อยากเล่า...เฉยๆ...อยากเล่า...เฉยๆ...เรียนต่อเพื่อปรับวุฒิ...เพิ่มค่าจ้าง
การศึกษา...อายุไม่เกี่ยว...เห็นข่าวหญิงชาวอินเดียวัย 92 ปี นั่งเรียนร่วมกับเด็กๆอายุ 7-8 ขวบ เพื่อให้อ่าน เขียน นับเลขได้...น่านับถือ ทำให้เด็กๆมีตัวอย่างที่ดี อยากไปเรียนทุกๆวัน
คุณปู่ คุณตา คุณย่า คุณยาย วัน 70-80 ในไทย เข้าแถวรับปริญญาตรี โท เอก กันเยอะมาก เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ
รู้จักหมอ 2 คน กลับไปเรียนตอนอายุ 36 ปีแล้ว คนหนึ่งเป็นเพื่อนรุ่นน้อง อีกคนเป็นลูกเพื่อนที่เป็นหมออยู่สุพรรณฯ ลูกชายเรียนจบโทแล้ว ทำงานไม่สนุก ตัดสินใจไปเรียนหมอ
ในแวดวงคนทำงานในประเทศเรา มีเป็นจำนวนไม่น้อย ที่หันกลับเข้าไปเรียนเพิ่มเติม หลังเวลางานที่แสนเหน็ดเหนื่อย เพื่อหวังความก้าวหน้า มั่นคง และรายได้ที่เพิ่มขึ้น เพื่อเอาตัวรอดจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น....เลยเงาตามตัวไป อย่างยากที่จะตามทัน
เคยมีโอกาสไปนั่งฟังการปัจฉิมนิเทศน์ ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎแห่งหนึ่งใน กทม.ที่ไปเปิดวิทยาเขตที่อำเภอศรีราชา มีผู้สำเร็จการศึกษาเข้าร่วมราว 400 คน ทั้งจบระดับปริญญาตรี ปวส.และ ปวช.ทั้งสาขาบริหาร ช่างฝีมือ ช่างเทคนิค ฯลฯ
วิทยากรถามคำถามแรกว่า มีใครที่เรียนเพื่อให้มีความรู้ ความสามารถในงานเพิ่มขึ้นบ้าง ?
ยกมือกันไม่กี่คน
แต่เมื่อถามว่า ใครเรียนเพื่อหวังไป “ปรับวุฒิ” เพิ่มค่าจ้างบ้าง ?
ยกมือกับเกือบทุกคน
วิทยากรพูดต่อไปว่า บริษัท/โรงงานไหนบ้าง ที่มีปรับวุฒิให้ ? เหลือไม่ถึง 50 คน
ถามว่า ปรับเท่าไหร่ ? คำตอบส่วนใหญ่ สูงสุดไม่เกิน 1 พันบาท/เดือน
และต้องตรงสาขา-เป็นที่ต้องการ-ใช้ประโชน์ในงานประจำได้...
แทบไม่มีคนยกมือเลย
วิทยากรถามต่อไปว่า ค่าเล่าเรียน 2-3-4 ปีนั้น ต้องจ่ายกันไปเท่าไหร่ ? คุ้มไหม ? ความเหน็ดเหนื่อย และเวลาที่เสียไป...คิดราคาได้ไหม ?
สังเกตดูคนฟังเกือบหมด นั่งนิ่ง แต่ไม่ใช่ตั้งใจฟัง
เป็นความหมดหวัง ท้อแท้เสียมากกว่า ไม่น่าเลยตู...
วิทยากรสรุปในตอนท้ายว่า การที่ตั้งใจจะเรียนเพื่อปรับวุฒิ/ปรับค่าจ้างนั้น ทำให้ไม่มีใจ-ไม่ตั้งใจ-มุ่งมั่นเรียน เพื่อความรู้อย่างแท้จริง เรียนไปเพื่อสอบให้ผ่าน ไม่ได้เนื้อหา-ความรู้-ความคิด ที่สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาชีวิต และการทำงานได้อย่างคุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย เวลา ความเหนื่อยยาก เท่าที่ควร...
หลังฟังจบ...คิดในใจว่า เขาน่าจะเชิญไปพูดในการ “ปฐมนิเทศน์” มากกว่าไหมน้า ?
การศึกษา...อายุไม่เกี่ยว...เห็นข่าวหญิงชาวอินเดียวัย 92 ปี นั่งเรียนร่วมกับเด็กๆอายุ 7-8 ขวบ เพื่อให้อ่าน เขียน นับเลขได้...น่านับถือ ทำให้เด็กๆมีตัวอย่างที่ดี อยากไปเรียนทุกๆวัน
คุณปู่ คุณตา คุณย่า คุณยาย วัน 70-80 ในไทย เข้าแถวรับปริญญาตรี โท เอก กันเยอะมาก เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ
รู้จักหมอ 2 คน กลับไปเรียนตอนอายุ 36 ปีแล้ว คนหนึ่งเป็นเพื่อนรุ่นน้อง อีกคนเป็นลูกเพื่อนที่เป็นหมออยู่สุพรรณฯ ลูกชายเรียนจบโทแล้ว ทำงานไม่สนุก ตัดสินใจไปเรียนหมอ
ในแวดวงคนทำงานในประเทศเรา มีเป็นจำนวนไม่น้อย ที่หันกลับเข้าไปเรียนเพิ่มเติม หลังเวลางานที่แสนเหน็ดเหนื่อย เพื่อหวังความก้าวหน้า มั่นคง และรายได้ที่เพิ่มขึ้น เพื่อเอาตัวรอดจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น....เลยเงาตามตัวไป อย่างยากที่จะตามทัน
เคยมีโอกาสไปนั่งฟังการปัจฉิมนิเทศน์ ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎแห่งหนึ่งใน กทม.ที่ไปเปิดวิทยาเขตที่อำเภอศรีราชา มีผู้สำเร็จการศึกษาเข้าร่วมราว 400 คน ทั้งจบระดับปริญญาตรี ปวส.และ ปวช.ทั้งสาขาบริหาร ช่างฝีมือ ช่างเทคนิค ฯลฯ
วิทยากรถามคำถามแรกว่า มีใครที่เรียนเพื่อให้มีความรู้ ความสามารถในงานเพิ่มขึ้นบ้าง ?
ยกมือกันไม่กี่คน
แต่เมื่อถามว่า ใครเรียนเพื่อหวังไป “ปรับวุฒิ” เพิ่มค่าจ้างบ้าง ?
ยกมือกับเกือบทุกคน
วิทยากรพูดต่อไปว่า บริษัท/โรงงานไหนบ้าง ที่มีปรับวุฒิให้ ? เหลือไม่ถึง 50 คน
ถามว่า ปรับเท่าไหร่ ? คำตอบส่วนใหญ่ สูงสุดไม่เกิน 1 พันบาท/เดือน
และต้องตรงสาขา-เป็นที่ต้องการ-ใช้ประโชน์ในงานประจำได้...
แทบไม่มีคนยกมือเลย
วิทยากรถามต่อไปว่า ค่าเล่าเรียน 2-3-4 ปีนั้น ต้องจ่ายกันไปเท่าไหร่ ? คุ้มไหม ? ความเหน็ดเหนื่อย และเวลาที่เสียไป...คิดราคาได้ไหม ?
สังเกตดูคนฟังเกือบหมด นั่งนิ่ง แต่ไม่ใช่ตั้งใจฟัง
เป็นความหมดหวัง ท้อแท้เสียมากกว่า ไม่น่าเลยตู...
วิทยากรสรุปในตอนท้ายว่า การที่ตั้งใจจะเรียนเพื่อปรับวุฒิ/ปรับค่าจ้างนั้น ทำให้ไม่มีใจ-ไม่ตั้งใจ-มุ่งมั่นเรียน เพื่อความรู้อย่างแท้จริง เรียนไปเพื่อสอบให้ผ่าน ไม่ได้เนื้อหา-ความรู้-ความคิด ที่สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาชีวิต และการทำงานได้อย่างคุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย เวลา ความเหนื่อยยาก เท่าที่ควร...
คิดในใจว่า เขาน่าจะเชิญไปพูดอีกไหมน้า.... ?
อยากเล่า...เฉยๆ...เรียนต่อเพื่อปรับวุฒิ...เพิ่มค่าจ้าง
การศึกษา...อายุไม่เกี่ยว...เห็นข่าวหญิงชาวอินเดียวัย 92 ปี นั่งเรียนร่วมกับเด็กๆอายุ 7-8 ขวบ เพื่อให้อ่าน เขียน นับเลขได้...น่านับถือ ทำให้เด็กๆมีตัวอย่างที่ดี อยากไปเรียนทุกๆวัน
คุณปู่ คุณตา คุณย่า คุณยาย วัน 70-80 ในไทย เข้าแถวรับปริญญาตรี โท เอก กันเยอะมาก เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ
รู้จักหมอ 2 คน กลับไปเรียนตอนอายุ 36 ปีแล้ว คนหนึ่งเป็นเพื่อนรุ่นน้อง อีกคนเป็นลูกเพื่อนที่เป็นหมออยู่สุพรรณฯ ลูกชายเรียนจบโทแล้ว ทำงานไม่สนุก ตัดสินใจไปเรียนหมอ
ในแวดวงคนทำงานในประเทศเรา มีเป็นจำนวนไม่น้อย ที่หันกลับเข้าไปเรียนเพิ่มเติม หลังเวลางานที่แสนเหน็ดเหนื่อย เพื่อหวังความก้าวหน้า มั่นคง และรายได้ที่เพิ่มขึ้น เพื่อเอาตัวรอดจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น....เลยเงาตามตัวไป อย่างยากที่จะตามทัน
เคยมีโอกาสไปนั่งฟังการปัจฉิมนิเทศน์ ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎแห่งหนึ่งใน กทม.ที่ไปเปิดวิทยาเขตที่อำเภอศรีราชา มีผู้สำเร็จการศึกษาเข้าร่วมราว 400 คน ทั้งจบระดับปริญญาตรี ปวส.และ ปวช.ทั้งสาขาบริหาร ช่างฝีมือ ช่างเทคนิค ฯลฯ
วิทยากรถามคำถามแรกว่า มีใครที่เรียนเพื่อให้มีความรู้ ความสามารถในงานเพิ่มขึ้นบ้าง ?
ยกมือกันไม่กี่คน
แต่เมื่อถามว่า ใครเรียนเพื่อหวังไป “ปรับวุฒิ” เพิ่มค่าจ้างบ้าง ?
ยกมือกับเกือบทุกคน
วิทยากรพูดต่อไปว่า บริษัท/โรงงานไหนบ้าง ที่มีปรับวุฒิให้ ? เหลือไม่ถึง 50 คน
ถามว่า ปรับเท่าไหร่ ? คำตอบส่วนใหญ่ สูงสุดไม่เกิน 1 พันบาท/เดือน
และต้องตรงสาขา-เป็นที่ต้องการ-ใช้ประโชน์ในงานประจำได้...
แทบไม่มีคนยกมือเลย
วิทยากรถามต่อไปว่า ค่าเล่าเรียน 2-3-4 ปีนั้น ต้องจ่ายกันไปเท่าไหร่ ? คุ้มไหม ? ความเหน็ดเหนื่อย และเวลาที่เสียไป...คิดราคาได้ไหม ?
สังเกตดูคนฟังเกือบหมด นั่งนิ่ง แต่ไม่ใช่ตั้งใจฟัง
เป็นความหมดหวัง ท้อแท้เสียมากกว่า ไม่น่าเลยตู...
วิทยากรสรุปในตอนท้ายว่า การที่ตั้งใจจะเรียนเพื่อปรับวุฒิ/ปรับค่าจ้างนั้น ทำให้ไม่มีใจ-ไม่ตั้งใจ-มุ่งมั่นเรียน เพื่อความรู้อย่างแท้จริง เรียนไปเพื่อสอบให้ผ่าน ไม่ได้เนื้อหา-ความรู้-ความคิด ที่สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาชีวิต และการทำงานได้อย่างคุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย เวลา ความเหนื่อยยาก เท่าที่ควร...
หลังฟังจบ...คิดในใจว่า เขาน่าจะเชิญไปพูดในการ “ปฐมนิเทศน์” มากกว่าไหมน้า ?
การศึกษา...อายุไม่เกี่ยว...เห็นข่าวหญิงชาวอินเดียวัย 92 ปี นั่งเรียนร่วมกับเด็กๆอายุ 7-8 ขวบ เพื่อให้อ่าน เขียน นับเลขได้...น่านับถือ ทำให้เด็กๆมีตัวอย่างที่ดี อยากไปเรียนทุกๆวัน
คุณปู่ คุณตา คุณย่า คุณยาย วัน 70-80 ในไทย เข้าแถวรับปริญญาตรี โท เอก กันเยอะมาก เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ
รู้จักหมอ 2 คน กลับไปเรียนตอนอายุ 36 ปีแล้ว คนหนึ่งเป็นเพื่อนรุ่นน้อง อีกคนเป็นลูกเพื่อนที่เป็นหมออยู่สุพรรณฯ ลูกชายเรียนจบโทแล้ว ทำงานไม่สนุก ตัดสินใจไปเรียนหมอ
ในแวดวงคนทำงานในประเทศเรา มีเป็นจำนวนไม่น้อย ที่หันกลับเข้าไปเรียนเพิ่มเติม หลังเวลางานที่แสนเหน็ดเหนื่อย เพื่อหวังความก้าวหน้า มั่นคง และรายได้ที่เพิ่มขึ้น เพื่อเอาตัวรอดจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น....เลยเงาตามตัวไป อย่างยากที่จะตามทัน
เคยมีโอกาสไปนั่งฟังการปัจฉิมนิเทศน์ ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎแห่งหนึ่งใน กทม.ที่ไปเปิดวิทยาเขตที่อำเภอศรีราชา มีผู้สำเร็จการศึกษาเข้าร่วมราว 400 คน ทั้งจบระดับปริญญาตรี ปวส.และ ปวช.ทั้งสาขาบริหาร ช่างฝีมือ ช่างเทคนิค ฯลฯ
วิทยากรถามคำถามแรกว่า มีใครที่เรียนเพื่อให้มีความรู้ ความสามารถในงานเพิ่มขึ้นบ้าง ?
ยกมือกันไม่กี่คน
แต่เมื่อถามว่า ใครเรียนเพื่อหวังไป “ปรับวุฒิ” เพิ่มค่าจ้างบ้าง ?
ยกมือกับเกือบทุกคน
วิทยากรพูดต่อไปว่า บริษัท/โรงงานไหนบ้าง ที่มีปรับวุฒิให้ ? เหลือไม่ถึง 50 คน
ถามว่า ปรับเท่าไหร่ ? คำตอบส่วนใหญ่ สูงสุดไม่เกิน 1 พันบาท/เดือน
และต้องตรงสาขา-เป็นที่ต้องการ-ใช้ประโชน์ในงานประจำได้...
แทบไม่มีคนยกมือเลย
วิทยากรถามต่อไปว่า ค่าเล่าเรียน 2-3-4 ปีนั้น ต้องจ่ายกันไปเท่าไหร่ ? คุ้มไหม ? ความเหน็ดเหนื่อย และเวลาที่เสียไป...คิดราคาได้ไหม ?
สังเกตดูคนฟังเกือบหมด นั่งนิ่ง แต่ไม่ใช่ตั้งใจฟัง
เป็นความหมดหวัง ท้อแท้เสียมากกว่า ไม่น่าเลยตู...
วิทยากรสรุปในตอนท้ายว่า การที่ตั้งใจจะเรียนเพื่อปรับวุฒิ/ปรับค่าจ้างนั้น ทำให้ไม่มีใจ-ไม่ตั้งใจ-มุ่งมั่นเรียน เพื่อความรู้อย่างแท้จริง เรียนไปเพื่อสอบให้ผ่าน ไม่ได้เนื้อหา-ความรู้-ความคิด ที่สามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาชีวิต และการทำงานได้อย่างคุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย เวลา ความเหนื่อยยาก เท่าที่ควร...
คิดในใจว่า เขาน่าจะเชิญไปพูดอีกไหมน้า.... ?