CATL ส่งลิขสิทธิ์แบตให้ Ford... แล้วจีนไม่กลัวโดนก๊อปปี้เหรอ?

จากกระทู้ที่แล้วที่ผมเล่าเรื่อง "CATL บุกอเมริกาในนาม Ford" ในกระทู้นี้ https://pantip.com/topic/44146298 ไปแล้วก็มีคำถามที่น่าสนใจมากครับว่า "อ้าว! แล้วยื่นมีดให้ Ford ถึงในบ้านแบบนี้ จีนไม่กลัวอเมริกาแกะสูตรก๊อปปี้เทคโนโลยีไปเป็นของตัวเองเหรอ?" แถมยังมีประเด็นเรื่องกำแพงกฎหมายอเมริกาที่แบนห่วงโซ่อุปทานจีนอย่างโหด แล้วโรงงานที่มิชิแกนนี้จะไปเอา "วัตถุดิบ" จากไหนมาผลิตแบต LFP?
          วันนี้ผมไปแกะข้อมูลและมาตรการควบคุมของฝั่งจีนและ Ford มาชำแหละให้ฟังกันต่อครับ บอกเลยว่า จีนคิดมาเกมเหนือกว่าที่เราคิดเยอะครับ!

ทำไม CATL ถึงไม่กลัวอเมริกา "ก๊อปปี้" เทคโนโลยี?
          ถ้าเป็นเมื่อ 20 ปีก่อน ฝรั่งอาจจะกลัวจีนก๊อป แต่พอมารอบนี้ CATL เดินเกมเหนือชั้นด้วยเหตุผล 3 ข้อนี้ครับ
1. มันคือ "เทคโนโลยีตกรุ่น" ของจีน แต่มันคือ "ของใหม่" ของอเมริกา แบตเตอรี่ LFP ที่ CATL เอาลิขสิทธิ์มาขายให้ Ford ผลิตที่มิชิแกนในปี 2026 นี้ จริงๆ แล้วมันคือเทคโนโลยีระดับมาตรฐานที่ CATL ผลิตและวิ่งจนเกร่อในประเทศจีนมาตั้งแต่ปี 2023-2024 แล้วครับ ในขณะที่อเมริกากำลังตื่นเต้นและต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีเพื่อหัดผลิตแบตรุ่นนี้ให้เสถียร ปัจจุบันที่จีน CATL กำลังก้าวข้ามไปผลิตแบตเตอรี่รุ่นใหม่อย่าง Shenxing Battery (LFP ชาร์จ 10 นาทีวิ่งได้ 400 กิโลเมตร) และกำลังจะกระโดดไปแบตเตอรี่กึ่งของแข็ง (Semi-solid state) แล้วครับ ต่อให้อเมริกาก๊อปสูตรนี้ไปได้สำเร็จ กว่าจะทำได้คล่อง จีนก็ทิ้งห่างไปอีก 2 เจเนอเรชันแล้ว
2. ก๊อปสูตรเคมีได้ แต่ก๊อป "ความนิ่ง" ของหุ่นยนต์ไม่ได้ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ไม่ใช่แค่การรู้สัดส่วนเคมี (ลิเธียม, เหล็ก, ฟอสเฟต) เพราะสูตรพวกนี้เปิดหาในตำราก็เจอ แต่สิ่งที่ก๊อปปี้ไม่ได้คือ "Know-how ในไลน์ผลิตระดับอุตสาหกรรม" เครื่องจักร หุ่นยนต์ และซอฟต์แวร์ที่ใช้ควบคุมการเคลือบสารเคมีลงบนแผ่นฟอยล์ที่บางระดับไมครอนในโรงงานมิชิแกน ทั้งหมดส่งตรงมาจากซัพพลายเชนของ CATL ในจีน และถูกล็อกสิทธิ์การเข้าถึง  พนักงานอเมริกันมีหน้าที่แค่คอยกดปุ่มสั่งการหน้างาน ดูแลระบบ และคุมเครื่องตามคู่มือ แต่จะไม่มีสิทธิ์เข้าไปถอดรหัสซอฟต์แวร์หรือเข้าถึง "พิมพ์เขียวซอร์สโค้ด" ของระบบจักรกลได้เลย
3. รัฐบาลจีนออกกฎหมายสั่งล็อกข้อตกลง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ CATL สั่งห้าม แต่อัยการและรัฐบาลจีนได้อัปเดตกฎหมายควบคุมการส่งออก โดยจัดให้ "เทคโนโลยีการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ขั้นสูง" เป็นเทคโนโลยีควบคุม ห้ามถ่ายทอดสูตรต้นฉบับให้ต่างชาติเด็ดขาด ดีลนี้เลยถูกเขียนสัญญารัดกุมมาก ถ้า Ford แอบแกะหรือดัดแปลงซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับอนุญาต ดีลจะถูกยกเลิก เครื่องจักรจะโดนล็อกระบบทันที และ Ford จะต้องจ่ายค่าปรับชนิดที่ว่าล้มละลายได้เลย

อเมริกาแบนจีน แล้วโรงงานนี้จะเอา "วัตถุดิบ" จากไหนมาผลิต?
          นี่คือจุดที่ท้าทายที่สุดของดีลนี้ครับ เพราะกฎหมายสหรัฐฯ (Inflation Reduction Act - IRA) และข้อกำหนด FEOC ระบุชัดเจนว่า "ถ้าใช้แร่ธาตุหรือวัตถุดิบสำคัญจากจีน รถ EV คันนั้นจะไม่มีสิทธิ์ได้เงินอุดหนุนภาษี 7,500 ดอลลาร์" (ซึ่งเป็นเงินที่ช่วยให้รถขายออก) เพื่อแก้ปัญหานี้ Ford และ CATL จึงต้องใช้ยุทธวิธี "ล้างสายเลือดซัพพลายเชนใหม่" โดยการผลิตแบตเตอรี่ LFP ในโรงงานมิชิแกน จะ "ไม่ใช้แร่ดิบที่ขุดและสกัดจากจีนเลย" แต่ใช้แผนกระจายความเสี่ยงทั่วโลกแทน
- ลิเธียม (Lithium) : Ford หันไปเซ็นสัญญานำเข้าจากประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหรัฐฯ เช่น ออสเตรเลีย, ชิลี หรือแคนาดา แทนการนำเข้าจากจีน
- เหล็กและฟอสเฟต (Iron & Phosphate) : โชคดีที่แบต LFP ไม่ได้ใช้แร่ราคาแพงและหายากอย่าง นิกเกิล หรือ โคบอลต์ แร่อย่างเหล็กและฟอสเฟตหาได้ง่ายมากในทวีปอเมริกาเหนือ รวมถึงในรัฐมิชิแกนเองก็มีอุตสาหกรรมเหมืองแร่เหล็กที่ใหญ่โตอยู่แล้ว
- กราไฟต์ (Graphite) และส่วนประกอบอื่นๆ : เดิมทีจีนผูกขาดการสกัดกราไฟต์ แต่ตอนนี้ Ford กำลังบีบให้ซัพพลายเออร์นอกจีน (เช่น ในแอฟริกา หรือโรงงานรีไซเคิลแร่ในอเมริกาเอง) เร่งกำลังการผลิตเพื่อส่งเข้าโรงงานนี้
          สรุปกระบวนการคือ Ford จะเป็นคนกว้านซื้อแร่บริสุทธิ์จากทั่วโลก (ที่ไม่ใช่จีน) ขนเข้ามาที่โรงงานในมิชิแกน จากนั้นค่อยเอาแร่เหล่านั้นเข้าสู่เครื่องจักรและกระบวนการปรุงสูตรตามเทคโนโลยีที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจาก CATL เพื่อคุมให้วัตถุดิบทั้งหมดผ่านมาตรฐานกฎหมายอเมริกา 100%

สรุป
          เกมนี้ CATL ไม่ได้มาในฐานะ "ผู้เสียเปรียบ" เลยครับ แต่มาในฐานะ "ซัพพลายเออร์ทางปัญญา" ที่นั่งเก็บค่าต๋ง (Licensing Fee) สบายๆ โดยไม่ต้องเสี่ยงลงทุนเงินตัวเองแม้แต่ดอลลาร์เดียว แถมยังส่งซัพพลายเชนเครื่องจักรของจีนเข้ามาขายให้อเมริกาได้อีก
          ส่วนเรื่องวัตถุดิบ Ford ต้องเป็นคนดิ้นรนหาแร่มาป้อนให้เครื่องจักรของจีนทำงานเอง เรียกว่าเป็นโมเดลที่จีนวิน-วินเต็มประตู ปล่อยให้อเมริกาเหนื่อยหาวัตถุดิบและออกเงินสร้างตึกไป แต่สุดท้าย "สมองและกระดูกสันหลัง" ของอุตสาหกรรมก็ยังต้องพึ่งพาสิ่งที่เขียนว่า Designed by CATL อยู่ดีครับ
         คิดว่าโมเดล "แยกแร่ดิบออกจากจีน แต่ใช้สมองจีน" แบบนี้ อเมริกาจะสามารถพัฒนาต่อยอดจนก้าวข้ามจีนได้ในอนาคตไหม? หรือสุดท้ายก็จะติดหล่มตามหลังจีนไปตลอดกาล?

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่