ปืนใหญ่วิถีโค้งแบบ 45 หรือในชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า (四五式二十四糎榴弾砲, Yongo-shiki Nijyūyon-senchi Ryūdanhō) เป็นอาวุธหนักประเภทปืนใหญ่ปิดล้อม (Siege Howitzer) ที่สำคัญที่สุดรุ่นหนึ่งของกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อาวุธชนิดนี้ถือเป็นปืนใหญ่หนักรุ่นแรกที่ออกแบบและผลิตขึ้นเองโดยสมบูรณ์ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาทดแทนปืนใหญ่รุ่นเก่าที่ซื้อมาจากต่างชาติหรือลอกแบบมา บทบาทของมันโดดเด่นอย่างมากในการทำลายป้อมปราการคอนกรีตที่มีความแข็งแกร่งตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2
การปิดล้อมเมืองชิงเต่าปี 1914
ประวัติการพัฒนา
หลังจากการสู้รบในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (1904-1905) กองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ตระหนักถึงความจำเป็นของปืนใหญ่ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเพื่อใช้ในการยิงถล่มป้อมปราการที่แข็งแกร่ง ดังเช่นบทเรียนราคาแพงจากการปิดล้อมพอร์ตอาเธอร์ ซึ่งปืนใหญ่ขนาด 28 ซม. รุ่นเก่ามีความเทอะทะและเคลื่อนย้ายลำบาก
ในปี ค.ศ. 1912 ซึ่งตรงกับปีเมจิที่ 45 กองทัพจึงได้รับเอาปืนใหญ่รุ่นใหม่เข้าประจำการในชื่อ "แบบ 45" ตามปีที่รับเข้าประจำการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นปืนใหญ่หนักประจำหน่วยบัญชาการปิดล้อมและทำลายป้อมค่ายศัตรู
อย่างไรก็ตามในช่วงแรกของการผลิตและการทดสอบได้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นโดยปืนกระบอกต้นแบบเกิดการระเบิดที่ปากลำกล้อง ส่งผลให้นายพลตรีคาชิมะซึ่งเป็นวิศวกรผู้ออกแบบเสียชีวิตเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ต้องมีการแก้ไขปรับปรุงระบบการยิงและโครงสร้างลำกล้องใหม่เล็กน้อยก่อนจะเข้าสู่สายการผลิตจริง
การออกแบบและคุณลักษณะทางเทคนิค
ปืนใหญ่วิถีโค้งแบบ 45 เป็นอาวุธที่มีขนาดมหึมาและต้องการการเตรียมการอย่างมากในการติดตั้งและยิง ข้อมูลจำเพาะที่สำคัญมีดังนี้
ประเภท ปืนใหญ่วิถีโค้งหนัก (Heavy Siege Howitzer) ประเทศผู้ผลิต จักรวรรดิญี่ปุ่น ปีที่ประจำการ ค.ศ. 1912 ถึง 1945 ขนาดลำกล้อง 240 มิลลิเมตร (9.4 นิ้ว) ความยาวลำกล้อง 3.89 เมตร (16.2 คาลิเบอร์) น้ำหนักขณะตั้งยิง ประมาณ 33,000 กิโลกรัม (33 ตัน) มุมกระดก (Elevation) 0 ถึง 65 องศา มุมส่าย (Traverse) 360 องศา (ต้องใช้แท่นฐานหมุน) น้ำหนักกระสุน ประมาณ 200 กิโลกรัม ความเร็วต้นของกระสุน 360 เมตรต่อวินาที ระยะยิงไกลสุด 10,000 เมตร (10 กิโลเมตร)
ฉากจากหนังเรื่อง Windtalkers (2002)
ระบบการขนย้าย
เนื่องจากน้ำหนักที่มหาศาล ปืนใหญ่ชนิดนี้ไม่สามารถลากจูงไปทั้งกระบอกได้ ในการเคลื่อนย้ายทางยุทธวิธีจะต้องถอดแยกชิ้นส่วนปืนออกเป็นชิ้นส่วนย่อยประมาณ 10 ชิ้น แต่ละชิ้นจะถูกลากจูงโดยรถลากปืนใหญ่หนักหรือม้าลากจำนวนมาก เมื่อถึงพื้นที่ตั้งยิงจะต้องใช้เวลาและกำลังพลจำนวนมากในการประกอบชิ้นส่วนกลับเข้าด้วยกัน โดยมักจะต้องใช้ปั้นจั่นขนาดเล็ก (Gasoline-powered crane) ช่วยยกชิ้นส่วนลำกล้องและแท่นปืน
ระบบการยิงการบรรจุกระสุนเป็นแบบแยกส่วน (Separate-loading) คือต้องใส่หัวกระสุนเข้าไปก่อน ตามด้วยถุงดินขับซึ่งทำให้ใช้เวลาในการบรรจุค่อนข้างนาน อัตราการยิงจึงทำได้เพียงประมาณ 1 นัดต่อ 2 นาทีเท่านั้น แต่แลกมาด้วยอำนาจการทำลายที่รุนแรงมาก สามารถเจาะทะลุคอนกรีตเสริมเหล็กที่หนาได้
ประวัติการรบและการใช้งาน
ปืนใหญ่แบบ 45 ผ่านสมรภูมิสำคัญมาอย่างโชกโชนตลอดอายุการใช้งานของมัน
สงครามโลกครั้งที่ 1 การใช้งานครั้งแรกเกิดขึ้นในการปิดล้อมเมืองซิงเต่า (Siege of Tsingtao) ในปี 1914 ซึ่งขณะนั้นเป็นฐานทัพของเยอรมนีในจีน กองทัพญี่ปุ่นใช้ปืนใหญ่แบบ 45 ยิงถล่มป้อมปราการของเยอรมันจนราบคาบ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่น่าเกรงขาม
สงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 ปืนรุ่นนี้ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องในการทำลายแนวป้องกันของกองทัพจีนก๊กมินตั๋ง แม้ว่าความคล่องตัวที่ต่ำจะเป็นอุปสรรค แต่ในสงครามแบบปิดล้อม มันยังคงเป็นอาวุธที่มีค่า
สงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะเริ่มล้าสมัยและมีปืนใหญ่รุ่นใหม่กว่าอย่าง "แบบ 96 ขนาด 150 มม." เข้ามาเสริม แต่ปืนใหญ่แบบ 45 ยังคงเป็น "ค้อนปอนด์" ของกองทัพ
ยุทธการฮ่องกง (1941) กองพันปืนใหญ่หนักอิสระที่ 1 ได้ใช้ปืนแบบ 45 ยิงถล่มแนวป้องกันของอังกฤษบนแผ่นดินใหญ่และเกาะฮ่องกง
ยุทธการบาตานและคอร์เรกิดอร์ (1942) นี่คือผลงานที่โดดเด่นที่สุดในสงครามแปซิฟิก กองทัพญี่ปุ่นขนย้ายปืนแบบ 45 ไปยังฟิลิปปินส์เพื่อยิงถล่มป้อมปราการและปืนใหญ่ชายฝั่งของสหรัฐฯ บนเกาะคอร์เรกิดอร์ กระสุนขนาด 240 มม. สามารถทำลายโครงสร้างคอนกรีตและกดดันให้กองกำลังสหรัฐฯ ยอมจำนนในที่สุด
การรบในแมนจูเรีย (1945) ในช่วงท้ายของสงคราม ปืนใหญ่เหล่านี้ถูกนำไปติดตั้งในป้อมปราการตามแนวชายแดนแมนจูเรียเพื่อรับมือกับการบุกของสหภาพโซเวียตแต่ด้วยความรวดเร็วของการบุกแบบสายฟ้าแลบของโซเวียตปืนส่วนใหญ่จึงถูกยึดหรือทำลายก่อนจะได้แสดงศักยภาพเต็มที่
บทสรุป
ปืนใหญ่วิถีโค้งแบบ 45 ขนาด 240 มม. เป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเน้นการรุกรบด้วยการทำลายป้อมค่าย แม้จะมีข้อเสียเรื่องน้ำหนักที่มาก ความเชื่องช้าในการเคลื่อนย้าย และอัตราการยิงที่ต่ำ แต่เมื่อใดก็ตามที่มันถูกติดตั้งและพร้อมยิง มันคืออาวุธทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดชนิดหนึ่งในสนามรบเอเชีย มันรับใช้กองทัพญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ยุคปืนใหญ่โบราณจนถึงยุคสงครามสมัยใหม่ ก่อนจะยุติบทบาทลงพร้อมกับการพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในปี 1945
แหล่งอ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Type_45_240_mm_howitzer
หนังสือ
Bishop, Chris (1998).
The Encyclopedia of Weapons of World War II. Barnes & Noble Books.
Chant, Chris (2001).
Artillery of World War II. Zenith Press.
Mayer, S.L. (1984).
The Rise and Fall of Imperial Japan. The Military Press.
Ness, Leland (2014).
Rikugun Guide to Japanese Ground Forces 1937–1945 Volume 2 Weapons of the Imperial Japanese Army & Navy Ground Forces. Helion & Company.
US Department of War (1945).
TM 30-480 Handbook on Japanese Military Forces. US Government Printing Office.
สวัสดีครับ
สารานุกรมปืนตอนที่ 2398 Type 45 240mm Howitzer
การปิดล้อมเมืองชิงเต่าปี 1914
ประวัติการพัฒนา
หลังจากการสู้รบในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (1904-1905) กองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ตระหนักถึงความจำเป็นของปืนใหญ่ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเพื่อใช้ในการยิงถล่มป้อมปราการที่แข็งแกร่ง ดังเช่นบทเรียนราคาแพงจากการปิดล้อมพอร์ตอาเธอร์ ซึ่งปืนใหญ่ขนาด 28 ซม. รุ่นเก่ามีความเทอะทะและเคลื่อนย้ายลำบาก
ในปี ค.ศ. 1912 ซึ่งตรงกับปีเมจิที่ 45 กองทัพจึงได้รับเอาปืนใหญ่รุ่นใหม่เข้าประจำการในชื่อ "แบบ 45" ตามปีที่รับเข้าประจำการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นปืนใหญ่หนักประจำหน่วยบัญชาการปิดล้อมและทำลายป้อมค่ายศัตรู
อย่างไรก็ตามในช่วงแรกของการผลิตและการทดสอบได้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นโดยปืนกระบอกต้นแบบเกิดการระเบิดที่ปากลำกล้อง ส่งผลให้นายพลตรีคาชิมะซึ่งเป็นวิศวกรผู้ออกแบบเสียชีวิตเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ต้องมีการแก้ไขปรับปรุงระบบการยิงและโครงสร้างลำกล้องใหม่เล็กน้อยก่อนจะเข้าสู่สายการผลิตจริง
การออกแบบและคุณลักษณะทางเทคนิค
ปืนใหญ่วิถีโค้งแบบ 45 เป็นอาวุธที่มีขนาดมหึมาและต้องการการเตรียมการอย่างมากในการติดตั้งและยิง ข้อมูลจำเพาะที่สำคัญมีดังนี้
ประเภท ปืนใหญ่วิถีโค้งหนัก (Heavy Siege Howitzer) ประเทศผู้ผลิต จักรวรรดิญี่ปุ่น ปีที่ประจำการ ค.ศ. 1912 ถึง 1945 ขนาดลำกล้อง 240 มิลลิเมตร (9.4 นิ้ว) ความยาวลำกล้อง 3.89 เมตร (16.2 คาลิเบอร์) น้ำหนักขณะตั้งยิง ประมาณ 33,000 กิโลกรัม (33 ตัน) มุมกระดก (Elevation) 0 ถึง 65 องศา มุมส่าย (Traverse) 360 องศา (ต้องใช้แท่นฐานหมุน) น้ำหนักกระสุน ประมาณ 200 กิโลกรัม ความเร็วต้นของกระสุน 360 เมตรต่อวินาที ระยะยิงไกลสุด 10,000 เมตร (10 กิโลเมตร)
ฉากจากหนังเรื่อง Windtalkers (2002)
ระบบการขนย้าย
เนื่องจากน้ำหนักที่มหาศาล ปืนใหญ่ชนิดนี้ไม่สามารถลากจูงไปทั้งกระบอกได้ ในการเคลื่อนย้ายทางยุทธวิธีจะต้องถอดแยกชิ้นส่วนปืนออกเป็นชิ้นส่วนย่อยประมาณ 10 ชิ้น แต่ละชิ้นจะถูกลากจูงโดยรถลากปืนใหญ่หนักหรือม้าลากจำนวนมาก เมื่อถึงพื้นที่ตั้งยิงจะต้องใช้เวลาและกำลังพลจำนวนมากในการประกอบชิ้นส่วนกลับเข้าด้วยกัน โดยมักจะต้องใช้ปั้นจั่นขนาดเล็ก (Gasoline-powered crane) ช่วยยกชิ้นส่วนลำกล้องและแท่นปืน
ระบบการยิงการบรรจุกระสุนเป็นแบบแยกส่วน (Separate-loading) คือต้องใส่หัวกระสุนเข้าไปก่อน ตามด้วยถุงดินขับซึ่งทำให้ใช้เวลาในการบรรจุค่อนข้างนาน อัตราการยิงจึงทำได้เพียงประมาณ 1 นัดต่อ 2 นาทีเท่านั้น แต่แลกมาด้วยอำนาจการทำลายที่รุนแรงมาก สามารถเจาะทะลุคอนกรีตเสริมเหล็กที่หนาได้
ประวัติการรบและการใช้งาน
ปืนใหญ่แบบ 45 ผ่านสมรภูมิสำคัญมาอย่างโชกโชนตลอดอายุการใช้งานของมัน
สงครามโลกครั้งที่ 1 การใช้งานครั้งแรกเกิดขึ้นในการปิดล้อมเมืองซิงเต่า (Siege of Tsingtao) ในปี 1914 ซึ่งขณะนั้นเป็นฐานทัพของเยอรมนีในจีน กองทัพญี่ปุ่นใช้ปืนใหญ่แบบ 45 ยิงถล่มป้อมปราการของเยอรมันจนราบคาบ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่น่าเกรงขาม
สงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 ปืนรุ่นนี้ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องในการทำลายแนวป้องกันของกองทัพจีนก๊กมินตั๋ง แม้ว่าความคล่องตัวที่ต่ำจะเป็นอุปสรรค แต่ในสงครามแบบปิดล้อม มันยังคงเป็นอาวุธที่มีค่า
สงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะเริ่มล้าสมัยและมีปืนใหญ่รุ่นใหม่กว่าอย่าง "แบบ 96 ขนาด 150 มม." เข้ามาเสริม แต่ปืนใหญ่แบบ 45 ยังคงเป็น "ค้อนปอนด์" ของกองทัพ
ยุทธการฮ่องกง (1941) กองพันปืนใหญ่หนักอิสระที่ 1 ได้ใช้ปืนแบบ 45 ยิงถล่มแนวป้องกันของอังกฤษบนแผ่นดินใหญ่และเกาะฮ่องกง
ยุทธการบาตานและคอร์เรกิดอร์ (1942) นี่คือผลงานที่โดดเด่นที่สุดในสงครามแปซิฟิก กองทัพญี่ปุ่นขนย้ายปืนแบบ 45 ไปยังฟิลิปปินส์เพื่อยิงถล่มป้อมปราการและปืนใหญ่ชายฝั่งของสหรัฐฯ บนเกาะคอร์เรกิดอร์ กระสุนขนาด 240 มม. สามารถทำลายโครงสร้างคอนกรีตและกดดันให้กองกำลังสหรัฐฯ ยอมจำนนในที่สุด
การรบในแมนจูเรีย (1945) ในช่วงท้ายของสงคราม ปืนใหญ่เหล่านี้ถูกนำไปติดตั้งในป้อมปราการตามแนวชายแดนแมนจูเรียเพื่อรับมือกับการบุกของสหภาพโซเวียตแต่ด้วยความรวดเร็วของการบุกแบบสายฟ้าแลบของโซเวียตปืนส่วนใหญ่จึงถูกยึดหรือทำลายก่อนจะได้แสดงศักยภาพเต็มที่
บทสรุป
ปืนใหญ่วิถีโค้งแบบ 45 ขนาด 240 มม. เป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเน้นการรุกรบด้วยการทำลายป้อมค่าย แม้จะมีข้อเสียเรื่องน้ำหนักที่มาก ความเชื่องช้าในการเคลื่อนย้าย และอัตราการยิงที่ต่ำ แต่เมื่อใดก็ตามที่มันถูกติดตั้งและพร้อมยิง มันคืออาวุธทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดชนิดหนึ่งในสนามรบเอเชีย มันรับใช้กองทัพญี่ปุ่นยาวนานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ยุคปืนใหญ่โบราณจนถึงยุคสงครามสมัยใหม่ ก่อนจะยุติบทบาทลงพร้อมกับการพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในปี 1945
แหล่งอ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Type_45_240_mm_howitzer
หนังสือ
Bishop, Chris (1998). The Encyclopedia of Weapons of World War II. Barnes & Noble Books.
Chant, Chris (2001). Artillery of World War II. Zenith Press.
Mayer, S.L. (1984). The Rise and Fall of Imperial Japan. The Military Press.
Ness, Leland (2014). Rikugun Guide to Japanese Ground Forces 1937–1945 Volume 2 Weapons of the Imperial Japanese Army & Navy Ground Forces. Helion & Company.
US Department of War (1945). TM 30-480 Handbook on Japanese Military Forces. US Government Printing Office.