JJNY : วิพุธเปิดทางให้ ‘ส.ก.เนอส’│สหัสวัตอัดงบแรงงานปี 70│“อ.สิริพรรณ”ชำแหละ 5 ปมเลือกตั้งกทม.│47 จว.เตือนฝนตกหนักมาก

วิพุธ ว่าที่ส.ก.บางรัก เปิดทางให้ ‘ส.ก.เนอส’ นั่งเก้าอี้ประธานสภากทม.
https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5786169
.

.
วิพุธ ว่าที่ส.ก.บางรัก เปิดทางให้ ‘ส.ก.เนอส’ นั่งเก้าอี้ประธานสภากทม.
.
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นายวิพุธ ศรีวะอุไร ว่าที่ส.ก.เขตบางรัก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า
.
หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีหลายท่านส่งข้อความมาถามเกี่ยวกับการเลือกประธานสภากรุงเทพมหานคร จึงอยากใช้โอกาสนี้อธิบายความตั้งใจด้วยตัวเอง
.
หลังจากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนให้กลับมาทำหน้าที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานครอีกครั้ง สิ่งแรกที่ตนและทีมพูดคุยกัน คือเรื่องการทำงาน เราหารือกันว่า เมื่อสภากรุงเทพมหานครเปิดประชุมสมัยแรก ก่อนการพิจารณางบประมาณ เราจะเร่งผลักดันเรื่องใดเป็นลำดับแรก อะไรคือปัญหาที่ประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด และจะทำอย่างไรให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพราะความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้
.
ตลอดช่วงสองวันที่ผ่านมา เวลาส่วนใหญ่จึงอยู่กับการลงพื้นที่ขอบคุณพี่น้องประชาชนในเขตบางรัก และเตรียมแผนการทำงานสำหรับสภาชุดใหม่
.
ในส่วนของการเลือกประธานสภากรุงเทพมหานคร ตนเคารพผลการเลือกตั้ง และเชื่อว่าการเคารพเสียงของประชาชน ควรเริ่มต้นจากการเปิดโอกาสให้กลุ่มที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด ได้ดำเนินการตามกระบวนการประชาธิปไตยก่อน
.
หลายคนอาจมองว่าสภากรุงเทพมหานครเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร แต่ในความเป็นจริง บทบาทและหน้าที่ของทั้งสองสภาแตกต่างกัน
.
สภากรุงเทพมหานคร ไม่ได้มีระบบรัฐบาลและฝ่ายค้านเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้ง 50 คน ต่างได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่ร่วมกันออกข้อบัญญัติ พิจารณางบประมาณ และตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพื่อให้การใช้งบประมาณและการบริหารงานของกรุงเทพมหานครเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
.
ไม่ว่าสมาชิกสภาจะมาจากกลุ่มใดหรือได้รับเลือกตั้งในนามใด เมื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แล้ว ทุกคนต่างมีหน้าที่เดียวกัน คือใช้เหตุผล ข้อเท็จจริง และข้อมูลในการตัดสินใจ ร่วมกันตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และร่วมกันผลักดันให้กรุงเทพมหานครพัฒนาไปข้างหน้า
.
ตลอดการทำงานที่ผ่านมา ตนได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ทั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร รองประธานสภากรุงเทพมหานคร และประธานสภากรุงเทพมหานคร ทุกบทบาทที่ได้รับไม่เคยมองว่าเป็นสิทธิของตัวเอง แต่เป็นความรับผิดชอบที่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และพร้อมรับการตรวจสอบจากประชาชนเสมอ
.
ดังนั้น ไม่ว่าจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ใดในสภาชุดนี้ ก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่นั้นอย่างเต็มความสามารถ ด้วยหลักการเดิมที่ยึดถือมาตลอด คือยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทำงานร่วมกับทุกฝ่าย และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และตรงไปตรงมา
.
ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนไม่ได้ตัดสินเราจากตำแหน่งที่เราได้รับ แต่ตัดสินเราจากผลงานที่เราทำ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของประชาชน นั่นคือหลักการที่ยึดถือมาตลอด และจะยึดถือต่อไปในการทำหน้าที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ขอบคุณทุกกำลังใจ และขอบคุณทุกความคิดเห็น
.
https://www.facebook.com/viputsrivaurai/posts/pfbid028TPeoMyQfGQgTAU1fQTN8nuVQqjsEv9kSY4sBQCbrmy7F4XYJy9tzrpT7S1SEmpal
.

.
สหัสวัต อัดงบแรงงานปี 70 หั่นงบฝึกทักษะ สวนทางนโยบายหาเสียง จี้รัฐใช้หนี้ประกันสังคม 4.2 หมื่นล้าน.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5786173
.
สหัสวัต อัดงบแรงงานปี 70 สวนทางนโยบายหาเสียง หั่นงบฝึกทักษะ-ดูแลแรงงานอิสระ หวั่นแก้ปัญหาไม่ตรงจุด จี้ ‘รัฐบาล’ เคลียร์หนี้ประกันสังคม 4.2 หมื่นล้าน พร้อมดอกเบี้ย ชี้ 24 ล้านคนไม่ควรแบกรับค่าเสียโอกาส
.
เมื่อเวลา 19.15 น. วันที่ 30 มิถุนายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570
.
นายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน อภิปรายว่า สำหรับงบประมาณปี 70 นี้ ในส่วนของเรื่องแรงงานเมื่อเปิดงบประมาณออกมาดู เห็นตัวเลขตอนแรกก็ตกใจ เพราะปีนี้กระทรวงแรงงานได้งบเพิ่มถึง 3.7 พันล้านบาท เพราะรัฐบาลอาจเห็นความสำคัญของแรงงานที่ต้องเร่งอัปสกิล (Upskill) และรีสกิล (Reskill) ของแรงงานให้ทันต่อโลก
.
นายสหัสวัต กล่าวต่อว่า หากดูตัวอย่างผิวเผินจากงบประมาณที่เพิ่มขึ้น 5% ถือว่าเพิ่มมากเป็นอันดับ 3 หากเมื่อนับรวมทุกกระทรวง ซึ่งตนก็ดีใจที่งบประมาณเพิ่มขนาดนี้แสดงว่ารัฐบาลเห็นถึงความสำคัญของแรงงาน แต่หากดูที่ไส้ในจะพบว่า งบที่เพิ่มเป็นงบของสำนักงานประกันสังคม ที่ได้เงินเพิ่มมากกว่า 4.2 พันล้านบาท และหากดูผ่านๆ เราจะคิดว่าจะเป็นการใช้หนี้ประกันสังคมเพิ่มขึ้น ซึ่งหักดูที่ไส้ในจริงๆ ก็จะพบว่า รัฐบาลใช้หนี้ประกันสังคมเพิ่มขึ้น 1.4 พันล้านบาท ที่เหลืออีกกว่า 2.8 พันล้านบาท คือเงินสมทบที่ต้องจ่ายเพิ่มจากการที่ประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้าง โดยปัจจุบันรัฐบาลเป็นหนี้ประกันสังคมอยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท
.
นายสหัสวัต กล่าวอีกว่า วันนี้ท่านใช้หนี้เพิ่มขึ้นมา 1.4 พันล้านบาท หักรวมจากปีที่แล้ว เท่ากับว่าปีนี้ได้ใช้หนี้จำนวน 7 พันล้านบาท เป็นตัวเลขที่ไม่มากไม่น้อย หากเทียบกับยุคของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ใช้หนี้รวมกับงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 18,000 ล้านบาท
.
ผมเข้าใจว่าทางรัฐมนตรีได้ตอบเรื่องนี้ไปแล้ว ว่าจะไปปรึกษาเรื่องนี้กับนายกรัฐมนตรีก่อน ผมคาดหวังกับท่านจุลพันธ์ ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่แค่การไปปรึกษาหารือ แต่ท่านต้องไปไฝ้วมาเลยกับท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดแผนการใช้หนี้ประกันสังคมที่เป็นรูปธรรมตามที่ท่านกล่าวไว้ ท่านรัฐมนตรีเองก็เอ่ยปากมาว่าใช้หนี้หมดภายใน 5 ปี แต่ผมอยากเห็นแผนที่จะบังคับใช้ และวางกรอบเลย เพื่อไม่ให้มีข้ออ้างอะไรมาตัดงบตรงนี้ได้” นายสหัสวัต กล่าว
.
นายสหัสวัต กล่าวต่อว่า เรื่องแผนการใช้หนี้ท่านรัฐมนตรีก็เคยดูกระทรวงการคลังมาก่อนก็ทราบว่าการใช้หนี้ต้องมีแผนที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาสำนักงานไม่เคยรู้เลยว่าแต่ละปีใช้หนี้มาเท่าไหร่ และผู้ประกันตนอยากเห็นจริงๆ เกี่ยวกับแผนการคืนให้หนี้ของทางรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมว่าตกปีละเท่าไหร่และใช้เวลากี่ปี ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือต้องพร้อมดอกเบี้ย เพราะหนี้ที่ท่านค้างอยู่ในเวลาที่รัฐบาลใช้ใช้เพียงแค่เงินต้น แต่ดอกเบี้ยไม่ให้ ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็รู้ว่าเงินต้นเท่านี้ ถ้ามีดอกเบี้ยจะเป็นเงินเท่าไหร่ หากเอาเงินที่รัฐติดอยู่ไปลงทุนจะได้รีเทิร์นมาปีละเท่าไหร่ ดอกเบี้ยหรือผลกำไรตรงนี้ สามารถเอาไปดูแลพี่น้องผู้ประกันตนได้มาก และขอรัฐบาลอย่าตีเนียน ช่วยจ่ายค่าเสียโอกาสให้กับผู้ผู้ประกันตน 24 ล้านคนด้วย
.
นายสหัสวัต กล่าวด้วยว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นเพื่อไปทำโครงการต่างๆ ที่หาเสียงไว้ แต่ความเป็นจริงกลับไปเพิ่มที่เพียงแค่สำนักงานประกันสังคม 4.2 พันล้าน แสดงว่างบจริงของกระทรวงแรงงานหายไป 500 ล้านบาท ซึ่งหากเป็นแบบนี้เราจะจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาของแรงงานในยุคใหม่ และตอบโจทย์นโยบายที่รัฐบาลใช้หาเสียงได้อย่างไร ซึ่งการที่ทุกพรรคหาเสียงว่าจะ Upskill และ Reskill แรงงาน รวมถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่ไม่ได้สะท้อนในงบประมาณเล่มนี้เลย ซึ่งตนเข้าใจว่ากระทรวงแรงงานงบน้อยอยู่แล้ว แต่รอบนี้กลับน้อยลงไปอีก ซึ่งจะต้องจัดออกมาให้ดีที่สุด และตรงต่อสถานการณ์ด้านแรงงาน รวมถึงตรงกับนโยบายที่หาเสียงไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
.
นายสหัสวัต กล่าวอีกว่า เราต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ เป็นวิกฤตของประเทศเราในตอนนี้คือปัญหาเรื่องทักษะของคน เพราะจากรายงานของสภาพัฒน์ฯ ประเทศไทยมีปัญหาการทำงานไม่ตรงกับทักษะ และคุณวุฒิการศึกษา สูงถึง 55.75% ถือเป็นตัวเลขที่สูงมากหากเทียบกับที่อื่นในโลก และคนที่จบ ปวช. และ ปวส. เจอกับปัญหานี้มากที่สุด ซึ่งปัญหานี้ยิ่งหนักกับคนยุคนี้โดยเฉพาะเด็กที่จบใหม่อายุระหว่าง 20 ถึง 25 ปี เป็นกลุ่มที่ตกงานมากที่สุด ปัญหานี้ก็มีพื้นฐานมาจากการขาดทักษะของคนไทย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับวิกฤต เป็นเหตุผลสำคัญที่เราต้อง Upskill และ Reskill อย่างเร่งด่วน เพราะเป็นสิ่งที่ทุกพรรคพูดเอาไว้ก่อนการเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลนี้เป็นภารกิจหลักของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ถือว่าหายนะ เพราะถูกตัดไปมากกว่า 191 ล้านบาท ซึ่งแผนยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพตลอดช่วงชีวิต ที่ถูกตัดไปกว่า 124 ล้านบาท จึงเกิดคำถามว่าเราจะสามารถพัฒนา ทักษะแรงงานที่อยู่ในวิกฤตนี้ได้ทันหรือไม่
.
นายสหัสวัต กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ตนก็ยังจะขอชมท่านรัฐมนตรีสักเล็กน้อยที่อย่างน้อยรักษาสัญญาเรื่องโครงการเรียนได้งบจบได้งานที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งตนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จ ไม่เหมือนกับโครงการฝึกอบรมอื่นๆของกรมพัฒที่ผ่านๆ มา ที่ฝึกแล้วทั้งไม่ได้เงิน ไม่ได้งานใหม่ และรายได้ก็ไม่เพิ่ม สำหรับโครงการนี้ ตนสนับสนุนอย่างเต็มที่ หากเราอ้างอิงจากนโยบายในเว็บไซต์ของพรรคเพื่อไทย ท่านเสนอให้คนที่ฝึกอบรมเรียนจบได้งานทำแน่นอน มีนายจ้างมารอ เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ตนเสนอเพิ่มเติมให้ท่านสามารถพัฒนาต่อยอดให้โครงการนี้ดำเนินการจากแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วอย่าง “ไทยมีงานทำ” ได้ทันที ให้การหางานใหม่หรือการทำงานต่างๆ มารวมอยู่ในแอพพลิเคชันเดียวกัน และหากเชื่อมโยงกับประกันสังคมได้ยิ่งดี
.
นายสหัสวัต กล่าวอีกว่า ตนหวังอย่างมากที่อยากให้ท่านทำให้ได้ แต่ดูจากงบประมาณที่ได้รับ ตนเองก็เป็นห่วงว่า โครงการเรียนได้งบจบได้งานของท่านจะไม่ได้ตามเป้าหมายเพราะงบประมาณนั้นก็น้อยเหลือเกิน แค่เพียง 193 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งที่ควรจะเป็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล อีกเรื่องสำคัญที่ตนติดใจ และเป็นเรื่องวิกฤตของแรงงานโลก และแรงงานไทยในตอนนี้ คือเรื่องแรงงานอิสระ เพราะเราทราบดีว่าไทยเรามีแรงงานอิสระสูงถึง 21 ล้านคนหรือเกินครึ่งของคนทำงานทั้งประเทศ ซึ่งรัฐบาลเองก็พูดตลอดว่าต้องให้ความสำคัญ ต้องดูแลสวัสดิการและพัฒนาพี่น้องกลุ่มนี้ แต่สิ่งที่ปรากฏในเล่มงบประมาณนี้ กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง เพราะกระทรวงจัดงบพัฒนาทักษะแรงงานนอกระบบมาเพียง 53.6 ล้านบาท ในขณะที่ปีที่แล้วได้ไปถึง 260 ล้านบาท โดยงบหายไป 200 กว่าล้านบาท แบบนี้จะเรียกว่าให้ความสำคัญได้หรือ และที่ผ่านมาการพัฒนาเรื่องนี้อาจจะมีสะเปะสะปะไปบ้าง เช่น มีโครงการพัฒนาแรงงานอิสระแบบแปลกๆ เช่น หลักสูตรฝึกอาชีพอย่างหลักสูตรโหราศาสตร์ จึงเกิดการตั้งคำถามว่ามันควรเป็นหลักสูตรฝึกอาชีพที่จัดโดยรัฐหรือไม่ ซึ่งปัญหาใหญ่คืองบที่ตัดออกไปจากโครงการพัฒนาแรงงานอิสระ 200 ล้านบาท แสดงวาสเราจะไม่พัฒนาทักษะคน 21 ล้านคนแล้วหรือไม่ ตนจึงอยากให้ทบทวนเพื่อพิจารณาและวางแผนเรื่องนี้ใหม่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่