต้นไม้นี้คือตัวแทนของคนที่จากไปนะ นี่คือสิ่งที่มนุษย์มี แต่หุ่นยนต์ไม่มี อย่างบทพูดในภาพยนตร์นี้เป็นบทพูดที่มีความคลุมเครือ เพราะคนเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคลุมเครือ ไม่ได้ตอบทุกอย่างเป๊ะเหมือน AI อย่าง AI จะมีคำตอบที่ถูกต้องแบบคำนวนมาหมดเรียบร้อยแล้ว อย่างคำพูดที่ว่า ก็ดีแล้วนี่ หรือบทสนทนาที่มีความคลุมเครืออยู่ นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันคือเสน่ห์ของความเป็นมนุษย์ และนี่คือสิ่งที่เป็นเส้นแบ่งแยกระหว่างมนุษย์กับ AI
3. ที่ผ่านมาคุณทำหนังกับนักแสดงเด็กมาหลายครั้งแล้วคุณมีเคล็ดลับอะไรในการกำกับพวกเขา ที่ทำให้พวกเขายังเป็นตัวของตัวเองอยู่
โคเรเอดะ : จริง ๆ แต่ละเรื่องก็ต้องกำกับแบบพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ( case-by-case) อย่างเรื่อง Monster ก็อย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่ตอนที่เขียนบท ผมจะดูคาแรคเตอร์ของเด็กดูคำที่เด็กจะเป็นธรรมชาติที่จะพูดได้คือจะไม่ให้เด็กพูดคำที่เด็กไม่รู้จัก และส่วนใหญ่จะไปบอกบทหน้ากองถ่าย ไม่ให้บทเด็กก่อน อยากจะให้เด็กเป็นตัวเองจริง ๆ เป็นคำที่เด็กพูดจริง ๆ เป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญ และการทำงานกับเด็กคือจะไม่ไปสั่งให้เขาเร่งเขา ไม่ไปบังคับให้เขาว่า รีบทำเร็ว ๆ (ปรบมือทำท่าเร่ง) แล้วผมก็ไม่ให้การบ้านเด็กครับ ต้องทำให้เด็กรู้สึกสนุกและอยากมาที่กองถ่ายเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดครับ
4. การทำงานกับ ริมุ คุวากิ ผู้รับบทคาเครุในเรื่องนี้ เป็นอย่างไรบ้าง
โคเรเอดะ: ด้วยความที่น้องยังเด็กอยู่ เด็กก็ช่วงเวลาที่หิวช่วงเวลาที่ง่วง อย่างเช่น ถ้าง่วงก็จะปล่อยน้องไปนอนไปเลยเต็มที่ 1 ชั่วโมง แล้วก็ให้น้องกลับมาในสภาพที่แข็งแรงสดชื่นที่สุด แล้วค่อยทำงานกัน สิ่งที่สำคัญสำหรับการทำงานกับเด็กก็คือ “รอได้” ต้องรอเด็กได้ เพราะว่าธรรมชาติของเด็ก ไม่สามารถไปฝืนได้ นี่คือสิ่งที่ผมให้ความสำคัญครับ
5.คุณทำงานก้บ ฮินาตะ ฮิรางิ อีกครั้งหลังจาก Monster ในเรื่องนี้เขาเติบโตขึ้นอย่างไบ้าง
โคเรเอดะ : (หัวเราะ) เป็นการกลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบ 2 ปีครับ สิ่งที่เจอคือภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ทั้งเสียงเปลี่ยนเสียงแตกแล้ว แล้วก็สูงขึ้น แน่นอนว่าภาพลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนแต่ภายในน้องก็ยังเป็นคนเดิม ยังไม่ได้เปลี่ยนไป ยังเป็นคนที่เรียนรู้เร็ว เป็นคนที่พึ่งพาได้ เพราะว่าในเรื่องนี้เขาต้องรับบทเป็นเหมือนพี่ชายของเด็ก ๆ ในเรื่อง ผมก็รู้สึกว่าดีจังที่ได้เขามารับบทเป็นพี่ชายในเรื่องนี้เพราะว่าเขาพึ่งพาได้จริง ๆ
6. หนังหลาย ๆ เรื่องของคุณเกี่ยวกับกับครอบครัว ถ้าให้เลือกไปใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวจากหนังของคุณเอง คุณคิดว่าอยากอยู่กับครอบครัวไหน
โคเรเอดะ: ( หัวเราะ) หมายถึงครอบครัวในหนังของผมใช่ไหมครับ ยังไงดีนะ (คิดหนักมาก) ไม่มีเลย ถ้าไปอยู่ในเรื่อง Our Little Sister กับสี่สาวก็คงดูไม่ดี เหมือนไปเป็นคุณลุงไปอยู่กับเขาก็คงจะดูแปลก ๆ ก็คงจะไม่เลือกครอบครัวไหนเลยครับ
7..ครั้งนี้เป็นการทำงานของคุณเป็นครั้งที่ 3 กับผู้กำกับภาพริวโตะ คนโดะ (Ryuto Kondo) และถ่ายหนังเรื่องนี้ด้วยฟิล์ม 35 มม. เหตุใดคุณถึงถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วยฟิล์มในเนื้อหาที่มีความไซไฟ และจุดเด่นของงานภาพของคนโดะซังเป็นอย่างไร
โคเรเอดะ: เหตุผลหลัก ๆ เลยเลยคือในหนังเรื่องนี้มีฉากในป่าที่เป็นฉากที่ยิ่งใหญ่สวยงามมาก เป็นฉากที่ยังไงก็ต้องถ่ายด้วยฟิล์ม 35 มม. ส่วนจุดเด่นในการถ่ายทำของคนโดะซัง น่าจะเป็นการที่เขาสามารถหามุม (Position) ที่ผมมองไม่เห็น แต่เขามองเห็นและมันเป็นภาพที่เจ๋งมาก ๆ ดีมาก ๆ และนี่คือเสน่ห์ของเขาครับ
8.แฟนๆชาวไทยชื่นชอบผลงานของคุณกันมานาน และติดตามอย่างเหนียวแน่น จนมีชื่อเล่นให้คุณที่เรียกด้วยความยกย่องว่า “คุณพ่อโคเรเอดะ” คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง
โคเรเอดะ: (หัวเราะ) คือว่าก็เข้าใจว่าทุกคนเรียก “คุณพ่อ” ในเชิงเคารพ ผมก็รู้สึกดีใจครับ แต่นอกเหนือจากผมก็ยังมีผู้กำกับอีกมากมายที่เก่งกว่าผม ก็อยากจะให้ไปติดตามผลงานของพวกเขาด้วยนะครับ
ติดตามคุณพ่อคนอื่น ๆ ด้วยใช่ไหมคะ
โคเรเอดะ: ใช่ครับ (หัวเราะ)
9. อยากฝากอะไรกับแฟนๆชาวไทยที่กำลังจะดูเรื่อง “Sheep in the Box”
โคเรเอดะ: สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวไทย ผมฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ตอนนี้ผมก็มาที่ประเทศไทยแล้วครับพร้อมกับผลงานเรื่องใหม่ Sheep In the Box ที่จะฉายวันที่ 2 กรกฎาคมเป็นต้นไป ซึ่งในเรื่องนี้ก็เป็นการกลับมาเจอกับคุณฮารุกะ อายาเสะ ในรอบ 11 ปี เป็นนักแสดงนำในเรื่องนี้ กับคุณไดโกะ ที่รับบทนำคู่กัน เป็นคู๋สามีภรรยาที่รับหุ่นยนต์ที่แทนตัวลูกชายมาเลี้ยงดูเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตในฐานะพ่อแม่ อยากให้ติดตามเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ยังไงก็ฝากคนไทยทุกคนติดตามด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ