โทฟุซัง รายได้ 1,693 ล้าน แต่ใช้งบการตลาดไม่ถึง 0.5% กลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์โตแบบไม่ต้องโฆษณาหนัก
หลายคนอาจคุ้นกับ "โทฟุซัง" ในฐานะน้ำเต้าหู้พร้อมดื่มที่หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ แต่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์นี้มีแนวคิดที่น่าสนใจมาก เพราะบริษัทเลือกลงทุนกับ "สินค้า" มากกว่า "การโฆษณา"
สรุปประเด็นสำคัญ
🥛
ผลประกอบการปี 2568
- รายได้
1,693 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ
199 ล้านบาท
- อัตรากำไรสุทธิ
11.8%
ที่น่าสนใจคือ บริษัทใช้งบการตลาด
ไม่ถึง 0.5% ของรายได้ ซึ่งต่ำกว่าหลายแบรนด์ในตลาดที่มักใช้งบประมาณ
8-10%
เคล็ดลับคือ Product-Led Strategy
- คุณนาม สุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งโทฟุซัง เลือกใช้แนวคิด
Product-Led หรือให้ "สินค้าเป็นตัวขายตัวเอง"
- แทนที่จะนำเงินจำนวนมากไปซื้อโฆษณา บริษัทเลือกนำทรัพยากรไปพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดีที่สุด
- แนวคิดคือ หากสินค้าดีพอ ลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำ และเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก ซึ่งมีพลังและยั่งยืนกว่าการโฆษณา
ทำไมถึงไม่ทำทั้งสินค้าและโฆษณาพร้อมกัน?
ผู้ก่อตั้งมองว่า การพยายามทำทั้งสองด้านให้สุดพร้อมกัน อาจทำให้ทรัพยากรกระจายจนไม่โดดเด่นสักด้าน จึงเลือกโฟกัสไปที่การพัฒนาสินค้าเป็นหลัก เมื่อคุณภาพได้รับการยอมรับ การเติบโตก็จะตามมาเอง ผลลัพธ์
- ครองส่วนแบ่งตลาดน้ำเต้าหู้พร้อมดื่มกว่า
90%
- ใช้งบการตลาดต่ำ แต่ยังสร้างรายได้และกำไรเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
- ลูกค้าจำนวนมากกลายเป็นผู้ช่วยประชาสัมพันธ์แบรนด์ผ่านการบอกต่อ
ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า ธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้งบโฆษณามหาศาลเสมอไป หากสามารถสร้างสินค้าที่มีคุณภาพจนผู้บริโภคยอมรับและอยากแนะนำต่อ
ที่มา
BrandCase
โทฟุซัง รายได้ 1,693 ล้าน แต่ใช้งบการตลาดไม่ถึง 0.5% กลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์โตแบบไม่ต้องโฆษณาหนัก
หลายคนอาจคุ้นกับ "โทฟุซัง" ในฐานะน้ำเต้าหู้พร้อมดื่มที่หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ แต่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์นี้มีแนวคิดที่น่าสนใจมาก เพราะบริษัทเลือกลงทุนกับ "สินค้า" มากกว่า "การโฆษณา"
สรุปประเด็นสำคัญ
🥛 ผลประกอบการปี 2568
- รายได้ 1,693 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ 199 ล้านบาท
- อัตรากำไรสุทธิ 11.8%
ที่น่าสนใจคือ บริษัทใช้งบการตลาด ไม่ถึง 0.5% ของรายได้ ซึ่งต่ำกว่าหลายแบรนด์ในตลาดที่มักใช้งบประมาณ 8-10%
เคล็ดลับคือ Product-Led Strategy
- คุณนาม สุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งโทฟุซัง เลือกใช้แนวคิด Product-Led หรือให้ "สินค้าเป็นตัวขายตัวเอง"
- แทนที่จะนำเงินจำนวนมากไปซื้อโฆษณา บริษัทเลือกนำทรัพยากรไปพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดีที่สุด
- แนวคิดคือ หากสินค้าดีพอ ลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำ และเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก ซึ่งมีพลังและยั่งยืนกว่าการโฆษณา
ทำไมถึงไม่ทำทั้งสินค้าและโฆษณาพร้อมกัน?
ผู้ก่อตั้งมองว่า การพยายามทำทั้งสองด้านให้สุดพร้อมกัน อาจทำให้ทรัพยากรกระจายจนไม่โดดเด่นสักด้าน จึงเลือกโฟกัสไปที่การพัฒนาสินค้าเป็นหลัก เมื่อคุณภาพได้รับการยอมรับ การเติบโตก็จะตามมาเอง ผลลัพธ์
- ครองส่วนแบ่งตลาดน้ำเต้าหู้พร้อมดื่มกว่า 90%
- ใช้งบการตลาดต่ำ แต่ยังสร้างรายได้และกำไรเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
- ลูกค้าจำนวนมากกลายเป็นผู้ช่วยประชาสัมพันธ์แบรนด์ผ่านการบอกต่อ
ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า ธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้งบโฆษณามหาศาลเสมอไป หากสามารถสร้างสินค้าที่มีคุณภาพจนผู้บริโภคยอมรับและอยากแนะนำต่อ
ที่มา BrandCase