ช่วงนี้เห็นดราม่าเรื่องรถน้ำมัน (ICE) กับรถไฟฟ้า (EV) เถียงกันไม่จบไม่สิ้นในโซเชียล ฝั่งนึงก็บอกรถน้ำมันทำลายโลก อีกฝั่งก็บอกผลิตแบตเตอรี่ EV ก็สกปรกเหมือนกัน วันนี้ผมเลยลองหาข้อมูล Lifecycle Assessment (LCA) หรือการประเมินวงจรชีวิตสิ่งแวดล้อมมาดู แล้วอยากชวนทุกคนมากาง Fact คุยกันเรื่อง "Carbon Footprint ของรถน้ำมัน" แบบเจาะลึกครับ
คนส่วนใหญ่มักจะมองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของรถน้ำมันแค่ "ควันสารพัดที่ออกจากท่อไอเสียตอนขับ" แต่เอาเข้าจริง วงจรชีวิตของมันมีตัวเลขคาร์บอนซ่อนอยู่ 3 ก้อนใหญ่ๆ ที่เรามักมองข้ามไปครับ
1. ก้อนที่ 1 ขั้นตอนการผลิตตัวรถ
ก่อนที่รถจะมาจอดในโชว์รูม มันสร้างคาร์บอนไปแล้วมหาศาลครับ
- การถลุงเหล็กและอลูมิเนียม : ชิ้นส่วนบล็อกเครื่องยนต์ เกียร์ เพลาขับ และตัวถัง รถน้ำมัน 1 คันใช้เหล็กหนาและอลูมิเนียมเยอะมาก กระบวนการหลอมแร่พวกนี้ใช้ความร้อนสูงจากถ่านหินในโรงงานถลุงเหล็ก ซึ่งปล่อย CO2 มหาศาล
- พลาสติกและสารเคมี : ชิ้นส่วนในห้องโดยสาร ยางรถยนต์ น้ำมันหล่อลื่นที่ใส่มาตั้งแต่โรงงาน ทั้งหมดนี้มีสารตั้งต้นมาจากปิโตรเคมีทั้งสิ้น
สรุปก้อนแรก รถน้ำมันขนาดกลาง 1 คัน ตอนคลอดออกจากโรงงาน จะปล่อยคาร์บอนสะสมเฉลี่ยประมาณ 5.6 ถึง 6 ตัน CO2 (ตรงนี้ฝั่ง EV จะปล่อยเยอะกว่าประมาณ 30-40% เพราะมีก้อนแบตเตอรี่ แต่ฝั่งรถน้ำมันเองก็ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ครับ)
2. ก้อนที่ 2 คาร์บอนแฝงของน้ำมัน (ทางเดินน้ำมันก่อนถึงถัง)
อันนี้คือจุดที่คนมักจะลืมคำนวณ! กว่าน้ำมันเบนซินหรือดีเซลจะมาถึงหัวจ่ายให้เราเติม มันมีกระบวนการที่เรียกว่า "Upstream" ซึ่งสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตลอดทาง
- การขุดเจาะและสูบ : ไม่ว่าจะเป็นแท่นเจาะกลางทะเล หรือในทะเลทราย ต้องใช้พลังงานมหาศาลในการสูบน้ำมันดิบขึ้นมา แถมบางแห่งมีการเผาก๊าซธรรมชาติทิ้ง ปล่อย CO2 และก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง
- การขนส่งทางไกล : ขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่อ หรือลงเรือบรรทุกน้ำมันข้ามมหาสมุทร ซึ่งเรือเหล่านี้ก็ใช้เหล็กและเผาน้ำมันเตาในการขับเคลื่อน
- กระบวนการกลั่น : อันนี้คือตัวพีค โรงกลั่นต้องใช้พลังงานความร้อนสูงมากเพื่อต้มแยกส่วนน้ำมันดิบให้กลายเป็นเบนซิน ดีเซล หรือน้ำมันเครื่อง ยิ่งข้อกำหนดน้ำมันสะอาดขึ้น (เช่น มาตรฐาน Euro 5 หรือ Euro 6) โรงกลั่นยิ่งต้องใช้กระบวนการทางเคมีและพลังงานในการดึงกำมะถันออกมากขึ้น คาร์บอนแฝงตรงนี้ก็ยิ่งสูงขึ้นตาม
สรุปก้อนที่สอง มีงานวิจัยระบุว่า ทุกๆ น้ำมัน 1 ลิตรที่เราเติมเข้าไป มันมีคาร์บอนแฝงจากกระบวนการผลิตและขนส่งตรงนี้บวกเพิ่มเข้าไปอีกประมาณ 20% - 30% แยกต่างหากจากที่จะไปเผาไหม้ในเครื่องยนต์รถเราซะอีก
3. ก้อนที่ 3 ตอนเราเหยียบคันเร่ง (การใช้งานจริง)
อันนี้คือสิ่งที่วัดได้ชัดเจนที่สุด รถน้ำมันเครื่องยนต์สันดาปทำงานด้วยการจุดระเบิด
ตามทฤษฎีทางเคมี น้ำมันเบนซิน 1 ลิตร เมื่อเผาไหม้สมบูรณ์จะกลายเป็นก๊าซ CO2 ประมาณ 2.3 กิโลกรัม (ถ้าเป็นดีเซลจะอยู่ที่ประมาณ 2.6 กิโลกรัมต่อลิตร)
ถ้าเฉลี่ยเป็นระยะทาง รถเก๋งทั่วไปจะปล่อย CO2 อยู่ที่ประมาณ 120 - 180 กรัมต่อกิโลเมตร ยิ่งถ้าเป็นรถ SUV คันใหญ่ หรือรถกระบะบรรทุกหนัก ตัวเลขจะพุ่งไปที่ 200+ กรัมต่อกิโลเมตร
ลองจินตนาการว่าถ้าเราใช้รถคันนี้ไปสัก 200,000 กิโลเมตร ตลอดอายุการใช้งาน รถคันนี้จะปล่อยคาร์บอนออกทางท่อไอเสียโดยตรงถึง 24 - 40 ตัน CO2 (ยังไม่รวมคาร์บอนแฝงก้อนที่ 2 และตอนเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะด้วยนะครับ)
สรุป
พอมานั่งกางตัวเลขดูแบบนี้แล้ว ผมเลยแอบคิดว่า ต่อให้ค่ายรถยนต์จะพัฒนาเครื่องยนต์ให้ประหยัดน้ำมันแค่ไหน หรือพยายามทำระบบเผาไหม้ให้สะอาดจนไอเสียแทบไม่มีฝุ่น PM2.5 แต่ในมุมของ "Carbon Footprint" มันก็ยังค้ำคออยู่ดี เพราะตราบใดที่รถยังต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ต้องขุด ต้องกลั่น และต้องเผาไหม้ ตัวเลขคาร์บอนรวมมันก็ลดลงได้ยากมาก
ไม่ได้มาโพสต์เพื่อจะบอกว่าให้ทุกคนทิ้งรถน้ำมันแล้วไปซื้อ EV วันนี้นะครับ เพราะความพร้อมและเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคน (เช่น การเดินทาง ไกล-ใกล้, ที่พักอาศัย, งบประมาณ) มันไม่เหมือนกัน
กางตัวเลข Carbon Footprint ของ "รถน้ำมัน" ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
คนส่วนใหญ่มักจะมองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของรถน้ำมันแค่ "ควันสารพัดที่ออกจากท่อไอเสียตอนขับ" แต่เอาเข้าจริง วงจรชีวิตของมันมีตัวเลขคาร์บอนซ่อนอยู่ 3 ก้อนใหญ่ๆ ที่เรามักมองข้ามไปครับ
1. ก้อนที่ 1 ขั้นตอนการผลิตตัวรถ
ก่อนที่รถจะมาจอดในโชว์รูม มันสร้างคาร์บอนไปแล้วมหาศาลครับ
- การถลุงเหล็กและอลูมิเนียม : ชิ้นส่วนบล็อกเครื่องยนต์ เกียร์ เพลาขับ และตัวถัง รถน้ำมัน 1 คันใช้เหล็กหนาและอลูมิเนียมเยอะมาก กระบวนการหลอมแร่พวกนี้ใช้ความร้อนสูงจากถ่านหินในโรงงานถลุงเหล็ก ซึ่งปล่อย CO2 มหาศาล
- พลาสติกและสารเคมี : ชิ้นส่วนในห้องโดยสาร ยางรถยนต์ น้ำมันหล่อลื่นที่ใส่มาตั้งแต่โรงงาน ทั้งหมดนี้มีสารตั้งต้นมาจากปิโตรเคมีทั้งสิ้น
สรุปก้อนแรก รถน้ำมันขนาดกลาง 1 คัน ตอนคลอดออกจากโรงงาน จะปล่อยคาร์บอนสะสมเฉลี่ยประมาณ 5.6 ถึง 6 ตัน CO2 (ตรงนี้ฝั่ง EV จะปล่อยเยอะกว่าประมาณ 30-40% เพราะมีก้อนแบตเตอรี่ แต่ฝั่งรถน้ำมันเองก็ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ครับ)
2. ก้อนที่ 2 คาร์บอนแฝงของน้ำมัน (ทางเดินน้ำมันก่อนถึงถัง)
อันนี้คือจุดที่คนมักจะลืมคำนวณ! กว่าน้ำมันเบนซินหรือดีเซลจะมาถึงหัวจ่ายให้เราเติม มันมีกระบวนการที่เรียกว่า "Upstream" ซึ่งสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตลอดทาง
- การขุดเจาะและสูบ : ไม่ว่าจะเป็นแท่นเจาะกลางทะเล หรือในทะเลทราย ต้องใช้พลังงานมหาศาลในการสูบน้ำมันดิบขึ้นมา แถมบางแห่งมีการเผาก๊าซธรรมชาติทิ้ง ปล่อย CO2 และก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง
- การขนส่งทางไกล : ขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่อ หรือลงเรือบรรทุกน้ำมันข้ามมหาสมุทร ซึ่งเรือเหล่านี้ก็ใช้เหล็กและเผาน้ำมันเตาในการขับเคลื่อน
- กระบวนการกลั่น : อันนี้คือตัวพีค โรงกลั่นต้องใช้พลังงานความร้อนสูงมากเพื่อต้มแยกส่วนน้ำมันดิบให้กลายเป็นเบนซิน ดีเซล หรือน้ำมันเครื่อง ยิ่งข้อกำหนดน้ำมันสะอาดขึ้น (เช่น มาตรฐาน Euro 5 หรือ Euro 6) โรงกลั่นยิ่งต้องใช้กระบวนการทางเคมีและพลังงานในการดึงกำมะถันออกมากขึ้น คาร์บอนแฝงตรงนี้ก็ยิ่งสูงขึ้นตาม
สรุปก้อนที่สอง มีงานวิจัยระบุว่า ทุกๆ น้ำมัน 1 ลิตรที่เราเติมเข้าไป มันมีคาร์บอนแฝงจากกระบวนการผลิตและขนส่งตรงนี้บวกเพิ่มเข้าไปอีกประมาณ 20% - 30% แยกต่างหากจากที่จะไปเผาไหม้ในเครื่องยนต์รถเราซะอีก
3. ก้อนที่ 3 ตอนเราเหยียบคันเร่ง (การใช้งานจริง)
อันนี้คือสิ่งที่วัดได้ชัดเจนที่สุด รถน้ำมันเครื่องยนต์สันดาปทำงานด้วยการจุดระเบิด
ตามทฤษฎีทางเคมี น้ำมันเบนซิน 1 ลิตร เมื่อเผาไหม้สมบูรณ์จะกลายเป็นก๊าซ CO2 ประมาณ 2.3 กิโลกรัม (ถ้าเป็นดีเซลจะอยู่ที่ประมาณ 2.6 กิโลกรัมต่อลิตร)
ถ้าเฉลี่ยเป็นระยะทาง รถเก๋งทั่วไปจะปล่อย CO2 อยู่ที่ประมาณ 120 - 180 กรัมต่อกิโลเมตร ยิ่งถ้าเป็นรถ SUV คันใหญ่ หรือรถกระบะบรรทุกหนัก ตัวเลขจะพุ่งไปที่ 200+ กรัมต่อกิโลเมตร
ลองจินตนาการว่าถ้าเราใช้รถคันนี้ไปสัก 200,000 กิโลเมตร ตลอดอายุการใช้งาน รถคันนี้จะปล่อยคาร์บอนออกทางท่อไอเสียโดยตรงถึง 24 - 40 ตัน CO2 (ยังไม่รวมคาร์บอนแฝงก้อนที่ 2 และตอนเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะด้วยนะครับ)
สรุป
พอมานั่งกางตัวเลขดูแบบนี้แล้ว ผมเลยแอบคิดว่า ต่อให้ค่ายรถยนต์จะพัฒนาเครื่องยนต์ให้ประหยัดน้ำมันแค่ไหน หรือพยายามทำระบบเผาไหม้ให้สะอาดจนไอเสียแทบไม่มีฝุ่น PM2.5 แต่ในมุมของ "Carbon Footprint" มันก็ยังค้ำคออยู่ดี เพราะตราบใดที่รถยังต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ต้องขุด ต้องกลั่น และต้องเผาไหม้ ตัวเลขคาร์บอนรวมมันก็ลดลงได้ยากมาก
ไม่ได้มาโพสต์เพื่อจะบอกว่าให้ทุกคนทิ้งรถน้ำมันแล้วไปซื้อ EV วันนี้นะครับ เพราะความพร้อมและเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคน (เช่น การเดินทาง ไกล-ใกล้, ที่พักอาศัย, งบประมาณ) มันไม่เหมือนกัน