รีวิวชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนนิวซีแลนด์ 1 ปีเต็ม กับ Host Family ที่น่ารักจนกลายเป็น "ครอบครัวที่สอง" ของผม🇳🇿💖


เพี้ยนสวัสดี
สวัสดีครับผม ชื่อ ตาตู้ นะครับ วันนี้ผมอยากมาแชร์เรื่องราวการไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand) เมือง Foxton ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านไป 3 ปีแล้วครับถ้านับจากวันที่กลับมา
ระยะเวลาการไปแลกเปลี่ยนของผมตอนแรกคือ 10 เดือนครับ แต่ได้อยู่ต่อบวกเพิ่มอีก 2 เดือนจนกลายเป็น 1 ปีเต็ม! เหตุผลก็เพราะความน่ารักของ Host Family และเจ้าหน้าที่ LAR (Local Area Representative - สตาฟฟ์ดูแลนักเรียนแลกเปลี่ยน) ที่ทำให้ผมอยากมาเล่าประสบการณ์ในมุมมองที่ผมได้รับและสัมผัสมาครับ . . .

🌪️ กว่าจะได้บิน... สาหัสเอาเรื่อง
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า กว่าผมจะได้ไปนี่ทุลักทุเลมากครับ เริ่มจากที่บ้านบังคับให้ไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาเพื่อฝึกภาษา ซึ่งผมดื้อไม่อยากไปเลย ช่วงนั้นติดเพื่อน ติดแฟน และติดเกมแข่งด้วย
แต่โชคร้าย (หรือโชคดีก็ไม่รู้) คือผมไม่ได้ไปอเมริกาครับ เพราะผมเคยมีโรคประจำตัวชื่อว่า MG (Myasthenia Gravis) ถึงแม้จะหายขาดไป 7-8 ปีแล้ว แต่ทางนั้นเขากังวลว่าถ้ากำเริบจะรักษายาก เลย Reject ผม แม่ผมเสียใจมากแล้วก็พยายามวิ่งเต้นกับโครงการ (โครงการชื่อย่อ ED...) จนในที่สุดก็ได้ส่งไปที่นิวซีแลนด์แทน ตอนแรกผมก็ยังไม่อยากไปอยู่ดี ห่วงทั้งแข่งเกม ทั้งแอปพลิเคชันที่ทำกับเพื่อน แต่ทางฝั่งนู้นเขาตอบรับมาแบบน่ารักมากๆ
พอตกลงคอนเฟิร์มเข้าค่ายปรับตัวเสร็จ... โชคร้ายก็มาเยือนอีกรอบครับ "โควิดระบาด" ต้องเลื่อนการเดินทางออกไปอีก จนผมแทบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว หันมาบ้างานทำแต่งานอย่างเดียว แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ผมตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไปก็คือ... ผมเลิกกับแฟนครับ
ตอนนั้นรู้สึกเลยว่าอยู่ประเทศไทยไม่ไหวแล้ว อ๊าาา! ตัดสินใจบินเลย หอบข้าวของหนีความเศร้าไปแบบเต็มใจสุดๆ โดยไฟลต์ที่ผมบินมีน้องคนไทยอีก 2 คนไปด้วยครับ (น้องๆ น่ารักมากๆ) ไปเจอกันวันบินเลยแบบไม่รู้จักกันมาก่อน . . .


🧊 Ice Breaking ที่ Auckland
ภาษาอังกฤษผมตอนนั้นเรียกได้ว่าระดับ "อ่อน" เลยครับ ได้แค่ภาษาไว้ด่าคนในเกม กับการสื่อสารระดับ B1 ถ้าพูดเร็วหน่อยคือไปไม่เป็นแล้ว ต้อง Pardon รัวๆ
พอไปถึงแคมป์ที่ Auckland ทางนั้นต้อนรับดีมากครับ ได้ทำกิจกรรม Ice Breaking กับเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนจากหลายประเทศ เอาจริงๆ จากที่ผมเป็นคน Introvert สถานการณ์มันบังคับให้เราต้องปรับตัวจนแทบจะกลายเป็น Extrovert ไปเลย
ใน 7 วันนั้น Host Family ก็มาหาที่แคมป์ครับ มาแค่ Host Mom กับ Dad พอเจอกันเขาก็ชวนคุยแซวติดตลกว่า "รู้มั้ย เธอหนะนำพายุฟ้าฝนมาให้นิวซีแลนด์นะ!" ผมก็ตอบขำๆ ว่าอาจจะใช่ คุยกันถูกคอมากจนหมดเวลา พวกท่านก็ต้องเดินทางกลับไปเตรียมตัวรอรับผมที่เมือง Foxton . . .


🏡 Chapter 1: การต้อนรับอันอบอุ่นสู่ครอบครัวใหญ่
ถึงวันที่ต้องเดินทางออกจากแคมป์ไปหาครอบครัวใหม่ บ้านผมเป็นครอบครัวใหญ่ครับ สมาชิกหลักๆ มี Dad, Mom, พี่ชาย (Sydney), น้องชาย (Thomas), พี่สาว (Amber) และสามีของเธอ (Graham ที่พวกผมเรียกกันว่า G) พร้อมด้วยลูกสาวสองคนของพวกเขา (Alexia & Maddi) และคุณยาย (Nana Trish) จริงๆ มีสมาชิกอีกเยอะแต่ส่วนใหญ่จะมาเจอกันตามงานอีเวนต์ครับ
ผมเดินทางมาพร้อมกับ "น้องโอท็อป" (นักเรียนแลกเปลี่ยนอีกคนที่ดูแลโดยเจ้าหน้าที่ LAR ของผม) พวกเราตัวติดกันบ่อย เข้าโรงเรียนเดียวกัน และสองบ้านนี้ก็สนิทกันมาก ไปมาหาสู่จัดอีเวนต์ด้วยกันตลอด
วันที่มาถึง Mom, Dad, Sydney, Thomas และ Amber มารับผมพร้อมกัน คำแรกในใจคือ "มากันเยอะโคตร ลูกโป่ง พร็อพเพียบ แล้วจะกลับบ้านยังไงวะเนี่ย?" สรุปคืออัดกันขึ้นรถคันเดียวกันนั่นแหละครับ
ระหว่างทางกลับบ้าน ผมเกือบนิ่งสนิท พยายามตั้งใจฟังและตอบคำถาม แต่มันฟังไม่ค่อยออกบวกกับเจอความเฟรนด์ลี่ขั้นสุด ช่วงแรกเลยได้แต่ถามคำตอบคำ แอบนอยด์ตัวเองเหมือนกันเพราะเกร็งมากๆ แต่ก็ดีใจที่ได้เจอครอบครัวที่เข้าถึงง่ายขนาดนี้ . . .
`

🎸 พ่อนักดนตรี กับ ดีกรีแบกแรงก์
พอกลับถึงบ้าน เขาก็พาเดินดูรอบๆ บ้านเขาทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์เยอะมาก ทั้งแพะ แกะ ไก่ นก ทำกิจกรรมได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ แล้วเขาก็จำได้ว่าผมชอบเล่นกีตาร์ กลัวผมจะเหงา เลยไปหาซื้อกีตาร์เก่ามาซ่อมให้ผมเล่นทั้งโปร่งและไฟฟ้า! ผมปลื้มมากครับ
ช่วงนั้นคนเพิ่งอกหักอะเนาะ งานอดิเรกก็คือการโซโล่กีตาร์ระบายอารมณ์ไปเลย (ระดับโปรแล้วครับ สบายมาก) เลยได้โชว์สเต็ปสอนเด็กๆ ในบ้านเล่นกีตาร์และเล่นตาม Request ให้คนในครอบครัวฟัง
พอเด็กๆ ไปพัก ผมกับเหล่า Bro ในบ้านก็ชวนกันซัดเกมออนไลน์ต่อ ตอนนั้นผมเล่น Valorant อดีตแรงก์สูงปรี๊ด เลยได้โชว์สกิลแบกฝรั่งทุกแรงก์ครับ
ตกเย็นผมก็ออกมาดูว่า Mom กับ Dad กลับมารึยัง... อ้อ ต้องบอกก่อนว่าจริงๆ เขาไม่ได้บังคับให้เรียกนะครับ แต่ส่วนตัวผมอยากเรียกพวกท่านว่า Mom กับ Dad เพราะเขาก็ดูแลเราเหมือนพ่อแม่จริงๆ พอผมเรียกแบบนั้นปุ๊บ พวกเขาสตั๊นท์ไปแป๊บนึง ต่างคนต่างเขินครับ แต่มันทำให้พวกเราละลายพฤติกรรมกันได้เร็วขึ้นมาก อยู่ไปนานๆ เขาก็เรียกผมว่า Son เป็นลูกชายบ้านนี้ไปเลย . . .

🎣 คำสาปเสื้อเหลืองแห่งเมืองท่า
ก่อนเปิดเทอม Dad ซ่อมเรือเสร็จ เลยอยากพาออกทะเลไปตามหาวันพีซครับ! ผม เหล่า Bro และน้องโอท็อปก็ไปด้วย (เพราะเรือบ้านน้องยังซ่อมไม่เสร็จ) Foxton เป็นเมืองท่าเลยออกทะเลได้สบาย
ไปตกปลาทะเลครั้งแรก ความรู้ใหม่ที่ได้คือ "ห้ามใส่สีเหลือง" ครับ ชาวประมงที่นั่นเขาเชื่อว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของความโชคร้ายเหมือนกล้วย และใช่ครับ... ผมโดนรับน้อง คนอื่นตกปลากันได้หมด น้องโอท็อปก็ได้ ส่วนผมไม่ได้สักตัว! แต่ได้ลองดึงเย่อดู ยากยิ้มครับ ปลาตัวโคตรใหญ่ดิ้นแด่วๆ อยู่ในเรือ ผมนี่กรี๊ดแต๋วแตกโชว์ฮาไปหนึ่งสเต็ป . . .


🏫 Chapter 2: ชีวิตใน Manawatu College
พอเปิดเทอม ช่วงแรกขี้เกียจปั่นจักรยานก็ไปพร้อม Bro ให้ Mom กับ Dad ไปส่งครับ หลังๆ เริ่มชิล ปั่นจักรยานไปเอง หาข้าวเช้ากินริมทาง ชมวิวตอนเย็น
ผมเรียนคลาสเดียวกับ Sydney และโอท็อป เลือกลงวิชา Cooking, Math, Physic ตามน้องเลย กะเกาะน้องให้เรียนจบเอาสังคมพอ แต่วิชาที่ผมเลือกเองคือ Computer กับ Sport ครับ เพราะชอบเล่นกีฬาและเก่งคอม
โรงเรียนที่นี่เด็กน้อยครับ มีแค่หลัก 300-500 คน ไม่เหมือนบ้านเราที่มีเป็นพันๆ ทุกคนเลยเฟรนด์ลี่กับเด็กแลกเปลี่ยนมาก ระบบการเรียนที่นี่ดีมากครับ ครูจะให้ชีตมาอ่านทำความเข้าใจ ติดตรงไหนให้เดินไปถาม ครูจะสอนแยกรายคนไปเลย ไม่ใช่มายืนอ่านหน้ากระดานให้ฟัง ผมว่าเวิร์กมาก
ผมได้เฉิดฉายในวิชา Calculus เพราะสกิลที่เรียนจากไทยคือระดับ Smurf ชัดๆ ส่วนวิชา Computer ด้วยความที่เบสลอจิกโปรแกรมเมอร์ผมแน่น เลยได้ช่วยอาจารย์สอนเพื่อนในคลาสด้วย สนุกมากครับ . . .


🏉 กิจกรรมนอกห้องเรียน & เพื่อนชาวบราซิล
ผมได้เข้าร่วมแทบทุกกิจกรรม ทั้งชมรมบาส ชมรมรักบี้ (ได้ไปแข่งจริงจังด้วย) กีฬาสี วิ่งรอบเมือง มูฟออนจากความเศร้าได้ 100% เลยครับ
ส่วนดนตรีไม่ได้ลงเรียน แต่ไปโชว์โซโล่ Polyphia - ABC ให้พวกคลั่งกีตาร์กรี๊ดกร๊าดเล่นๆ แถมยังได้จีบสาวด้วยการโชว์เล่นเพลง "ข้างกัน" ของ Three Man Down ด้วยนะ (ถึงสุดท้ายจะเป็นได้แค่เพื่อนเพราะอยู่ไกลกันก็เถอะ T T) ผมว่าที่ผมเข้ากับคนที่นี่ได้ง่าย ส่วนหนึ่งเพราะหุ่นและหน้าตาผมดันไปคล้ายชนพื้นเมืองของเขาด้วย บวกกับความนอบน้อมแบบไทยๆ คนเลยอยากรู้จัก
แล้วผมก็ได้ไปทริปเที่ยวรอบเกาะใต้ (South Island) กับโครงการ 2 อาทิตย์ ได้ไป Skydive นั่งเรือ Cruise เจอเพื่อนฮาๆ เพียบ มีเพื่อนคนบราซิลคนนึงแอบไปสักรูปหน้ายิ้มที่ก้นมา แล้วเปิดโชว์เพื่อนตอนสักเสร็จ โคตรบ้าเลยครับ! . . .


🐓 Chapter 3: ฟาร์มลูกรักและชีวิตในบ้าน
ผมเป็นพวกชอบช่วยงานผู้ใหญ่ครับ เวลา Mom ทำอาหารผมก็เข้าไปช่วย Dad ทำงานช่างผมก็ลุย และผมได้รับหน้าที่อันทรงเกียรติคือ "การให้อาหารไก่และนก"
พื้นฐานบ้านผมที่ไทยทำฟาร์มอยู่แล้วเลยชินมาก ผมชอบไปคุยกับนกสายพันธุ์แปลกๆ ของแม่ และสนุกกับการไปเก็บไข่ไก่ (ถึงแม้ Bro จะไม่ค่อยอยากมาทำเพราะบ่นว่าเหม็นก็ตาม) คือบ้าน Host ผมเขามีฐานะมากนะครับ พ้นขีดความลำบากมาแล้ว แต่เขาก็ยังทำฟาร์มเล็กๆ ของเขาอย่างมีความสุข . . .


🛫 Chapter 4: ไม่อยากกลับ... และน้ำตาแห่งความผูกพัน
พอใกล้ถึงวันที่ต้องกลับไทย ผมบอกพวกท่านตรงๆ ว่าไม่อยากกลับเลย ที่บ้านเขาถึงขั้นอยากจะ Adopt (รับอุปการะ) ผมเลยครับ แต่ผมก็ต้องกลับไปเรียนต่อ เลยสัญญาว่าถ้ามีเงินจะบินกลับมาหาใหม่
พวกท่านน่ารักมาก วิ่งเต้นติดต่อกับทางโครงการบอกว่ายินดีและร้องขอให้ผมอยู่ต่อจนจบปีการศึกษา โครงการตกใจมากเพราะไม่เคยเจอเคสแบบนี้ พอคุยกับบ้านผมที่ไทย ทุกคนก็โอเค
ที่พีคคือ Host ผมบอกว่า ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายอะไรเลย ให้ผมเก็บเงินไว้เรียนมหาลัย ส่วนค่าอยู่ต่อทั้งหมดพวกท่านจะออกให้เอง พวกท่านบอกว่า "เรารักเธอเหมือนลูกคนนึงไปแล้ว" ผมเป็นเด็กแลกเปลี่ยนคนแรกที่พวกเขารับมาดูแลแบบรักมากขนาดนี้ และไม่ใช่แค่ Mom กับ Dad แต่ทั้งครอบครัวโหวตให้อยากให้ผมอยู่ฉลองคริสต์มาสด้วยกัน โครงการเลยขยายวีซ่าให้อีก 2 เดือน
ผมรักพวกเขามากๆ รักทุกคนในครอบครัวนี้ และรู้สึกว่านี่คือครอบครัวของผมจริงๆ . . .


🌊 Chapter 5: พบกันที่ภูเก็ต
ผมพยายามเก็บเงินเพื่อจะบินกลับไปหาพวกเขา แต่พวกท่านกลับจองตั๋วบินมาหาผมที่ไทยซะเอง! เพราะปกติพวกท่านจะบินไปฮันนีมูนรอบโลกกันทุกปีอยู่แล้วเรานัดเจอกันที่ภูเก็ต ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน 2-3 วันก่อนผมต้องกลับมหาลัย (แถมพวกท่านยังออกค่าเดินทาง ค่าจองต่างๆ ให้ผมหมดเลย เพราะรู้ว่าผมพยายามหาเงินมาหาท่าน ผมพยายามจะไม่รับแต่ก็โดนแอบยัดใส่กระเป๋ามาจนได้)
และเมื่อสงกรานต์ (เมษายน 2026) ที่ผ่านมา ท่านก็เพิ่งบินมาหาผมกับน้องโอท็อปที่ภูเก็ตอีกครั้ง พร้อมกับเจ้าหน้าที่ LAR ครั้งนี้ผมบอกท่านเลยว่าไม่ต้องออกเงินให้แล้ว เพราะผมตั้งใจเก็บเงินมาหาจริงๆ ผมคิดถึงพวกท่านมาก
คำพูดสุดท้ายก่อนผมบินกลับทำเอาผมน้ำตาซึมเหมือนตอนจบแลกเปลี่ยนเลย เขาย้ำว่าเขารักผมเหมือนลูกแท้ๆ ส่วนผมก็บอกไปว่า "พวกคุณคือพ่อและแม่ของผมมาตลอด และไม่มีวันเป็นอื่น รอบหน้าให้ผมเป็นคนบินไปหาบ้างนะ... รักนะครับ Mom, Dad"
(แน่นอนครับว่าผมมีพ่อแม่ที่ไทยที่ผมรักมาก แต่ผมก็ยกให้ Host เป็นเหมือนพ่อแม่คนที่สองของผม เพราะเขารักและดูแลผมดีมากๆ) . . . สุดท้ายนี้ ผมแค่อยากมาบันทึกและอวดประสบการณ์ที่แสนมีค่านี้ไว้ เผื่อวันนึงเปิดกลับมาอ่าน จะได้ยิ้มและบอกตัวเองว่า... ครั้งนึงตอนเด็กๆ เราเคยมีเรื่องราวและครอบครัวที่อบอุ่นขนาดนี้อยู่ที่นิวซีแลนด์นะ 🇳🇿

(จริงๆอยากใส่ภาพเยอะกว่านี้นะครับแต่มันเต็มครบคำจะพูดแล้ว อดอวดเลย)
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบครับ หวังว่าเรื่องราวของผมจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนที่กำลังลังเลว่าจะไปแลกเปลี่ยนดีไหมนะครับ!
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่