เจาะประเด็นต่างชาติมองประเทศเรายังไงจากนักลงทุนตัวจริง

กระทู้สนทนา
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
ประเด็นไทยในคลิปนี้คมที่สุดตรงประโยคของ Allan Zeman ว่า:
“Thailand will, in spite of itself, work itself out. It has too many good things going for it.”
แปลตรงความหมายคือ ไทยมีทรัพย์สินและข้อได้เปรียบดีมากจนยังไปต่อได้ แม้ระบบของตัวเองจะคอยถ่วงอยู่ก็ตาม
เขาไม่ได้มองว่าไทยพัง แต่จัดไทยอยู่คนละประเภทกับเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ กล่าวคือ ประเทศอื่นถูกมองเป็นฐานการผลิต เทคโนโลยี หรือศูนย์กลางธุรกิจ ส่วนไทยถูกมองเป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าเที่ยว ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และใช้ชีวิตมากกว่าเป็นที่ตั้งบริษัทแห่งอนาคต เขาพูดถึงไทยก็ต่อเมื่อพิธีกรทักว่าไม่ได้กล่าวถึง และประเด็นที่เขายกขึ้นมาคือการเมือง การถือหุ้นต่างชาติ และภูเก็ตเป็นหลัก
1. ทำไมเขาพูดถึงเวียดนาม–มาเลเซียก่อนประเทศไทย
ลำดับคำตอบสะท้อนภาพจำของนักลงทุนต่างชาติได้ดี:
เวียดนาม: ประเทศกำลังไล่ตาม มีแรงส่งการผลิตและการส่งออก
มาเลเซีย: Semiconductor และ AI supply chain
สิงคโปร์: กฎชัด ประสิทธิภาพสูง ศูนย์กลางเงินและบริษัท
อินโดนีเซีย: ตลาดใหญ่ ประชากรมาก
ไทย: ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ วัฒนธรรมและคุณภาพชีวิต
ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าต่างชาติไม่ชอบไทย แต่คือเขาชอบไทยในฐานะ สถานที่มาใช้เงิน มากกว่าสถานที่ มาสร้างกิจการระดับโลก
นี่เป็นความแตกต่างสำคัญมาก:
คนรวยซื้อบ้านภูเก็ต → เงินเข้าอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ร้านอาหารและสุขภาพ
บริษัทเทคโนโลยีตั้งสำนักงานใหญ่หรือศูนย์ R&D → เกิดงานทักษะสูง IP ผู้ประกอบการ และผลิตภาพระยะยาว
ไทยทำอย่างแรกได้ดีมาก แต่อย่างหลังยังไม่ดีเท่าสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือเวียดนามในสายตานักลงทุนบางกลุ่ม
2. เขาบอกเศรษฐกิจไทยไม่ดีเพราะการเมืองเปลี่ยน — ถูกเพียงบางส่วน
Zeman เชื่อว่าการเปลี่ยนผู้นำและปรัชญาทางเศรษฐกิจทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง เรื่องนี้มีส่วนจริง เพราะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ กฎภาษี และการปฏิรูปต้องใช้เวลาหลายปี การเปลี่ยนรัฐบาลทำให้เอกชนไม่แน่ใจว่าแผนเดิมจะถูกเดินหน้าหรือรื้อใหม่
แต่การอธิบายว่าเศรษฐกิจไทยอ่อนเพราะเปลี่ยนรัฐบาลอย่างเดียวตื้นเกินไป ปัญหาแท้จริงเป็นเชิงโครงสร้าง ได้แก่:
ผลิตภาพแรงงานโตช้า
การเคลื่อนย้ายแรงงานไปสู่อุตสาหกรรมผลิตภาพสูงไม่เพียงพอ
ประชากรสูงวัย
หนี้ครัวเรือนสูง
SME เข้าถึงเงินทุนยาก
ภาคบริการบางส่วนยังปิดการแข่งขัน
การศึกษาไม่ตรงกับงานใหม่
ธุรกิจเก่ามีอำนาจตลาดสูง
NESDC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตเพียง 1.5–2.5% โดยมีค่ากลาง 2.0% ขณะที่ IMF ระบุว่ากระบวนการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยชะลอลงและจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเพื่อเพิ่มผลิตภาพและความสามารถแข่งขัน
ดังนั้น:
การเมืองไม่ใช่โรคหลัก แต่เป็นตัวทำให้โรคเชิงโครงสร้างไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่อง
3. คำกล่าวเรื่องต่างชาติถือได้เพียง 49% — ไม่แม่นทางกฎหมาย แต่จับปัญหาได้ถูก
Zeman พูดเหมือนธุรกิจในไทยทุกแห่งต้องมีคนไทยถือหุ้นเกินครึ่ง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งหมด
ตามหลักเกณฑ์ BOI:
กิจการในบัญชีหนึ่งของ Foreign Business Act ต้องมีคนไทยถืออย่างน้อย 51%
โครงการที่ได้รับส่งเสริมในกิจการบัญชีสองและสาม โดยหลักไม่มีข้อจำกัดสัดส่วนต่างชาติ เว้นแต่มีกฎหมายเฉพาะกำหนด
กิจการที่อยู่ในกลุ่มส่งเสริมหลายประเภทสามารถถือโดยต่างชาติได้ 100% และได้รับหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจต่างด้าวได้
แต่แก่นคำวิจารณ์ของเขายังถูก เพราะนอก BOI ยังมีธุรกิจบริการจำนวนมากที่:
ต่างชาติถือหุ้นข้างมากไม่ได้โดยอัตโนมัติ
ต้องขอ Foreign Business License
ต้องตีความว่ากิจกรรมเข้าบัญชีใด
ถูกจำกัดเรื่องที่ดิน อาชีพ ใบอนุญาต และบุคลากร
ต้องใช้เวลาและที่ปรึกษากฎหมายมาก
OECD ประเมินว่ากฎจำกัด FDI ของไทยเข้มกว่าค่าเฉลี่ย OECD อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะภาคบริการ และข้อจำกัดนี้ทำให้ไทยมีคะแนนด้านการค้าบริการไม่ดีเมื่อเทียบกับคู่แข่งอาเซียนบางประเทศ
สรุปคือ:
Zeman อธิบายกฎหมายแบบเหมารวม แต่การวินิจฉัยว่าไทยเสียโอกาสจากความซับซ้อนและข้อจำกัดในภาคบริการนั้นถูก
4. ทำไมเรื่องนี้กระทบไทยมากขึ้นในยุค AI
ในอดีต นักลงทุนที่สร้างโรงงานใหญ่สามารถยอมรับกระบวนการซับซ้อนได้ เพราะมีเงิน มีที่ปรึกษา และสามารถขอ BOI
แต่เศรษฐกิจใหม่ประกอบด้วยบริษัทขนาดเล็กและคนเก่งเคลื่อนย้ายสูง เช่น:
AI startup
ซอฟต์แวร์
Design studio
Professional services
Digital health
Wealth management
Wellness technology
Creative business
บริษัทที่ถือ IP
บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ต้องการที่ดินพันไร่หรือแรงงานหมื่นคน แต่ต้องการ:
ถือกิจการเองได้
นำคนเก่งเข้ามาง่าย
เปิดบริษัทและบัญชีธนาคารเร็ว
กฎภาษีแน่นอน
เคลื่อนย้ายเงินทุนสะดวก
ปกป้อง IP ได้
ปิดกิจการหรือขายหุ้นได้โดยไม่ติดระบบมาก
เมื่อเลือกได้ระหว่างไทย สิงคโปร์ ดูไบ มาเลเซีย และเวียดนาม ความยุ่งยากเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ผู้ก่อตั้งเลือกประเทศอื่นได้
นี่คือเหตุผลที่ไทยอาจได้ Data center มูลค่าแสนล้าน แต่ไม่ได้แปลว่าจะได้บริษัทซอฟต์แวร์ ผู้ประกอบการ และ IP ที่สร้างมูลค่ารอบ Data center นั้นทั้งหมด
5. การปราบ Nominee ผิดหรือไม่
ไม่ผิด เพราะการให้คนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่ได้ลงทุนหรือมีอำนาจจริง เป็นการหลบเลี่ยงกฎหมายและสร้างความเสี่ยงเรื่องฟอกเงิน ภาษี และสิทธิในทรัพย์สิน
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุในรายงานปี 2568 ว่ามีการตรวจสอบโครงสร้างที่ใช้คนไทยทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างชาติอย่างจริงจัง
แต่ปัญหาคือ หากรัฐทำเพียง:
คงข้อจำกัดเก่าไว้
ปราบ Nominee เข้มขึ้น
แต่ไม่สร้างช่องทางถูกกฎหมายที่ง่ายขึ้น
ผลคือผู้ประกอบการดี ๆ อาจไม่ยอมเข้ามาตั้งแต่แรก
แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือ:
เปิดกิจการบริการที่ไม่เกี่ยวกับความมั่นคงให้ต่างชาติถือได้มากขึ้น
เปิดเผย Beneficial owner อย่างชัดเจน
ลงโทษ Nominee จริง
กำหนดเงื่อนไขจ้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเสียภาษีแทนการบังคับหาหุ้นส่วนไทยปลอม
สงวนกิจการอ่อนไหวเฉพาะที่จำเป็นจริง
การปกป้องกิจการไทยแบบกว้างเกินไปอาจปกป้องผู้ประกอบการเดิมจากการแข่งขัน แต่ทำให้ผู้บริโภคและเศรษฐกิจไทยเสียผลิตภาพระยะยาว
6. แต่คำพูดว่าไทยดึงดูดต่างชาติไม่ได้ ก็ไม่จริง
ไทยยังดึง FDI ได้มหาศาล
BOI รายงานว่าปี 2568 มีคำขอลงทุนจากต่างประเทศประมาณ 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% และไตรมาสแรกปี 2569 มีคำขอส่งเสริมการลงทุนรวมเกิน 1.01 ล้านล้านบาท นำโดย Digital, Electronics, AI infrastructure, พลังงานสะอาด อาหาร โลจิสติกส์และยานยนต์
ดังนั้นภาพจริงคือ:
ไทยไม่ได้ขาดเงินลงทุน
ไทยไม่ได้ปิดประเทศ
บริษัทใหญ่ยังเข้ามาได้ผ่าน BOI
ปัญหาอยู่ที่ความเปิดกว้างของภาคบริการ ธุรกิจขนาดเล็ก และผู้ประกอบการต่างชาติ
ยอดคำขอลงทุนไม่เท่ากับเม็ดเงินจริงที่ก่อสร้างเสร็จ
เงินลงทุนสูงไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดกำไร งานทักษะสูง หรือ Supplier ไทยมากเท่ากัน
ไทยเก่งในการเจรจาดีลใหญ่เป็นรายโครงการ แต่ยังไม่เก่งในการสร้างระบบที่ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้ามาได้โดยไม่ต้องพึ่งการเจรจาพิเศษ
7. ภูเก็ตคือภาพของ “ประเทศไทยที่ชนะ”
Zeman มีโรงแรม Andara และพัฒนาโครงการ Sudara ที่บางเทา เขาอ้างว่าเฟสแรก 250 ยูนิตขายได้ประมาณ 80% โดยผู้ซื้อจำนวนมากมาจากรัสเซีย โปแลนด์ บัลแกเรียและประเทศอื่น ๆ ที่มองภูเก็ตเป็นบ้านหลังที่สองและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัว
สิ่งที่ภูเก็ตขายไม่ใช่แค่คอนโด แต่ขายเป็นแพ็กเกจ:
ความปลอดภัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์
อากาศและทะเล
โรงเรียนนานาชาติ
โรงพยาบาลเอกชน
อาหารและบริการ
ชุมชนชาวต่างชาติ
ค่าใช้ชีวิตต่ำกว่าศูนย์กลางตะวันตก
การเดินทางระหว่างเอเชีย ยุโรปและตะวันออกกลาง
นี่คือ Moat ที่ประเทศอื่นลอกได้ยาก เพราะเกิดจากภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม โครงสร้างบริการและชื่อเสียงสะสม
แต่ Zeman มีผลประโยชน์โดยตรง จึงต้องหักน้ำหนักคำเชียร์ออก และตลาดกำลังมีความเสี่ยงด้าน Supply ด้วย REIC รายงานว่าทำเลบางเทา–สุรินทร์มียอดขายสูงที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ก็มีสต๊อกเหลือขายสูงถึงประมาณ 4,466 หน่วย เช่นกัน
ดังนั้นภูเก็ตอาจโตต่อ แต่ไม่ใช่ทุกโครงการจะชนะ ผู้พัฒนาที่ซื้อที่ดินแพง สร้างช้า หรือพึ่ง Yield รับประกันมากเกินไปอาจมีปัญหาเมื่อ Supply เพิ่มขึ้น
8. คำพูดของเขาสะท้อนว่าไทยมี “สองระบบเศรษฐกิจ”
ประเทศไทยในฐานะสถานที่ — แข็งแรง
ทำเลใจกลางเอเชีย
คุณภาพชีวิตดี
อาหารและวัฒนธรรม
ระบบโรงพยาบาลเอกชน
ท่องเที่ยวระดับโลก
โรงแรมและบริการ
อุตสาหกรรมรถยนต์และ Supply chain เดิม
ปลอดภัยกว่าหลายพื้นที่ของโลก
รองรับชาวต่างชาติระยะยาวได้ดี
ประเทศไทยในฐานะระบบเศรษฐกิจ — อ่อนกว่า
กฎหลายหน่วยงาน
เปิดบริษัทและขอใบอนุญาตซับซ้อน
ข้อจำกัดบริการและต่างชาติ
การเมืองและนโยบายไม่ต่อเนื่อง
ปฏิรูปช้า
ราชการเน้นควบคุมมากกว่าอำนวยความสะดวก
คนเก่งและ Startup เลือกประเทศอื่นได้ง่าย
จึงเกิดปรากฏการณ์:
ไทยเป็นประเทศที่คนต่างชาติอยากอยู่ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่บริษัทของเขาอยากจดทะเบียนหรือถือ IP
บางคนตั้งบริษัทในสิงคโปร์หรือฮ่องกง แต่ใช้ชีวิต ทำงาน และใช้เงินในไทย ผลคือไทยได้รายได้บริการและอสังหาริมทรัพย์ แต่ศูนย์กำไร การระดมทุน และทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ประเทศอื่น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่