Puma IFV ล้ำจนพัง?
ป้อมปราการที่สั่นคลอนของวิศวกรรมเยอรมัน
ในโลกของเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ชื่อเสียงของ "วิศวกรรมเยอรมัน" (German Engineering) เคยเป็นดั่งป้อมปราการที่ไม่มีวันล่มสลาย เราต่างเติบโตมากับตำนานของรถถัง Panzer ที่เกรียงไกร หรือเครื่องบินขับไล่ Messerschmitt ที่เคยกำหนดบรรทัดฐานใหม่บนน่านฟ้า นวัตกรรมจากดินแดนนี้ถูกยกย่องเสมอในเรื่องความแม่นยำและความทนทานที่คู่แข่งยากจะหยั่งถึง
ทว่าในศตวรรษที่ 21 โลกกำลังจารึกบทเรียนใหม่ที่ย้อนแย้งอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อ "Puma" ยานยนต์ต่อสู้ทหารราบ (IFV) ที่ถูกขนานนามว่าเป็นอัญมณีเม็ดงามของกองทัพบกเยอรมัน กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวที่เกิดจาก "ความอัจฉริยะที่ล้นเกิน" มันเปรียบเสมือนนาฬิกาสวิสราคาแพงระยับที่ถูกสั่งให้ไปเดินอยู่ในบ่อโคลน หรือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ต้องแบกปืนท่ามกลางฝุ่นควัน ความพยายามในการบรรจุทุกเทคโนโลยีที่เป็นไปได้ลงในแพลตฟอร์มเดียวทำให้ Puma ติดอยู่ในกับดักความซับซ้อนจนกลายเป็น "สัตว์ร้ายที่พิการ" ในสนามจริง ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมโครงการมูลค่ามหาศาลนี้ถึงสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนาโต (NATO) เราต้องมองย้อนกลับไปที่รากฐานของมันเสียก่อน
ถอดบทเรียนจากบรรพบุรุษ: ปรัชญาความเรียบง่ายของ Marder
ก่อนหน้ายุคของ Puma กองทัพเยอรมันมี "Marder" เป็นกระดูกสันหลังมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 ยานเกราะรุ่นนี้คือตัวแทนของปรัชญา "ความเรียบง่ายคือประสิทธิภาพสูงสุด" โครงสร้างส่วนล่างทำจากเหล็กกล้าคุณภาพสูงที่ทนทานต่อกระสุนเจาะเกราะขนาด 20-30 มม. ได้อย่างน่าอัศจรรย์ในยุคนั้น
อย่างไรก็ตาม ความโรยราตามกาลเวลาได้เผยให้เห็นจุดอ่อนเชิงสรีรศาสตร์ที่ส่งผลกระทบถึงระดับยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการขาดระบบปรับอากาศ ในสมรภูมิอัฟกานิสถานที่มีอุณหภูมิสูงถึง 39 องศาเซลเซียส ตัวรถโลหะหนัก 30 ตันได้กลายเป็นเตาอบเคลื่อนที่ ซึ่งไม่ได้แค่ทำให้ทหารเหนื่อยล้า แต่ยังเพิ่ม "ภาระทางพุทธิปัญญา" (Cognitive Load) จนทำให้การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีผิดเพี้ยนไป
เมื่อรวมกับสถิติจากสงครามยูเครนที่ Marder สูญเสียไปถึง 47 คัน จาก 140 คันที่ส่งมอบ ส่วนใหญ่จากการเหยียบกับระเบิดเพียงครั้งเดียว ทำให้เยอรมนีตระหนักว่าพวกเขาต้องการสัตว์ร้ายตัวใหม่ที่อุดรอยรั่วนี้ แต่ความต้องการที่ "สมบูรณ์แบบ" เกินไปกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ
การกำเนิดของ Puma: โจทย์ที่ขัดแย้งและวิศวกรรมที่แบกความคาดหวัง
โครงการ Puma ใช้เวลาบ่มเพาะนานถึง 13 ปี เพื่อตอบโจทย์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ วิศวกรต้องทำให้มันแข็งแกร่งที่สุดแต่ต้อง "บินได้" เพื่อตอบโจทย์การเคลื่อนที่เร็วของ NATO ผ่านเครื่องบินขนส่ง Airbus A400M สิ่งนี้บีบให้ Puma ต้องถูกออกแบบด้วยโครงสร้าง "โมดูล่า" (Modular) ซึ่งกลายเป็นภาระทางโลจิสติกส์อย่างรุนแรงในเวลาต่อมา:
Level A (น้ำหนัก 31.5 ตัน): รุ่นน้ำหนักเบาสำหรับการขนส่งทางอากาศ
Level C (น้ำหนัก 43 ตัน): รุ่นติดตั้งเกราะเสริมเต็มรูปแบบสำหรับสมรภูมิรบ
ในทางปฏิบัติ การต้องมานั่งถอดและประกอบเกราะเสริม (Level C) ทุกครั้งที่จะเคลื่อนย้ายทางอากาศหมายถึงการสูญเสียเวลาอันมีค่าหน้างานจริง ซึ่งขัดกับหลักการเคลื่อนที่เร็วอย่างสิ้นเชิง เพื่อแบกน้ำหนักมหาศาลนี้ Puma จึงต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ MTU 800 กิโลวัตต์ ที่มีอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักถึง 18.6 กิโลวัตต์/ตัน เหนือกว่ารถถัง Leopard ในบางสภาวะ และมีระยะปฏิบัติการไกลถึง 600 กม. พร้อมถังน้ำมัน 900 ลิตรที่แยกส่วนกัน
ความล้ำสมัยนี้ยังรวมถึงการนำ "เทคนิควิศวกรรมการบิน" มาใช้จัดการลายเซ็นความร้อน (IR Signature) เพื่อซ่อนตัวจากเซ็นเซอร์ศัตรู ทุกอย่างถูกเชื่อมโยงด้วยสายเคเบิลและระบบประมวลผลประหนึ่งเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายเมื่อระบบดิจิทัลที่ละเอียดอ่อนต้องมาเจอกับแรงสั่นสะเทือนและฝุ่นโคลนในสมรภูมิ
ป้อมปราการดิจิทัลและเขี้ยวเล็บอัจฉริยะ: จุดสูงสุดของเทคโนโลยีบนหน้ากระดาษ
บนหน้ากระดาษ Puma คือยานเกราะที่ฉลาดและปลอดภัยที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา:
ความลับทางวัสดุศาสตร์: ชุดเกราะ NRA (Non-Explosive Reactive Armour) ที่ใช้หลักการหักเหคลื่นกระแทก เมื่อถูกโจมตี พลังงานจะถูกส่งผ่านชั้นโลหะไปยังวัสดุยืดหยุ่น คล้ายกับแสงที่หักเหเมื่อเดินทางผ่านน้ำ ทำให้พลังทำลายกระจายตัวออกไปโดยไม่เจาะทะลุเกราะหลัก
ระบบเขี้ยวเล็บ: ปืนหลัก 30 มม. พร้อมระบบกระสุนระเบิดกลางอากาศ (Airburst) ที่มีเซ็นเซอร์ปลายลำกล้องคอยตั้งโปรแกรม "สมอง" ของกระสุนแต่ละนัดให้ระเบิดเหนือเป้าหมายหลังบังเกอร์ได้อย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพสูงกว่ารถเกราะ Bradley ของสหรัฐฯ ถึง 103%
ความใส่ใจในชีวิตทหาร: ตั้งแต่เบาะนั่งลอยตัวเพื่อลดแรงอัดจากระเบิดใต้ท้องรถ ไปจนถึงระบบแยกถังน้ำมัน 3 ส่วนเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
แต่ทว่า ตัวเลขความเหนือกว่าระดับเท่าตัวบนหน้ากระดาษจะมีค่าอะไร? หากระบบดิจิทัลที่เปรียบเสมือนสมองของมันเกิดอาการ "ค้าง" ในนาทีชีวิต
ธันวาคม 2023: เมื่อความอัปยศพ่นพิษใส่กองทัพเยอรมัน
ความมั่นใจในวิศวกรรมเยอรมันพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ในเดือนธันวาคม 2023 ระหว่างการฝึกซ้อมของ NATO เมื่อ Puma รุ่นล่าสุด 18 คันพร้อมใจกันขัดข้องจน "ความพร้อมรบเป็นศูนย์" (Zero Combat Readiness) รายงานจากสมรภูมิจำลองระบุว่าซอฟต์แวร์บริหารจัดการการรบค้างจนไม่สามารถตั้งค่าระบบใหม่ (Reset) ได้ และป้อมปืนหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ
เหตุการณ์นี้กลายเป็นสมรภูมิระหว่าง "ผู้ผลิต" กับ "ผู้ใช้งาน" โดยบริษัท Rheinmetall โยนความผิดให้กับการบำรุงรักษาของกองทัพที่ไม่เพียงพอ ขณะที่กองทัพมองว่ามันบอบบางเกินไป แม้แต่การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ส่งกำลังเพียงจุดเดียวก็ทำให้ทั้งระบบเป็นอัมพาต ความล้มเหลวนี้ร้ายแรงพอๆ กับโครงการ Ajax ของอังกฤษที่ทำให้ทหารบาดเจ็บจากแรงสั่นสะเทือน แต่นี่คือ "เศษเหล็กราคาแพง" ที่ทำงานไม่ได้เลย ส่งผลให้ประเทศอย่างออสเตรเลียและเช็กต่างพากันหันหลังให้สัตว์ร้ายตัวนี้ทันที
บทสรุปและทัศนะ: บทเรียนราคาแพงจาก "ต้นทุนที่จมลง"
ปัจจุบัน รัฐบาลเยอรมันกำลังติดอยู่ในสภาวะ "ความผิดพลาดจากต้นทุนที่จมลง" (Sunk Cost Fallacy) ด้วยเวลา 30 ปีและงบประมาณมหาศาลที่เสียไป ทำให้พวกเขาไม่สามารถถอยหลังกลับได้ แม้จะมีทางเลือกที่เสถียรกว่าอย่าง KF41 Lynx อยู่ในมือ แต่เพื่อรักษาหน้าตาทางยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมในประเทศ เยอรมนีจึงจำต้องดื้อรั้นสั่งซื้อ Puma เพิ่มอีก 50 คัน พร้อมความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าการแก้ไขซอฟต์แวร์จะช่วยเยียวยาสัตว์ร้ายตัวนี้ได้
บทเรียนสำคัญที่สุดจาก Puma คือการย้ำเตือนว่า "อัจฉริยภาพที่ขาดความเชื่อถือได้ คือความล้มเหลวที่สมบูรณ์แบบ" ในสมรภูมิ ความซับซ้อนคือศัตรู และความเชื่อถือได้คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด วินาทีที่เสียงปืนดังขึ้น ทหารไม่ได้ต้องการรถที่ฉลาดที่สุด แต่ต้องการรถที่เคลื่อนที่ได้และยิงตอบโต้ได้ทุกครั้งที่เหนี่ยวไก
Puma อาจเป็นเจ้าป่าได้ในวันหนึ่งหากลดความซับซ้อนลงได้จริง แต่สำหรับตอนนี้ มันคืออนุสรณ์เตือนใจถึงยุคสมัยที่เทคโนโลยีเดินสวนทางกับความจริงในโลกแห่งการทำลายล้าง คุณคิดว่าเยอรมนีควรยอมรับความจริงแล้วเริ่มใหม่ หรือควรจะดันทุรังพัฒนา "สัตว์ร้ายที่พิการ" ตัวนี้ต่อไป ในโลกที่สมรภูมิจริงไม่เคยรอความสมบูรณ์แบบ?
Puma IFV ล้ำจนพัง?
ป้อมปราการที่สั่นคลอนของวิศวกรรมเยอรมัน
ในโลกของเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ชื่อเสียงของ "วิศวกรรมเยอรมัน" (German Engineering) เคยเป็นดั่งป้อมปราการที่ไม่มีวันล่มสลาย เราต่างเติบโตมากับตำนานของรถถัง Panzer ที่เกรียงไกร หรือเครื่องบินขับไล่ Messerschmitt ที่เคยกำหนดบรรทัดฐานใหม่บนน่านฟ้า นวัตกรรมจากดินแดนนี้ถูกยกย่องเสมอในเรื่องความแม่นยำและความทนทานที่คู่แข่งยากจะหยั่งถึง
ทว่าในศตวรรษที่ 21 โลกกำลังจารึกบทเรียนใหม่ที่ย้อนแย้งอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อ "Puma" ยานยนต์ต่อสู้ทหารราบ (IFV) ที่ถูกขนานนามว่าเป็นอัญมณีเม็ดงามของกองทัพบกเยอรมัน กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวที่เกิดจาก "ความอัจฉริยะที่ล้นเกิน" มันเปรียบเสมือนนาฬิกาสวิสราคาแพงระยับที่ถูกสั่งให้ไปเดินอยู่ในบ่อโคลน หรือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ต้องแบกปืนท่ามกลางฝุ่นควัน ความพยายามในการบรรจุทุกเทคโนโลยีที่เป็นไปได้ลงในแพลตฟอร์มเดียวทำให้ Puma ติดอยู่ในกับดักความซับซ้อนจนกลายเป็น "สัตว์ร้ายที่พิการ" ในสนามจริง ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมโครงการมูลค่ามหาศาลนี้ถึงสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนาโต (NATO) เราต้องมองย้อนกลับไปที่รากฐานของมันเสียก่อน
ถอดบทเรียนจากบรรพบุรุษ: ปรัชญาความเรียบง่ายของ Marder
ก่อนหน้ายุคของ Puma กองทัพเยอรมันมี "Marder" เป็นกระดูกสันหลังมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 ยานเกราะรุ่นนี้คือตัวแทนของปรัชญา "ความเรียบง่ายคือประสิทธิภาพสูงสุด" โครงสร้างส่วนล่างทำจากเหล็กกล้าคุณภาพสูงที่ทนทานต่อกระสุนเจาะเกราะขนาด 20-30 มม. ได้อย่างน่าอัศจรรย์ในยุคนั้น
อย่างไรก็ตาม ความโรยราตามกาลเวลาได้เผยให้เห็นจุดอ่อนเชิงสรีรศาสตร์ที่ส่งผลกระทบถึงระดับยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการขาดระบบปรับอากาศ ในสมรภูมิอัฟกานิสถานที่มีอุณหภูมิสูงถึง 39 องศาเซลเซียส ตัวรถโลหะหนัก 30 ตันได้กลายเป็นเตาอบเคลื่อนที่ ซึ่งไม่ได้แค่ทำให้ทหารเหนื่อยล้า แต่ยังเพิ่ม "ภาระทางพุทธิปัญญา" (Cognitive Load) จนทำให้การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีผิดเพี้ยนไป
เมื่อรวมกับสถิติจากสงครามยูเครนที่ Marder สูญเสียไปถึง 47 คัน จาก 140 คันที่ส่งมอบ ส่วนใหญ่จากการเหยียบกับระเบิดเพียงครั้งเดียว ทำให้เยอรมนีตระหนักว่าพวกเขาต้องการสัตว์ร้ายตัวใหม่ที่อุดรอยรั่วนี้ แต่ความต้องการที่ "สมบูรณ์แบบ" เกินไปกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ
การกำเนิดของ Puma: โจทย์ที่ขัดแย้งและวิศวกรรมที่แบกความคาดหวัง
โครงการ Puma ใช้เวลาบ่มเพาะนานถึง 13 ปี เพื่อตอบโจทย์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ วิศวกรต้องทำให้มันแข็งแกร่งที่สุดแต่ต้อง "บินได้" เพื่อตอบโจทย์การเคลื่อนที่เร็วของ NATO ผ่านเครื่องบินขนส่ง Airbus A400M สิ่งนี้บีบให้ Puma ต้องถูกออกแบบด้วยโครงสร้าง "โมดูล่า" (Modular) ซึ่งกลายเป็นภาระทางโลจิสติกส์อย่างรุนแรงในเวลาต่อมา:
Level A (น้ำหนัก 31.5 ตัน): รุ่นน้ำหนักเบาสำหรับการขนส่งทางอากาศ
Level C (น้ำหนัก 43 ตัน): รุ่นติดตั้งเกราะเสริมเต็มรูปแบบสำหรับสมรภูมิรบ
ในทางปฏิบัติ การต้องมานั่งถอดและประกอบเกราะเสริม (Level C) ทุกครั้งที่จะเคลื่อนย้ายทางอากาศหมายถึงการสูญเสียเวลาอันมีค่าหน้างานจริง ซึ่งขัดกับหลักการเคลื่อนที่เร็วอย่างสิ้นเชิง เพื่อแบกน้ำหนักมหาศาลนี้ Puma จึงต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ MTU 800 กิโลวัตต์ ที่มีอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักถึง 18.6 กิโลวัตต์/ตัน เหนือกว่ารถถัง Leopard ในบางสภาวะ และมีระยะปฏิบัติการไกลถึง 600 กม. พร้อมถังน้ำมัน 900 ลิตรที่แยกส่วนกัน
ความล้ำสมัยนี้ยังรวมถึงการนำ "เทคนิควิศวกรรมการบิน" มาใช้จัดการลายเซ็นความร้อน (IR Signature) เพื่อซ่อนตัวจากเซ็นเซอร์ศัตรู ทุกอย่างถูกเชื่อมโยงด้วยสายเคเบิลและระบบประมวลผลประหนึ่งเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายเมื่อระบบดิจิทัลที่ละเอียดอ่อนต้องมาเจอกับแรงสั่นสะเทือนและฝุ่นโคลนในสมรภูมิ
ป้อมปราการดิจิทัลและเขี้ยวเล็บอัจฉริยะ: จุดสูงสุดของเทคโนโลยีบนหน้ากระดาษ
บนหน้ากระดาษ Puma คือยานเกราะที่ฉลาดและปลอดภัยที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา:
ความลับทางวัสดุศาสตร์: ชุดเกราะ NRA (Non-Explosive Reactive Armour) ที่ใช้หลักการหักเหคลื่นกระแทก เมื่อถูกโจมตี พลังงานจะถูกส่งผ่านชั้นโลหะไปยังวัสดุยืดหยุ่น คล้ายกับแสงที่หักเหเมื่อเดินทางผ่านน้ำ ทำให้พลังทำลายกระจายตัวออกไปโดยไม่เจาะทะลุเกราะหลัก
ระบบเขี้ยวเล็บ: ปืนหลัก 30 มม. พร้อมระบบกระสุนระเบิดกลางอากาศ (Airburst) ที่มีเซ็นเซอร์ปลายลำกล้องคอยตั้งโปรแกรม "สมอง" ของกระสุนแต่ละนัดให้ระเบิดเหนือเป้าหมายหลังบังเกอร์ได้อย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพสูงกว่ารถเกราะ Bradley ของสหรัฐฯ ถึง 103%
ความใส่ใจในชีวิตทหาร: ตั้งแต่เบาะนั่งลอยตัวเพื่อลดแรงอัดจากระเบิดใต้ท้องรถ ไปจนถึงระบบแยกถังน้ำมัน 3 ส่วนเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
แต่ทว่า ตัวเลขความเหนือกว่าระดับเท่าตัวบนหน้ากระดาษจะมีค่าอะไร? หากระบบดิจิทัลที่เปรียบเสมือนสมองของมันเกิดอาการ "ค้าง" ในนาทีชีวิต
ธันวาคม 2023: เมื่อความอัปยศพ่นพิษใส่กองทัพเยอรมัน
ความมั่นใจในวิศวกรรมเยอรมันพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ในเดือนธันวาคม 2023 ระหว่างการฝึกซ้อมของ NATO เมื่อ Puma รุ่นล่าสุด 18 คันพร้อมใจกันขัดข้องจน "ความพร้อมรบเป็นศูนย์" (Zero Combat Readiness) รายงานจากสมรภูมิจำลองระบุว่าซอฟต์แวร์บริหารจัดการการรบค้างจนไม่สามารถตั้งค่าระบบใหม่ (Reset) ได้ และป้อมปืนหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ
เหตุการณ์นี้กลายเป็นสมรภูมิระหว่าง "ผู้ผลิต" กับ "ผู้ใช้งาน" โดยบริษัท Rheinmetall โยนความผิดให้กับการบำรุงรักษาของกองทัพที่ไม่เพียงพอ ขณะที่กองทัพมองว่ามันบอบบางเกินไป แม้แต่การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ส่งกำลังเพียงจุดเดียวก็ทำให้ทั้งระบบเป็นอัมพาต ความล้มเหลวนี้ร้ายแรงพอๆ กับโครงการ Ajax ของอังกฤษที่ทำให้ทหารบาดเจ็บจากแรงสั่นสะเทือน แต่นี่คือ "เศษเหล็กราคาแพง" ที่ทำงานไม่ได้เลย ส่งผลให้ประเทศอย่างออสเตรเลียและเช็กต่างพากันหันหลังให้สัตว์ร้ายตัวนี้ทันที
บทสรุปและทัศนะ: บทเรียนราคาแพงจาก "ต้นทุนที่จมลง"
ปัจจุบัน รัฐบาลเยอรมันกำลังติดอยู่ในสภาวะ "ความผิดพลาดจากต้นทุนที่จมลง" (Sunk Cost Fallacy) ด้วยเวลา 30 ปีและงบประมาณมหาศาลที่เสียไป ทำให้พวกเขาไม่สามารถถอยหลังกลับได้ แม้จะมีทางเลือกที่เสถียรกว่าอย่าง KF41 Lynx อยู่ในมือ แต่เพื่อรักษาหน้าตาทางยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมในประเทศ เยอรมนีจึงจำต้องดื้อรั้นสั่งซื้อ Puma เพิ่มอีก 50 คัน พร้อมความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าการแก้ไขซอฟต์แวร์จะช่วยเยียวยาสัตว์ร้ายตัวนี้ได้
บทเรียนสำคัญที่สุดจาก Puma คือการย้ำเตือนว่า "อัจฉริยภาพที่ขาดความเชื่อถือได้ คือความล้มเหลวที่สมบูรณ์แบบ" ในสมรภูมิ ความซับซ้อนคือศัตรู และความเชื่อถือได้คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด วินาทีที่เสียงปืนดังขึ้น ทหารไม่ได้ต้องการรถที่ฉลาดที่สุด แต่ต้องการรถที่เคลื่อนที่ได้และยิงตอบโต้ได้ทุกครั้งที่เหนี่ยวไก
Puma อาจเป็นเจ้าป่าได้ในวันหนึ่งหากลดความซับซ้อนลงได้จริง แต่สำหรับตอนนี้ มันคืออนุสรณ์เตือนใจถึงยุคสมัยที่เทคโนโลยีเดินสวนทางกับความจริงในโลกแห่งการทำลายล้าง คุณคิดว่าเยอรมนีควรยอมรับความจริงแล้วเริ่มใหม่ หรือควรจะดันทุรังพัฒนา "สัตว์ร้ายที่พิการ" ตัวนี้ต่อไป ในโลกที่สมรภูมิจริงไม่เคยรอความสมบูรณ์แบบ?