คำว่า "Toxic" สำหรับผม ไม่ได้หมายถึงคนที่วิจารณ์หรือคนที่เห็นต่าง แต่หมายถึงคนที่มองทุกอย่างในแง่ลบจนกลายเป็นนิสัย มองเห็นแต่ความล้มเหลว ข้อผิดพลาด และปัญหา โดยแทบไม่เคยมองเห็นความก้าวหน้า ความพยายาม หรือทางออกเลย
คนแบบนี้อยู่ที่ไหน บรรยากาศตรงนั้นก็มักจะเปลี่ยนไป
ถ้าอยู่ในบ้าน คนในครอบครัวจะรู้สึกกดดัน ไม่ว่าจะทำอะไร ก็มักถูกมองว่าไม่ดีพอ ไม่มีทางสำเร็จ สุดท้ายหลายคนเริ่มไม่อยากพูด ไม่อยากแบ่งปัน และบางคนอาจรู้สึกหดหู่หรือซึมเศร้า เพราะต้องอยู่กับพลังลบทุกวัน
ถ้าอยู่ในองค์กรหรือบริษัท บรรยากาศการทำงานก็จะค่อย ๆ แย่ลง คนไม่กล้าคิด ไม่กล้าลอง เพราะเชื่อว่าทำไปก็โดนตำหนิอยู่ดี ทีมงานหมดกำลังใจ ความคิดสร้างสรรค์หายไป และองค์กรก็ดูเหมือนเป็นที่ที่ไม่มีอนาคต ทั้งที่บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่งาน แต่อยู่ที่ทัศนคติของคนบางคน
ส่วนในระดับประเทศ เรื่องนี้ยิ่งน่าคิด หากสื่อหรือพรรคการเมืองบางส่วนเลือกนำเสนอแต่ความสิ้นหวัง ความล้มเหลว หรือสร้างความรู้สึกว่าทุกอย่างแย่ไปหมดตลอดเวลา โดยไม่เปิดพื้นที่ให้เห็นข้อเท็จจริงทุกด้าน ไม่สะท้อนความสำเร็จหรือแนวทางแก้ไข ก็อาจส่งผลต่อบรรยากาศของสังคมกลายเป็นสังคมที่สิ้นหวัง และขาดความเชื่อมั่นของผู้คน
แน่นอน การตรวจสอบ การตั้งคำถาม และการวิจารณ์เป็นสิ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย แต่การวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ควรมาพร้อมข้อมูล เหตุผล และข้อเสนอแนะ ไม่ใช่การตอกย้ำว่าทุกอย่างล้มเหลวโดยไม่มีทางออก
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่หล่อหลอมสังคม ไม่ใช่แค่ข้อเท็จจริงที่เราได้รับ แต่ยังรวมถึงมุมมองหรือทัศนคติที่เราเลือกส่งต่อให้กันทุกวันด้วย
การมองโลกในแง่ดีไม่ได้แปลว่าหลอกตัวเองไม่รับรู้ปัญหา และการวิจารณ์ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องมองทุกอย่างเป็นด้านลบเสมอไป การรักษาสมดุลระหว่างการยอมรับความจริงกับการมองหาโอกาสในการพัฒนา อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งครอบครัว องค์กร และประเทศ เดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็งมากกว่าเดิม ชื่นชมกับความสำเร็จกันบ้างทั้งในระดับครอบครัว องค์กร และระดับชาติ
แล้วเพื่อนๆคิดว่า การนำเสนอแต่ข่าวร้ายความล้มเหลวของสังคม ส่งผลต่อทัศนคติของผู้คนมากน้อยแค่ไหน?
คน Toxic ไม่ได้ทำลายแค่คน แต่ทำลายบรรยากาศทั้งบ้าน ทั้งองค์กร และทั้งสังคม
คนแบบนี้อยู่ที่ไหน บรรยากาศตรงนั้นก็มักจะเปลี่ยนไป
ถ้าอยู่ในบ้าน คนในครอบครัวจะรู้สึกกดดัน ไม่ว่าจะทำอะไร ก็มักถูกมองว่าไม่ดีพอ ไม่มีทางสำเร็จ สุดท้ายหลายคนเริ่มไม่อยากพูด ไม่อยากแบ่งปัน และบางคนอาจรู้สึกหดหู่หรือซึมเศร้า เพราะต้องอยู่กับพลังลบทุกวัน
ถ้าอยู่ในองค์กรหรือบริษัท บรรยากาศการทำงานก็จะค่อย ๆ แย่ลง คนไม่กล้าคิด ไม่กล้าลอง เพราะเชื่อว่าทำไปก็โดนตำหนิอยู่ดี ทีมงานหมดกำลังใจ ความคิดสร้างสรรค์หายไป และองค์กรก็ดูเหมือนเป็นที่ที่ไม่มีอนาคต ทั้งที่บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่งาน แต่อยู่ที่ทัศนคติของคนบางคน
ส่วนในระดับประเทศ เรื่องนี้ยิ่งน่าคิด หากสื่อหรือพรรคการเมืองบางส่วนเลือกนำเสนอแต่ความสิ้นหวัง ความล้มเหลว หรือสร้างความรู้สึกว่าทุกอย่างแย่ไปหมดตลอดเวลา โดยไม่เปิดพื้นที่ให้เห็นข้อเท็จจริงทุกด้าน ไม่สะท้อนความสำเร็จหรือแนวทางแก้ไข ก็อาจส่งผลต่อบรรยากาศของสังคมกลายเป็นสังคมที่สิ้นหวัง และขาดความเชื่อมั่นของผู้คน
แน่นอน การตรวจสอบ การตั้งคำถาม และการวิจารณ์เป็นสิ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย แต่การวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ควรมาพร้อมข้อมูล เหตุผล และข้อเสนอแนะ ไม่ใช่การตอกย้ำว่าทุกอย่างล้มเหลวโดยไม่มีทางออก
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่หล่อหลอมสังคม ไม่ใช่แค่ข้อเท็จจริงที่เราได้รับ แต่ยังรวมถึงมุมมองหรือทัศนคติที่เราเลือกส่งต่อให้กันทุกวันด้วย
การมองโลกในแง่ดีไม่ได้แปลว่าหลอกตัวเองไม่รับรู้ปัญหา และการวิจารณ์ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องมองทุกอย่างเป็นด้านลบเสมอไป การรักษาสมดุลระหว่างการยอมรับความจริงกับการมองหาโอกาสในการพัฒนา อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งครอบครัว องค์กร และประเทศ เดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็งมากกว่าเดิม ชื่นชมกับความสำเร็จกันบ้างทั้งในระดับครอบครัว องค์กร และระดับชาติ
แล้วเพื่อนๆคิดว่า การนำเสนอแต่ข่าวร้ายความล้มเหลวของสังคม ส่งผลต่อทัศนคติของผู้คนมากน้อยแค่ไหน?