หากเอกชนจะมาเช่าใช้รางรถไฟ 3 อย่างที่ต้องมีเพื่ออยู่รอด ได้แก่
1.รถไฟต้องเดินทางได้เร็วกว่ารถยนต์
2.รถไฟตรงเวลาสม่ำเสมอ
3.ค่าตั๋วที่จ่ายไปต้องคุ้มค่ากับเวลาเดินทาง
ตอนนี้ทางรฟท.ก็เปิดโอกาสให้เอกชนมาเช่าใช้รางแล้ว รฟท.ก็จะได้ค่าเช่ารางจากเอกชนไป ช่วยให้องค์กรมีความอยู่รอดมากขึ้น
ค่าเช่ารางก็คิดในอัตรา 44 บาท/คัน/กม. ซึ่งเป็นค่าเช่าที่หลายคนบ่นว่าแพง เอกชนที่มาเช่าไม่น่าจะทำธุรกิจได้
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ต้องมาเปิดข้อมูลตัวเลขในมุมต่างๆกันว่า เอกชนผู้เช่ารางจะมีโอกาสอยู่รอดได้ขนาดไหน
ขอยกตัวอย่างซัก 2 เส้นทางคือ กรุงเทพ-โคราช กรุงเทพ-หัวหิน
เส้นทางกรุงเทพ-โคราช มีรายละเอียดดังนี้
เพื่อกำหนดค่าโดยสารให้เอกชนอยู่รอดได้ในระยะยาวภายใต้ต้นทุน ค่าเช่าราง (Track Access Charge) 44 บาท/คัน/กม. บนเส้นทาง กรุงเทพฯ - โคราช (ระยะทางประมาณ 253 - 264 กม.) ค่าโดยสารควรตั้งอยู่ที่ ประมาณ 1.5 - 2.5 บาท ต่อผู้โดยสาร-กิโลเมตร ซึ่งจะสอดคล้องกับราคาตั๋วราว 400 - 650 บาท ต่อเที่ยว
ตัวเลขนี้ประเมินจากโครงสร้างต้นทุนจริง ดังนี้ครับ:
1. การคำนวณต้นทุนต่อเที่ยว
• ค่าใช้ราง: ขบวนละไม่น้อยกว่า 4 คัน (เช่น หัวรถจักร 1 + ตู้โดยสาร 3) = 44 × 264 กม. = 11,616 บาท/เที่ยว
• ต้นทุนต่อคน: หากขบวนรถบรรทุกผู้โดยสารได้ราว 200 คน (อัตราการบรรทุก 50-70%) จะเป็นค่าใช้รางประมาณ 58 - 116 บาท ต่อคน
• ต้นทุนการดำเนินงานจริง (ค่าพนักงาน, พลังงาน/ไฟฟ้า, ซ่อมบำรุง): ข้อมูลอ้างอิงจาก รฟท. ระบุว่าต้นทุนการเดินรถเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 บาท/คน/กม. (หรือคิดเป็นประมาณ 700 - 800 บาท ต่อคนสำหรับระยะทางนี้)
2. อัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมและแข่งขันได้
เมื่อนำต้นทุนการเดินรถมารวมกับค่าเช่ารางและส่วนกำไรเพื่อให้ธุรกิจระยะยาวอยู่รอดได้:
• รถไฟธรรมดา (เร่งด่วนพิเศษ / ด่วน): อัตราเฉลี่ยควรอยู่ที่ประมาณ 1.2 - 1.8 บาท/กม. (ค่าตั๋ว 300 - 500 บาท) เหมาะสำหรับผู้โดยสารทั่วไปที่ต้องการประหยัด
• รถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail): หากเอกชนรับความเสี่ยงบริหารจัดการเอง อัตราค่าโดยสารมักจะขยับขึ้นไปที่ 2.0 - 2.5 บาท/กม. (ค่าตั๋ว 500 - 700 บาท) เนื่องจากต้นทุนตัวรถและการบำรุงรักษาสูงกว่า
3. ปัจจัยเสี่ยงที่เอกชนต้องบริหารจัดการ
เพื่อให้ธุรกิจแข่งขันกับทางเลือกอื่น (เช่น รถยนต์ส่วนตัวบนมอเตอร์เวย์) และทำกำไรได้:
• อัตราความจุ (Load Factor): ต้องรักษาฐานผู้โดยสารไม่ให้ขบวนรถวิ่งว่าง มิฉะนั้นต้นทุนค่าเช่ารางจะบีบอัตรากำไรทันที
• การแข่งขัน: เส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช เป็นเส้นทางแข่งขันสูง (รถตู้, รถทัวร์, รถยนต์) การตั้งราคาสูงเกินไปจะทำให้ผู้โดยสารหาย
ขอยกตัวอย่างค่าตั๋วโดยสารสำหรับเส้นทางกรุงเทพ-โคราชในราคา 450 และ 500 บาท โอกาสอยู่รอดมีมากน้อยเพียงใด
ถ้าราคา 450 บาท จะเป็นดังนี้
ราคา 450 บาทถือว่าเป็นไปได้ หากบริหารจัดการผู้โดยสารให้เต็มขบวน
เจาะลึกโครงสร้างต้นทุนและราคาที่เหมาะสมดังนี้:
1. วิเคราะห์ต้นทุน (ต่อเที่ยว)
• ค่าเช่ารางของการรถไฟฯ (Track Access Charge): คิดจาก 44 บาท × จำนวนตู้โดยสาร (เช่น 5 ตู้) × ระยะทาง (250 กม.) ≈ 55,000 บาท/เที่ยว
• ต้นทุนต่อผู้โดยสาร 1 คน (ในกรณีรถไฟ 1 ขบวนมี 300 ที่นั่ง):
• ต้นทุนอื่นๆ เพิ่มเติม: ค่าไฟฟ้า/น้ำมัน, ค่าเสื่อมสภาพขบวนรถ, ค่าจ้างพนักงาน, ค่าซ่อมบำรุง และค่าบริหารจัดการ จะบวกเพิ่มอีกประมาณ 150 - 200 บาท/คน
2. อัตราค่าโดยสารที่เอกชนควรตั้ง
• ราคา 450 บาท (เฉลี่ยประมาณ 1.7 - 1.8 บาท/กม.): เป็นราคาที่ แข่งขันได้ดี เมื่อเทียบกับรถทัวร์ปรับอากาศและเหมาะสมกับกำลังซื้อของผู้เดินทางเส้นทางนี้ โดยเอกชนจะได้กำไรสุทธิหากสามารถทำ อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ให้อยู่ในระดับ 70 - 80% ขึ้นไป
• ความเสี่ยงในระยะยาว: ต้นทุนผันแปรเช่น พลังงาน และการซ่อมบำรุง อาจปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงต้องแข่งกับระบบรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ในอนาคต ทำให้เอกชนอาจต้องทำ ตั๋วราคาโปรโมชั่น เพื่อดึงดูดผู้โดยสาร
ถ้าราคา 500 บาท จะเป็นดังนี้
ค่าโดยสาร 500 บาทเป็นราคาที่สมเหตุสมผลและสามารถเป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ต้นทุนในระยะยาว เอกชนจำเป็นต้องตั้งราคาให้อยู่ในช่วง 400 - 800 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบการให้บริการ ดังนี้:
1. ต้นทุนค่าเช่าราง (Track Access Charge)
• ตามประกาศของ รฟท. ค่าเช่ารางสำหรับรถไฟโดยสารอยู่ที่ 44 บาท/คัน/กม.
• ขบวนรถ 1 ขบวน หากประกอบด้วยตู้โดยสาร 4-8 ตู้ จะมีต้นทุนค่าใช้รางอยู่ที่ราวๆ 44 × 4 ถึง 44 × 8 บาทต่อกิโลเมตร
• ตีเป็นต้นทุนค่าใช้รางประมาณ 176 - 352 บาทต่อกิโลเมตร ของระยะทางทั้งหมด
2. การวิเคราะห์ราคา 500 บาท
• ระยะทาง: กรุงเทพ-โคราช อยู่ที่ประมาณ 250 กิโลเมตร
• ต้นทุนราง: 250 กม. x (สมมติใช้ 4 ตู้) 176 บาท = ประมาณ 44,000 บาทต่อเที่ยว
• หากมีผู้โดยสาร 200 คน (อัตราการนั่ง 50%) ต้นทุนค่ารางจะตกอยู่ที่คนละ 220 บาท
• หากบวกต้นทุนค่าไฟฟ้า/น้ำมัน ค่าซ่อมบำรุงขบวนรถ ค่าพนักงาน และกำไรทางธุรกิจ (ประมาณ 30-50% ของต้นทุนทั้งหมด) ค่าโดยสารที่เหมาะสมจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 500 - 800 บาท
3. ปัจจัยที่เอกชนต้องพิจารณาให้อยู่รอดได้:
• การแข่งขันกับระบบอื่น: หากตั้งราคา 500 บาท จะใกล้เคียงกับรถตู้หรือรถทัวร์ระดับพรีเมียม แต่หากตั้งสูงเกิน 700-800 บาท ผู้โดยสารอาจหันไปใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Train) แทน
• อัตราการบรรทุก (Load Factor): ในช่วงเทศกาลอาจทำกำไรได้ดี แต่ในวันธรรมดาจะต้องมีกลยุทธ์ดึงดูดผู้โดยสาร เพื่อไม่ให้แบกรับต้นทุนวิ่งรถเปล่า
ซึ่งถ้าราคาตั๋วโดยสารรถไฟอยู่ที่ 450 และ 500 บาท การที่จะเปลี่ยนให้คนที่ใช้รถยนต์มาใช้รถไฟ รถไฟก็ต้องทำเวลาเดินทางได้ดีกว่ารถยนต์ พอสรุปได้ดังนี้
หากตั๋วรถไฟราคา 450 บาท
รถทัวร์เดินทางจากกรุงเทพถึงโคราชมีค่าโดยสาร 261 บาท ใช้เวลา 3.5-4 ชั่วโมงในการเดินทาง
ถ้าต้องการให้คนเปลี่ยนจากรถทัวร์มาใช้บริการรถไฟ รถไฟจะต้องใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง ตรงเวลาสม่ำเสมอ
นี่คือเงื่อนไขสำหรับรถไฟราคา 450 บาท
หากตั๋วรถไฟราคา 500 บาท
ถ้าต้องการให้คนเปลี่ยนจากรถทัวร์มาใช้บริการรถไฟ รถไฟจะต้องใช้เวลาเดินทาง 1.5-2 ชั่วโมง ตรงเวลาสม่ำเสมอ
เราก็ขอตีว่า ตั๋วรถไฟในราคา 500 บาทซึ่งเป็นราคาที่เอกชนอยู่รอดได้ดี รถไฟควรจะเดินทางจากกรุงเทพถึงโคราชโดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที ซึ่งใกล้เคียงกับรถไฟความเร็วสูงแล้ว
จากข้อมูลนี้ เอกชนมาทำธุรกิจยากมากอยู่ และต้องรอให้รถไฟทางคู่สายอีสานสร้างเสร็จก่อนด้วย
ตอนนี้ทางคู่มาบกระเบา-จิระ ก็ยังมีปัญหาอยู่ และคาดว่าจะใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเคลียร์ปัญหาเสร็จ
https://www.facebook.com/share/p/18QNLWVb8S/
จึงขอฟันธงว่า เอกชนยังไม่ควรมาเช่ารางทำรถไฟโดยสารในช่วงนี้ ต่อให้รฟท.ลดราคาค่าเช่า 44 บาท/คัน/กม. เหลือ 22 บาท/คัน/กม. ก็อย่าพึ่งมาทำ เพราะเสียเปรียบเรื่องเวลามาก เพราะทางคู่ยังไม่เสร็จดี แถมถ้า m6 เปิดบริการเต็มรูปแบบ รถไฟจะยิ่งเสียเปรียบมาก รอให้เหตุปัจจัยเปลี่ยนก่อน เอกชนค่อยคิดมาลงทุนเช่าราง
ขออีก 1 เส้นทาง กรุงเทพ-หัวหิน
ในการกำหนดราคาตั๋วโดยสารเส้นทาง กรุงเทพฯ - หัวหิน (ระยะทางประมาณ 220-250 กิโลเมตร) ด้วยต้นทุนค่าเช่ารางของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ 44 บาท/คัน/กม. เอกชนควรตั้งราคาที่ ประมาณ 500 - 800 บาท ต่อเที่ยว จึงจะครอบคลุมต้นทุนและดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้
การคำนวณโครงสร้างต้นทุนประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้ครับ:
1. ต้นทุนค่าใช้ทาง (Track Access Charge)
ระยะทาง: กรุงเทพฯ - หัวหินอยู่ที่ประมาณ 220 กิโลเมตร
ต้นทุนค่าราง: \(44 \text{ บาท} \times 220 \text{ กม.} = 9,680 \text{ บาท ต่อเที่ยว (ต่อคัน)}\)
ค่ารางต่อที่นั่ง: หากใช้ขบวนรถที่มี 40 ที่นั่ง จะมีต้นทุนเฉพาะค่ารางราวๆ 242 บาท/คน
2. ต้นทุนการเดินรถอื่นๆ ที่เอกชนต้องรับผิดชอบ
ต้นทุน 44 บาท เป็นเพียงค่าใช้ราง เอกชนจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่:
ค่าน้ำมัน/ค่าไฟฟ้าในการขับเคลื่อน
ค่าจ้างพนักงานขับรถและพนักงานบริการ
ค่าบำรุงรักษาขบวนรถและประกันภัย
ค่าเสื่อมราคาของตัวรถและระบบอำนวยความสะดวกบนขบวนรถ
3. การประมาณการราคาขาย (เพื่อให้เอกชนอยู่รอด)
เมื่อนำค่าใช้รางมารวมกับต้นทุนแฝงและโอกาสที่ผู้โดยสารจะไม่เต็มขบวนในทุกเที่ยว (Load Factor ต่ำกว่า 100%) ราคาที่เหมาะสมจะแบ่งตามรูปแบบบริการ:
บริการชั้นประหยัด (Economy): ราคา 500 - 600 บาท (แข่งขันกับรถตู้และรถทัวร์ได้)
บริการชั้นธุรกิจ/ตู้นอนปรับอากาศ: ราคา 700 - 900 บาท (เน้นความสะดวกสบายและสิ่งอำนวยความสะดวก)
หากตั๋วรถไฟราคา 500 บาท
รถทัวร์เดินทางจากกรุงเทพถึงหัวหินมีค่าโดยสาร 330 บาท ใช้เวลา 4 ชั่วโมงในการเดินทาง
ถ้าต้องการให้คนเปลี่ยนจากรถทัวร์มาใช้บริการรถไฟ รถไฟจะต้องใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง 18 นาที
นี่คือเงื่อนไขสำหรับตั๋วรถไฟกรุงเทพ-หัวหิน
ถ้าเอกชนสามารถทำตามที่บอกนี้ได้ เอกชนก็สามารถอยู่รอดในการเช่ารางได้
ทางรอด 3 ข้อของเอกชนที่จะมาเช่าใช้รางรถไฟ
1.รถไฟต้องเดินทางได้เร็วกว่ารถยนต์
2.รถไฟตรงเวลาสม่ำเสมอ
3.ค่าตั๋วที่จ่ายไปต้องคุ้มค่ากับเวลาเดินทาง
ตอนนี้ทางรฟท.ก็เปิดโอกาสให้เอกชนมาเช่าใช้รางแล้ว รฟท.ก็จะได้ค่าเช่ารางจากเอกชนไป ช่วยให้องค์กรมีความอยู่รอดมากขึ้น
ค่าเช่ารางก็คิดในอัตรา 44 บาท/คัน/กม. ซึ่งเป็นค่าเช่าที่หลายคนบ่นว่าแพง เอกชนที่มาเช่าไม่น่าจะทำธุรกิจได้
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ต้องมาเปิดข้อมูลตัวเลขในมุมต่างๆกันว่า เอกชนผู้เช่ารางจะมีโอกาสอยู่รอดได้ขนาดไหน
ขอยกตัวอย่างซัก 2 เส้นทางคือ กรุงเทพ-โคราช กรุงเทพ-หัวหิน
เส้นทางกรุงเทพ-โคราช มีรายละเอียดดังนี้
เพื่อกำหนดค่าโดยสารให้เอกชนอยู่รอดได้ในระยะยาวภายใต้ต้นทุน ค่าเช่าราง (Track Access Charge) 44 บาท/คัน/กม. บนเส้นทาง กรุงเทพฯ - โคราช (ระยะทางประมาณ 253 - 264 กม.) ค่าโดยสารควรตั้งอยู่ที่ ประมาณ 1.5 - 2.5 บาท ต่อผู้โดยสาร-กิโลเมตร ซึ่งจะสอดคล้องกับราคาตั๋วราว 400 - 650 บาท ต่อเที่ยว
ตัวเลขนี้ประเมินจากโครงสร้างต้นทุนจริง ดังนี้ครับ:
1. การคำนวณต้นทุนต่อเที่ยว
• ค่าใช้ราง: ขบวนละไม่น้อยกว่า 4 คัน (เช่น หัวรถจักร 1 + ตู้โดยสาร 3) = 44 × 264 กม. = 11,616 บาท/เที่ยว
• ต้นทุนต่อคน: หากขบวนรถบรรทุกผู้โดยสารได้ราว 200 คน (อัตราการบรรทุก 50-70%) จะเป็นค่าใช้รางประมาณ 58 - 116 บาท ต่อคน
• ต้นทุนการดำเนินงานจริง (ค่าพนักงาน, พลังงาน/ไฟฟ้า, ซ่อมบำรุง): ข้อมูลอ้างอิงจาก รฟท. ระบุว่าต้นทุนการเดินรถเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 บาท/คน/กม. (หรือคิดเป็นประมาณ 700 - 800 บาท ต่อคนสำหรับระยะทางนี้)
2. อัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมและแข่งขันได้
เมื่อนำต้นทุนการเดินรถมารวมกับค่าเช่ารางและส่วนกำไรเพื่อให้ธุรกิจระยะยาวอยู่รอดได้:
• รถไฟธรรมดา (เร่งด่วนพิเศษ / ด่วน): อัตราเฉลี่ยควรอยู่ที่ประมาณ 1.2 - 1.8 บาท/กม. (ค่าตั๋ว 300 - 500 บาท) เหมาะสำหรับผู้โดยสารทั่วไปที่ต้องการประหยัด
• รถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail): หากเอกชนรับความเสี่ยงบริหารจัดการเอง อัตราค่าโดยสารมักจะขยับขึ้นไปที่ 2.0 - 2.5 บาท/กม. (ค่าตั๋ว 500 - 700 บาท) เนื่องจากต้นทุนตัวรถและการบำรุงรักษาสูงกว่า
3. ปัจจัยเสี่ยงที่เอกชนต้องบริหารจัดการ
เพื่อให้ธุรกิจแข่งขันกับทางเลือกอื่น (เช่น รถยนต์ส่วนตัวบนมอเตอร์เวย์) และทำกำไรได้:
• อัตราความจุ (Load Factor): ต้องรักษาฐานผู้โดยสารไม่ให้ขบวนรถวิ่งว่าง มิฉะนั้นต้นทุนค่าเช่ารางจะบีบอัตรากำไรทันที
• การแข่งขัน: เส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช เป็นเส้นทางแข่งขันสูง (รถตู้, รถทัวร์, รถยนต์) การตั้งราคาสูงเกินไปจะทำให้ผู้โดยสารหาย
ขอยกตัวอย่างค่าตั๋วโดยสารสำหรับเส้นทางกรุงเทพ-โคราชในราคา 450 และ 500 บาท โอกาสอยู่รอดมีมากน้อยเพียงใด
ถ้าราคา 450 บาท จะเป็นดังนี้
ราคา 450 บาทถือว่าเป็นไปได้ หากบริหารจัดการผู้โดยสารให้เต็มขบวน
เจาะลึกโครงสร้างต้นทุนและราคาที่เหมาะสมดังนี้:
1. วิเคราะห์ต้นทุน (ต่อเที่ยว)
• ค่าเช่ารางของการรถไฟฯ (Track Access Charge): คิดจาก 44 บาท × จำนวนตู้โดยสาร (เช่น 5 ตู้) × ระยะทาง (250 กม.) ≈ 55,000 บาท/เที่ยว
• ต้นทุนต่อผู้โดยสาร 1 คน (ในกรณีรถไฟ 1 ขบวนมี 300 ที่นั่ง):
• ต้นทุนอื่นๆ เพิ่มเติม: ค่าไฟฟ้า/น้ำมัน, ค่าเสื่อมสภาพขบวนรถ, ค่าจ้างพนักงาน, ค่าซ่อมบำรุง และค่าบริหารจัดการ จะบวกเพิ่มอีกประมาณ 150 - 200 บาท/คน
2. อัตราค่าโดยสารที่เอกชนควรตั้ง
• ราคา 450 บาท (เฉลี่ยประมาณ 1.7 - 1.8 บาท/กม.): เป็นราคาที่ แข่งขันได้ดี เมื่อเทียบกับรถทัวร์ปรับอากาศและเหมาะสมกับกำลังซื้อของผู้เดินทางเส้นทางนี้ โดยเอกชนจะได้กำไรสุทธิหากสามารถทำ อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ให้อยู่ในระดับ 70 - 80% ขึ้นไป
• ความเสี่ยงในระยะยาว: ต้นทุนผันแปรเช่น พลังงาน และการซ่อมบำรุง อาจปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงต้องแข่งกับระบบรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ในอนาคต ทำให้เอกชนอาจต้องทำ ตั๋วราคาโปรโมชั่น เพื่อดึงดูดผู้โดยสาร
ถ้าราคา 500 บาท จะเป็นดังนี้
ค่าโดยสาร 500 บาทเป็นราคาที่สมเหตุสมผลและสามารถเป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ต้นทุนในระยะยาว เอกชนจำเป็นต้องตั้งราคาให้อยู่ในช่วง 400 - 800 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบการให้บริการ ดังนี้:
1. ต้นทุนค่าเช่าราง (Track Access Charge)
• ตามประกาศของ รฟท. ค่าเช่ารางสำหรับรถไฟโดยสารอยู่ที่ 44 บาท/คัน/กม.
• ขบวนรถ 1 ขบวน หากประกอบด้วยตู้โดยสาร 4-8 ตู้ จะมีต้นทุนค่าใช้รางอยู่ที่ราวๆ 44 × 4 ถึง 44 × 8 บาทต่อกิโลเมตร
• ตีเป็นต้นทุนค่าใช้รางประมาณ 176 - 352 บาทต่อกิโลเมตร ของระยะทางทั้งหมด
2. การวิเคราะห์ราคา 500 บาท
• ระยะทาง: กรุงเทพ-โคราช อยู่ที่ประมาณ 250 กิโลเมตร
• ต้นทุนราง: 250 กม. x (สมมติใช้ 4 ตู้) 176 บาท = ประมาณ 44,000 บาทต่อเที่ยว
• หากมีผู้โดยสาร 200 คน (อัตราการนั่ง 50%) ต้นทุนค่ารางจะตกอยู่ที่คนละ 220 บาท
• หากบวกต้นทุนค่าไฟฟ้า/น้ำมัน ค่าซ่อมบำรุงขบวนรถ ค่าพนักงาน และกำไรทางธุรกิจ (ประมาณ 30-50% ของต้นทุนทั้งหมด) ค่าโดยสารที่เหมาะสมจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 500 - 800 บาท
3. ปัจจัยที่เอกชนต้องพิจารณาให้อยู่รอดได้:
• การแข่งขันกับระบบอื่น: หากตั้งราคา 500 บาท จะใกล้เคียงกับรถตู้หรือรถทัวร์ระดับพรีเมียม แต่หากตั้งสูงเกิน 700-800 บาท ผู้โดยสารอาจหันไปใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Train) แทน
• อัตราการบรรทุก (Load Factor): ในช่วงเทศกาลอาจทำกำไรได้ดี แต่ในวันธรรมดาจะต้องมีกลยุทธ์ดึงดูดผู้โดยสาร เพื่อไม่ให้แบกรับต้นทุนวิ่งรถเปล่า
ซึ่งถ้าราคาตั๋วโดยสารรถไฟอยู่ที่ 450 และ 500 บาท การที่จะเปลี่ยนให้คนที่ใช้รถยนต์มาใช้รถไฟ รถไฟก็ต้องทำเวลาเดินทางได้ดีกว่ารถยนต์ พอสรุปได้ดังนี้
หากตั๋วรถไฟราคา 450 บาท
รถทัวร์เดินทางจากกรุงเทพถึงโคราชมีค่าโดยสาร 261 บาท ใช้เวลา 3.5-4 ชั่วโมงในการเดินทาง
ถ้าต้องการให้คนเปลี่ยนจากรถทัวร์มาใช้บริการรถไฟ รถไฟจะต้องใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง ตรงเวลาสม่ำเสมอ
นี่คือเงื่อนไขสำหรับรถไฟราคา 450 บาท
หากตั๋วรถไฟราคา 500 บาท
ถ้าต้องการให้คนเปลี่ยนจากรถทัวร์มาใช้บริการรถไฟ รถไฟจะต้องใช้เวลาเดินทาง 1.5-2 ชั่วโมง ตรงเวลาสม่ำเสมอ
เราก็ขอตีว่า ตั๋วรถไฟในราคา 500 บาทซึ่งเป็นราคาที่เอกชนอยู่รอดได้ดี รถไฟควรจะเดินทางจากกรุงเทพถึงโคราชโดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที ซึ่งใกล้เคียงกับรถไฟความเร็วสูงแล้ว
จากข้อมูลนี้ เอกชนมาทำธุรกิจยากมากอยู่ และต้องรอให้รถไฟทางคู่สายอีสานสร้างเสร็จก่อนด้วย
ตอนนี้ทางคู่มาบกระเบา-จิระ ก็ยังมีปัญหาอยู่ และคาดว่าจะใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเคลียร์ปัญหาเสร็จ
https://www.facebook.com/share/p/18QNLWVb8S/
จึงขอฟันธงว่า เอกชนยังไม่ควรมาเช่ารางทำรถไฟโดยสารในช่วงนี้ ต่อให้รฟท.ลดราคาค่าเช่า 44 บาท/คัน/กม. เหลือ 22 บาท/คัน/กม. ก็อย่าพึ่งมาทำ เพราะเสียเปรียบเรื่องเวลามาก เพราะทางคู่ยังไม่เสร็จดี แถมถ้า m6 เปิดบริการเต็มรูปแบบ รถไฟจะยิ่งเสียเปรียบมาก รอให้เหตุปัจจัยเปลี่ยนก่อน เอกชนค่อยคิดมาลงทุนเช่าราง
ขออีก 1 เส้นทาง กรุงเทพ-หัวหิน
ในการกำหนดราคาตั๋วโดยสารเส้นทาง กรุงเทพฯ - หัวหิน (ระยะทางประมาณ 220-250 กิโลเมตร) ด้วยต้นทุนค่าเช่ารางของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ 44 บาท/คัน/กม. เอกชนควรตั้งราคาที่ ประมาณ 500 - 800 บาท ต่อเที่ยว จึงจะครอบคลุมต้นทุนและดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้
การคำนวณโครงสร้างต้นทุนประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้ครับ:
1. ต้นทุนค่าใช้ทาง (Track Access Charge)
ระยะทาง: กรุงเทพฯ - หัวหินอยู่ที่ประมาณ 220 กิโลเมตร
ต้นทุนค่าราง: \(44 \text{ บาท} \times 220 \text{ กม.} = 9,680 \text{ บาท ต่อเที่ยว (ต่อคัน)}\)
ค่ารางต่อที่นั่ง: หากใช้ขบวนรถที่มี 40 ที่นั่ง จะมีต้นทุนเฉพาะค่ารางราวๆ 242 บาท/คน
2. ต้นทุนการเดินรถอื่นๆ ที่เอกชนต้องรับผิดชอบ
ต้นทุน 44 บาท เป็นเพียงค่าใช้ราง เอกชนจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่:
ค่าน้ำมัน/ค่าไฟฟ้าในการขับเคลื่อน
ค่าจ้างพนักงานขับรถและพนักงานบริการ
ค่าบำรุงรักษาขบวนรถและประกันภัย
ค่าเสื่อมราคาของตัวรถและระบบอำนวยความสะดวกบนขบวนรถ
3. การประมาณการราคาขาย (เพื่อให้เอกชนอยู่รอด)
เมื่อนำค่าใช้รางมารวมกับต้นทุนแฝงและโอกาสที่ผู้โดยสารจะไม่เต็มขบวนในทุกเที่ยว (Load Factor ต่ำกว่า 100%) ราคาที่เหมาะสมจะแบ่งตามรูปแบบบริการ:
บริการชั้นประหยัด (Economy): ราคา 500 - 600 บาท (แข่งขันกับรถตู้และรถทัวร์ได้)
บริการชั้นธุรกิจ/ตู้นอนปรับอากาศ: ราคา 700 - 900 บาท (เน้นความสะดวกสบายและสิ่งอำนวยความสะดวก)
หากตั๋วรถไฟราคา 500 บาท
รถทัวร์เดินทางจากกรุงเทพถึงหัวหินมีค่าโดยสาร 330 บาท ใช้เวลา 4 ชั่วโมงในการเดินทาง
ถ้าต้องการให้คนเปลี่ยนจากรถทัวร์มาใช้บริการรถไฟ รถไฟจะต้องใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง 18 นาที
นี่คือเงื่อนไขสำหรับตั๋วรถไฟกรุงเทพ-หัวหิน
ถ้าเอกชนสามารถทำตามที่บอกนี้ได้ เอกชนก็สามารถอยู่รอดในการเช่ารางได้