รีวิว Stop Making Sense (1984) – หนังคอนเสิร์ตที่ "ไม่ควรหยุดสร้างความรู้สึก" มันคือตำนานจริงๆ ครับ!

กระทู้สนทนา


สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปทุกท่าน วันนี้ผมขออนุญาตมาป้ายยาหนังเรื่องหนึ่งที่บอกเลยว่าถ้าใครยังไม่เคยดู ถือว่าพลาดมากครับ! มันคือ "Stop Making Sense" หนังคอนเสิร์ตของวง Talking Heads ที่เข้าฉายตั้งแต่ปี 1984 โน่นนนน... แต่ถึงแม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 40 ปี ผมยืนยันเลยว่าความยอดเยี่ยมของมันยังคงสดใหม่และทรงพลังไม่เสื่อมคลายครับ

ก่อนอื่นต้องบอกว่าผมเองไม่ได้เป็นแฟนเพลงของ Talking Heads มาตั้งแต่แรกครับ คือรู้จักเพลงฮิตๆ บ้าง แต่ก็ไม่ได้ติดตามวงอย่างจริงจัง จนกระทั่งได้มาดู Stop Making Sense นี่แหละครับที่ทำให้ผมต้องย้อนกลับไปฟังเพลงของพวกเขาแบบมาราธอนเลยทีเดียว หนังเรื่องนี้ทำให้ผมเข้าใจเลยว่าทำไมถึงถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์คอนเสิร์ตที่ดีที่สุดตลอดกาล และจากคะแนน 8.3/10 บน TMDB ผมบอกเลยว่ามันสมควรได้รับทุกคะแนนเสียงครับ

เรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ มันคือการบันทึกภาพคอนเสิร์ตของ Talking Heads ในช่วงที่พวกเขากำลังโด่งดังสุดๆ จากอัลบั้ม "Speaking in Tongues" ในปี 1983 ความพิเศษคือวิธีการนำเสนอครับ หนังเริ่มต้นด้วย David Byrne (นักร้องนำ) เพียงคนเดียวบนเวที พร้อมกับเครื่องเล่นเทปและกีตาร์โปร่ง ก่อนที่สมาชิกคนอื่นๆ จะค่อยๆ ทยอยออกมาสมทบทีละคน จนครบวง และยังมีนักดนตรีรับเชิญอีกหลายคนมาร่วมสร้างสีสันด้วยครับ

สิ่งที่ทำให้ Stop Making Sense โดดเด่นกว่าหนังคอนเสิร์ตเรื่องอื่นๆ คือความเรียบง่ายแต่ทรงพลังในการเล่าเรื่องครับ มันไม่มีฉากหลังอลังการงานสร้าง ไม่มีกราฟิกหวือหวา แต่มันกลับใช้ "การแสดง" และ "ดนตรี" เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงครับ ฉากหลังเป็นแค่จอสีดำสนิท ซึ่งช่วยขับเน้นให้เห็นการเคลื่อนไหวของนักดนตรีและพลังของดนตรีได้อย่างชัดเจนครับ

การจัดองค์ประกอบของภาพในหนังเรื่องนี้ก็สุดยอดมากครับ ผู้กำกับ Jonathan Demme (ซึ่งภายหลังได้กำกับ The Silence of the Lambs ด้วยนะครับ) ทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติ เขาจับภาพการแสดงได้อย่างละเอียดลออ ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า แววตา ท่าทางการเคลื่อนไหวของ David Byrne ที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ รวมถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในวงครับ ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติและจริงใจมากๆ ครับ

พูดถึง David Byrne แล้ว ก็ต้องพูดถึงเครื่องแต่งกายสุดไอคอนิกของเขาครับ โดยเฉพาะ "ชุดสูทตัวใหญ่" ที่กลายเป็นภาพจำของคอนเสิร์ตนี้ไปแล้ว การที่เขาใส่ชุดสูทที่ดูหลวมโพรกและใหญ่กว่าตัวมากๆ มันสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดแต่ก็มีเสน่ห์อย่างเหลือเชื่อครับ มันสื่อถึงความอิสระในการแสดงออกและความขบถเล็กๆ ของวงได้อย่างดีเยี่ยมครับ

นอกจากนี้ การออกแบบท่าเต้นและ choreography ในหนังก็ไม่ได้เป็นแค่การเคลื่อนไหวธรรมดาๆ ครับ มันเป็นการเคลื่อนไหวที่มีความหมาย มีความเชื่อมโยงกับเนื้อเพลงและจังหวะดนตรี ทำให้การแสดงดูมีชีวิตชีวาและน่าสนใจตลอดเวลาครับ บางครั้งก็ดูเหมือนการแสดงละครเวทีมากกว่าคอนเสิร์ตเสียอีกครับ ผมชอบตรงที่มันดูไม่พยายามเกินไป แต่กลับสร้างความประทับใจได้อย่างลึกซึ้งครับ

ดนตรีในหนังเรื่องนี้คือหัวใจหลักครับ และ Talking Heads ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยครับ พวกเขาเล่นเพลงฮิตมากมายจากอัลบั้มต่างๆ ตลอดอาชีพการงานครับ ไม่ว่าจะเป็น "Psycho Killer," "Burning Down the House," "Slippery People," หรือ "This Must Be the Place (Naive Melody)" ทุกเพลงถูกนำมาเรียบเรียงและแสดงสดได้อย่างยอดเยี่ยมครับ พลังงานของดนตรีมันส่งมาถึงคนดูได้เต็มๆ ครับ ผมที่ดูอยู่หน้าจอ ยังรู้สึกเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ตจริงๆ เลยครับ

สิ่งที่ผมประทับใจมากๆ อีกอย่างคือ "ความก้าวหน้า" ของคอนเสิร์ตครับ คือมันไม่ได้เป็นการแสดงที่แค่เล่นเพลงไปเรื่อยๆ แต่มันมีการ "พัฒนา" ครับ จาก David Byrne คนเดียวบนเวที ค่อยๆ มีสมาชิกเพิ่มขึ้น มีเครื่องดนตรีเพิ่มขึ้น มีแสงสีเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งกลายเป็นคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบที่มีพลังงานล้นเหลือในตอนท้ายครับ มันเหมือนกับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นตรงหน้าเราครับ

ผมอยากจะแนะนำให้ทุกคนที่รักดนตรี ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพลงของ Talking Heads หรือไม่ก็ตาม ได้ลองหา Stop Making Sense มาดูกันครับ มันไม่ใช่แค่หนังคอนเสิร์ต แต่มันคือประสบการณ์ทางดนตรีและศิลปะที่หาได้ยากครับ มันทำให้เราเห็นถึงพลังของการแสดงสด ความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน และความสามารถในการสื่อสารผ่านดนตรีและร่างกายครับ

บางทีชื่อ "Stop Making Sense" อาจจะสื่อถึงการที่เราไม่ต้องไปพยายามหาเหตุผลอะไรมากมายกับมันครับ แค่ปล่อยให้ดนตรีและภาพตรงหน้ามันพาเราไป ให้เรา "รู้สึก" ไปกับมันก็พอแล้วครับ และผมบอกเลยว่าความรู้สึกที่ได้จากการดูหนังเรื่องนี้ มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ ครับ ผมดูจบแล้วยังต้องย้อนกลับไปดูซ้ำหลายรอบเลยครับ เพราะมันมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจให้ค้นพบอยู่เสมอครับ

โดยสรุปแล้ว Stop Making Sense คือภาพยนตร์คอนเสิร์ตที่ควรค่าแก่การดูอย่างยิ่งครับ มันเป็นบทเรียนชั้นดีสำหรับผู้สร้างหนังคอนเสิร์ตในยุคหลังๆ เลยก็ว่าได้ครับ ว่าบางครั้งความเรียบง่ายนี่แหละครับที่สร้างความยิ่งใหญ่ได้ มันคือการแสดงที่เต็มไปด้วยพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และความจริงใจครับ

ถ้าคุณกำลังมองหาอะไรที่แตกต่างออกไปจากหนังกระแสหลัก ผมขอแนะนำ Stop Making Sense เลยครับ คุณจะได้รับประสบการณ์ที่น่าจดจำกลับไปอย่างแน่นอนครับ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกเรียกว่าเป็น "ตำนาน" ครับ

วันนี้ขอจบการรีวิวเท่านี้ครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ใครที่เคยดูแล้ว มาแชร์ความรู้สึกกันได้นะครับ!
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่