[CR] No.211 Allihopa : The Dalkurd Story (2023) : ปู "ภูมิหลัง" ผ่านเส้นทาง "ลูกหนัง" สู่ "เสรีภาพ" ของความเป็น "คน"


- ความที่ไม่ดูกีฬาฟุตบอลและไม่เคยทราบปูมหลังเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยชาวเคิร์ดมาก่อนจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ผมเตรียมใจไว้ก่อนดูหลังจากอ่านเรื่องย่อและเห็น Poster แล้วเผลอมโนไปว่าน่าจะมาโทนเดียวกับเรื่อง ซาไก ยูไนเต็ด (2547) ที่ใช้เสน่ห์ของตัวละครสยบความนิ่งที่พร้อมจู่โจมเข้าใส่ว่ายังไงก็ต้องโดนความมึนเล่นงาน ถึงอย่างนั้นเมื่อดูจริงจึงพยายามประคองสติและสายตาที่พร้อมจะเผลอวูบหลับให้ได้ตลอดทางที่ปูพรมมาในวิถีของหนังประเภทนี้ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ที่สำหรับผมให้ระดับ พอดีต่อการนำเสนอและติดตามเส้นทางชีวิตนักเตะแต่ละคนว่ากว่าพวกเขาจะอพยพลี้ภัยมาถึงประเทศที่ 3 อย่างสวีเดน และร่วมกันก่อตั้งสโมสรฟุตบอลดัลเคิร์ด ในเวลาต่อมาต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง ?

- ระหว่างพยายามทำความรู้จักและประติดประต่อเรื่องราวของผู้ลี้ภัยผ่านเส้นทางลูกหนังเริ่มรู้สึกว่าคงฝืนสำรวจ Details ที่กำลัง Run ผ่านภาพการฝึกซ้อมของบรรดานักเตะโดยมีภาพประกอบความรุนแรงจากสงครามในบ้านเกิดในรูปแบบ Footage ที่สรรหามาได้แต่ละแห่งอีกไม่นาน แต่ถึงอย่างนั้นยังคงประคองทั้งสติและสายตาให้ใส่ใจกับวิธีการเล่าที่กำลังเลี้ยงบรรยากาศราบเรียบคาบเกี่ยวไปเรื่อยระหว่าง Part สงคราม กับ Part กีฬา ซึ่งมีจังหวะฮึกเหิมตามวิถีชายชาตรีคอยพยุงอารมณ์ให้ตื่นตัวต่อเป้าหมายของแต่ละคนว่า "กูมาถึงจุดนี้เพื่ออะไร ? " จนทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามต่อว่า การแข่งขันแต่ละลีกจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ไปไกลกว่าแค่ "ชัยชนะ" ซึ่งเป็น Signature ที่สังคมมักกำหนดให้กับกีฬาฟุตบอลได้หรือไม่ ?

- จนในที่สุด เมื่อประเมินตนเองแล้วว่าฝืนต่อไม่ไหวเลยตัดสินใจขอตัววูบที่จำไม่ได้เหมือนกันว่าขณะนั้น Run ถึงตอนไหน ? แม้หลังจากนั้นจะลุกขึ้นมาลืมตามองเป็นระยะกระทั่งมาสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นนี่แหละที่ทำให้ผมตกใจลืมตาดูด้วยความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ? โดยเฉพาะภูมิหลังของตัวละครที่เกี่ยวข้องกันกับเหตุการณ์สำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองโลกผ่านการนั่งจับเข่าคุยสลับกับถ้ำมอง Activity ตอนฝึกซ้อม ชีวิตส่วนตัว ตลอดจนการแข่งขันในแต่ละลีก แม้เรื่องฟุตบอลไม่ใช่ทางผมแต่ไม่ปฏิเสธว่ามันคือหัวใจสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้ Timeline ของหนังมัน Continue ไปได้อย่างสะดวก

- หลังจากลืมตาดูอย่างตั้งใจกลายเป็นว่าเริ่มจับทางได้ในช่วงใกล้จะจบ Match 2 กำลังขยับเข้าสู่ Match 3 ว่าตัวหนังได้ปักธงการเล่าเรื่องผ่านการแข่งขันในฤดูกาลปี 2017 ถูกแบ่งออกเป็น 3 Match ที่ไม่ทราบว่าชื่อการแข่งขันอะไรต้องขออภัยโดยมีภาพตารางการแข่งขันขึ้นมาประกอบแต่ไก่โห่ พอนึกภาพย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นแล้วค่อย ๆ ไล่เรียงมาจนเกือบถึง Match สุดท้าย ยิ่งทำให้ผมประติดประต่อ Timeline พร้อมสารเชิงข้อเท็จจริงที่ค่อย ๆ ป้อนเข้ามาได้ราบรื่นขึ้นว่าจะหาทางลงในทิศทางไหน ? ขณะเดียวกันรู้สึกได้ว่าหนังเริ่มเทน้ำหนักไปยัง Part การแข่งขันมากกว่า Part ภูมิหลังของผู้ลี้ภัยที่ค่อย ๆ เลือนหายไปจากหน้าจอแต่อย่างนั้นไม่ได้หายไปไหน ? ยังคงวนเวียนอยู่ในมุมมอง ความคิด รวมถึงแรงผลักดันของตัวละครแต่ละคนที่กำลังทุ่มเทฝึกซ้อมด้วยความมุ่งมั่นและความหวัง

-  พอไหลมาถึงช่วงเวลาที่เหล่าบรรดาลูกหนังรอคอยตัวหนังได้พาเข้าสู่มหกรรมการแข่งที่ผมก็ลุ้นไปด้วยความมึนงงว่าใครอยู่ทีมไหน ? เพราะขนาดแค่หน้าตาแต่ละคนยังจำได้ไม่หมด พอบอลเข้า Goal ก็เฮตามคนอื่นไปก่อน ส่วนลูกไหนไม่เข้าก็ลุ้นตามหน้ากันไปด้วยความสงสัยว่าอีแค่ฟุตบอลลูกเดียวมันสร้างความสนุกกันได้ขนาดนี้เลยเหรอ ?  เอาเถอะด้วยข้อจำกัดของเวลาที่หนังมีจึงต้องเจียดพื้นที่ให้ทั้ง 2 Parts ที่แตกแขนงออกจากกันอย่างเรื่องกีฬาและสงครามจนให้เห็นได้ชัดจากการตัดต่อว่าการเชื่อมโยงแต่ละ Timeline ไม่ได้ Continue กันอย่างลื่นไหลแถมDetails บางอย่างตกหล่นหายไปเช่นกันโดยเฉพาะการแข่งขันในแต่ละ Match ถูกตัดผ่านข้ามหน้าไปอย่างไวจนแทบไม่ต้องลุ้นว่าผลจะออกมาเป็นแบบไหน ? ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดเพราะสิ่งที่หนังพิสูจน์ให้เห็นผ่านอุปสรรคมาตลอดคือ การต่อสู้ของพวกเขาไม่ใช่เพียงเพื่อ "ชัยชนะ" ในสนามหากแต่เป็นการเรียกร้องบางสิ่งที่ให้ความหมายลึกไปกว่านั้นเพื่อประกาศให้โลกได้รู้ว่าพวกเขามีตัวตน มี Status และมีสิทธิที่จะกำหนดชีวิตอย่างเสรีว่าที่ใดคือ "มาตุภูมิ" ของเรา

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่