ผ่าตัดดึงหน้าชั้นลึก... ความสวยที่ต้องใช้เวลา

กระทู้สนทนา

ในฐานะศัลยแพทย์ที่ทำผ่าตัดดึงหน้า มาอย่างต่อเนื่อง มีคำถามที่หมอได้รับบ่อยมากจากคนไข้คือ

"ทำไมการดึงหน้าชั้นลึก (Deep Plane Facelift หรือ High SMAS Facelift) ถึงใช้เวลาผ่าตัดนาน?"

และอีกคำถามที่ตามมาคือ
"ทำไมถึงต้องใช้เวลาพักฟื้นมากกว่าการดึงหน้าทั่วไป?"

หลายคนกังวลว่า การผ่าตัดที่ใช้เวลานานจะอันตรายกว่า หรือการพักฟื้นที่นานขึ้นหมายความว่าการผ่าตัดหนักเกินไป
ความจริงแล้ว ทั้งสองอย่างนี้เป็นผลมาจากหลักการของการผ่าตัดครับ

Deep Plane Facelift และ High SMAS Facelift ต่างจากการดึงหน้าทั่วไปอย่างไร
      เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้มีแค่ผิวหนังที่หย่อนคล้อย แต่โครงสร้างชั้นลึกของใบหน้าก็เคลื่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วงด้วย
ไม่ว่าจะเป็นแก้มที่ตกลงมา ร่องแก้มที่ลึกขึ้น แนวกรอบหน้าที่ไม่คม หรือเหนียงที่เริ่มชัดขึ้น
ถ้าเราแก้ไขเฉพาะผิวหนัง ผลลัพธ์อาจทำให้ใบหน้าดูตึงขึ้นในช่วงแรก แต่ไม่ได้แก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของความหย่อนคล้อย
ด้วยเหตุนี้ เทคนิค Deep Plane Facelift และ High SMAS Facelift จึงถูกพัฒนาขึ้น โดยศัลยแพทย์ไม่ได้ดึงเพียงผิวหนัง
แต่เข้าไปทำงานในชั้นเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกกว่า ซึ่งเป็นชั้นที่มีบทบาทสำคัญต่อรูปทรงของใบหน้า
เมื่อยกโครงสร้างชั้นลึกกลับขึ้นไปในตำแหน่งที่เหมาะสม ผิวหนังด้านบนก็จะคลายตัวตามธรรมชาติ
ไม่จำเป็นต้องดึงผิวหนังมากเกินไป ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์โดยไม่แข็งหรือตึงจนผิดธรรมชาติ

ทำไมการผ่าตัดจึงใช้เวลานาน?
  คำตอบง่าย ๆ คือ เพราะรีบไม่ได้
การผ่าตัดดึงหน้าชั้นลึกเป็นการผ่าตัดที่ต้องอาศัยความละเอียดในทุกขั้นตอน
ศัลยแพทย์ต้องค่อย ๆ แยกชั้นเนื้อเยื่ออย่างระมัดระวัง ปลดพังผืดในตำแหน่งที่เหมาะสม
และยกชั้นเนื้อเยื่อกลับขึ้นใหม่ โดยต้องคำนึงถึงความสมดุลของใบหน้าทั้งสองข้าง
รวมถึงหลีกเลี่ยงโครงสร้างสำคัญ เช่น เส้นประสาทและหลอดเลือด  ใบหน้าของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
บางคนเคยร้อยไหมมาก่อน บางคนเคยฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็ม บางคนเคยผ่าตัดดึงหน้ามาแล้ว
ทำให้มีพังผืดหรือโครงสร้างเปลี่ยนไป การผ่าตัดจึงต้องปรับเทคนิคให้เหมาะกับแต่ละราย ไม่สามารถทำแบบเดียวกันทุกคนได้
สำหรับหมอ เวลาที่ใช้ในห้องผ่าตัดไม่ใช่เป้าหมาย แต่ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติต่างหากที่สำคัญกว่า

แล้วทำไมถึงต้องพักฟื้นนานกว่า?
นี่เป็นอีกเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด
การพักฟื้นที่นานขึ้น ไม่ได้หมายความว่าการผ่าตัดล้มเหลว หรือแผลหายช้า
แต่เป็นเพราะเราไม่ได้ทำงานเฉพาะที่ผิวหนัง
เมื่อมีการยกและจัดเรียงเนื้อเยื่อชั้นลึก ร่างกายต้องใช้เวลาในการสมานตัวและปรับตัวเข้ากับตำแหน่งใหม่
ในช่วงแรก คนไข้อาจมีอาการบวม ตึง หรือชาบางบริเวณ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ตามปกติ และจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามระยะเวลาการฟื้นตัวของแต่ละคน
หลายคนสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายในประมาณ 2–3 สัปดาห์ แต่การที่เนื้อเยื่อจะเข้าที่จริง ๆ และเห็นผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน
ดังนั้น หากมองเฉพาะช่วงสั้น ๆ หลังผ่าตัด อาจยังไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย
ความสวยที่เป็นธรรมชาติ ต้องอาศัยเวลา เวลาที่พูดถึงในการดึงหน้าชั้นลึก มีอยู่ 2 ช่วงสำคัญ
ช่วงแรก คือ เวลาในห้องผ่าตัด ที่ศัลยแพทย์ต้องทำงานอย่างละเอียด ไม่เร่งรีบ เพื่อให้ทุกขั้นตอนถูกต้องและปลอดภัย
ช่วงที่สอง คือ เวลาของร่างกายในการฟื้นตัว ให้เนื้อเยื่อสมานตัว อาการบวมค่อย ๆ ลดลง และผลลัพธ์ค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้น
ทั้งสองช่วงมีความสำคัญไม่แพ้กัน
สิ่งที่หมอ อยากให้คนไข้เข้าใจ หลายครั้งคนไข้มักถามว่า

" หมอครับ ทำให้หายบวมเร็ว ๆ ได้ไหม "

หมอเข้าใจความรู้สึกนั้นดีครับ ทุกคนอยากเห็นผลลัพธ์เร็วที่สุด
แต่การผ่าตัดดึงหน้าชั้นลึก ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในไม่กี่วัน
เป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการฟื้นตัวของร่างกาย
เมื่อให้เวลากับร่างกายอย่างเหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้มักจะดูอ่อนเยาว์ เป็นธรรมชาติ และอยู่กับเราได้อีกนาน
หมอจึงมักบอกคนไข้อยู่เสมอว่า

" อย่ารีบตัดสินผลลัพธ์ในช่วงที่ยังบวม เพราะการดึงหน้าชั้นลึก เป็นการผ่าตัดที่ต้องให้เวลากับทั้งศัลยแพทย์ในห้องผ่าตัด และให้เวลากับร่างกายหลังการผ่าตัดเช่นกัน "

ท้ายที่สุดแล้ว การดึงหน้าที่ดี ไม่ใช่เพียงทำให้ผิวหนังตึง แต่คือการแก้ไขที่ต้นเหตุของความหย่อนคล้อย
เพื่อให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ ยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละคน และให้ผลลัพธ์ที่อยู่กับคนไข้ได้อย่างยาวนาน
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่