ส่องดัชนี ราคากาแฟไทย ถูกไป หรือ ไกลเกิน กาแฟราคาเกินร้อย! เงินน้อยซื้อไม่ไหว

ปัจจุบันคนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ย 340 แก้ว /คน /ปี เพิ่มขึ้นจากในอดีตที่ดื่มเฉลี่ยเพียง 180 แก้ว /คน/ปี และการดื่มกาแฟในปริมาณนี้ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่เติบโตรวดเร็ว
.
ถ้าเทียบเฉพาะในอาเซียน คนไทยดื่มกาแฟมากกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ก็ยังเป็นรองสิงคโปร์ที่มีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่สูงกว่าเนื่องจากฐานรายได้และเป็นลักษณะของสังคมเมืองแบบ 100%
.
ในส่วนของมูลค่าการตลาดข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ระบุว่าในปี 2569 ตลาดเครื่องดื่มและกาแฟในประเทศไทยมีมูลค่า 56,000 – 67,000 ล้านบาท และยังมีอัตราการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจร้านกาแฟที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ไม่ได้ลดน้อยแต่อย่างใด
.
📌เปรียบเทียบราคากาแฟไทย จากอดีต – ปัจจุบัน
.
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน บางคนดื่มมากกว่าวันละ 1-2 แก้ว ถ้ามองย้อนไปกาแฟ VS คนไทยผูกพันกันมายาวนานและมีการเปลี่ยนแปลงราคาไปตามยุคสมัยได้แก่
.
1.ยุคบุกเบิกร้านกาแฟปี 2440 – 2470 จากยุคที่มีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะดื่มกาแฟได้ กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 มีร้านกาแฟสไตล์ฝรั่งเปิดเป็นแห่งแรกที่ สนามเสือป่า ราคากาแฟในยุคนั้นประมาณ 10-20 สตางค์ และนับเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่จำกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูง นักเรียนนอก คนธรรมดาหาเช้ากินค่ำมักไม่สนใจเพราะไม่มีโอกาสเข้าถึง
.
2.ยุคสภากาแฟเฟื่องฟู ปี 2480-2530 ได้อิทธิพลจากชาวจีนที่เข้ามาในเมืองไทย เกิดเป็นร้านกาแฟที่มีเมนูอื่นด้วยเช่น โอเลี้ยง , ยกล้อ , น้ำชา เกิดคำที่เรียกว่าสภากาแฟหมายถึงจุดที่ลูกค้ามานั่งดื่มกาแฟและพูดคุยเรื่องต่างๆ ราคาในยุคนี้เริ่มตั้งแต่แก้วละ 50 สตางค์ เพิ่มขึ้นตามระดับเงินเฟ้อของประเทศเป็น 2 บาท , 5 บาท ไปจนถึง 10 บาท เป็นยุคที่ถือว่ากาแฟไม่ใช่ของหายาก ประชาชนทั่วไปใครๆ ก็สามารถดื่มได้
.
3.ยุคกาแฟสดและแบรนด์กาแฟพรีเมี่ยมเริ่มเปิดตัว ปี 2540-2555 ในยุคหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง เริ่มมีแบรนด์ต่างประเทศเข้ามาอย่างเช่น Starbucks ในปี 2541 และการเปิดตัวของ Café Amazon ในปี 2545 รวมถึงร้านกาแฟแบรนด์ไทยต่างๆก็เริ่มทยอยเปิดตัวกันในยุคนี้ ทำให้คนไทยรู้จักกาแฟในอีกหลายเมนูเช่น เอสเพรสโซ , ลาเต้ ,คาปูชิโน่ เป็นต้น
.
รวมถึงมีการขยายสาขาเข้าสู่สถานีบริการน้ำมัน มีร้านระดับกลางมากขึ้น ราคาเริ่มต้น 34-45 บาท แต่หากเป็นแบรนด์ใหญ่ราคาอาจเริ่มที่ 70-120 บาท ทำให้เกิดช่องว่างในด้านราคาอย่างชัดเจน
.
4.ยุค Specialty Coffee ปี 2560 - ปัจจุบัน ในตอนนี้คนไทยไม่ได้มองกาแฟเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่ยังสนใจในร้านบรรยากาศร้าน คุณภาพเมล็ดกาแฟ (Specialty Coffee) ราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ระดับกลางๆอยู่ที่ 45-75 บาท
.
ส่วนร้านที่เน้นความเป็น Specialty จัดร้านสวย เพื่อให้ลูกค้าถ่ายภาพลงโซเชี่ยล หรือเป็นร้านแบรนด์ดังๆ ราคาจะอยู่ที่ 90-180 บาท ตามแต่ชนิดเมนูและคุณภาพเมล็ดกาแฟ ถือว่าเป็นยุคที่กาแฟกลายเป็นสินค้าในลักษณะ Emotional Product ลูกค้ามักซื้อตามอารมณ์ความรู้สึกเป็นสำคัญ
.
📌กาแฟไทยถูกหรือแพง อะไรคือเหตุผล?
.
มีการพูดถึงกันมากว่า “ราคากาแฟ” ในเมืองไทยถูกหรือแพง ถ้ามองในแง่ราคาเทียบกับค่าครองชีพเฉลี่ยคำตอบส่วนใหญ่คือแพง เพราะราคากาแฟสดตามร้านทั่วไปเฉลี่ย 60-150 บาทในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำประมาณ 300-400 บาท ซึ่งถ้าพูดถึงเหตุผลของราคากาแฟก็มีปัจจัยหลายด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง
.
1.เมล็ดกาแฟที่ผลิตได้ในประเทศไม่เพียงพอ คนไทยบริโภคกาแฟรวมกันสูงถึงประมาณ 150,000 ตัน แต่เกษตรกรไทยสามารถผลิตเมล็ดกาแฟดิบได้ประมาณ 50,000 ตันต่อปี จึงจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อชดเชยในส่วนที่ต้องการ เป็นต้นทุนที่ร้านกาแฟเองต้องคำนวณส่วนนี้เข้าไปด้วย
.
2.กำแพงภาษีที่สูงมาก เมื่อร้านกาแฟหรือโรงคั่วต้องนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศ แต่ประเทศไทยมีนโยบายภาษีนำเข้านอกโควตาสูงถึง 90% ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติเมล็ดกาแฟนำเข้าราคาต้นทาง 100 บาทรวมภาษี 90% + VAT 7% + ค่าขนส่ง ราคากลายเป็น 220 บาท ต้นทุนส่วนนี้ก็จะไปรวมในราคาต่อแก้วของผู้บริโภค
.
3.ต้นทุนแฝงของร้านกาแฟที่แตกต่าง ในราคากาแฟต่อแก้วที่จ่ายไม่ได้มีแค่ค่าเมล็ดกาแฟกับค่านมแต่ยังมีต้นทุนอื่นๆ ของแต่ละร้านเช่น ค่าทำเล+การตกแต่งร้าน , ค่าอุปกรณ์ , ต้นทุนพนักงาน ยิ่งเป็นร้านที่มีความพรีเมี่ยมก็ต้องเน้นการใช้อุปกรณ์ที่มีราคาสูง และทุกต้นทุนของร้านก็รวมอยู่ในค่ากาแฟแต่ละแก้วด้วยเช่นกัน
.
📌ต้นทุนกาแฟ 1 แก้ว จ่ายเงินเป็นค่าอะไรบ้าง?
.
เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพชัดเจนว่าราคากาแฟในปัจจุบันมีต้นทุนแฝงที่เกี่ยวข้องเยอะมาก สมมุติกาแฟสด 1 แก้ว ราคา 100 บาทในร้านระดับคาเฟ่มาตรฐานจะมีการแบ่งค่าใช้จ่ายเป็น 3 ส่วนหลักๆคือ
.
1. ต้นทุนวัตถุดิบ (COGS) ประมาณ 25-35 บาท
.
โดยกาแฟ 1 แก้วใช้เมล็ดกาแฟประมาณ 18-20 กรัม ยิ่งถ้าใช้เกรดพรีเมียมที่ต้องนำเข้าอาจมีต้นทุนถึงกิโลกรัมละ 600-800 บาท ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเฉพาะส่วนนี้อยู่ที่แก้วละประมาณ 12-16 บาท เมื่อรวมกับต้นทุนอื่นๆ อย่างเช่นนมสด , ไซรัป , น้ำแข็ง รวมถึงบรรจุภัณฑ์ ก็ทำให้เป็นต้นทุนรวมที่สูงมากขึ้น
.
2.ต้นทุนการดำเนินงาน (Operating Cost) ประมาณ 25-30 บาท
.
เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร้านกาแฟในห้างหรือในทำเลออฟฟิศ ต้องขายแก้วละเกือบร้อย (หรือมากกว่านั้น) คิดตัวเลขว่าถ้าค่าเช่าเดือนละ 45,000 ต้องขายให้ได้เฉลี่ย 60 แก้ว/วัน หรือ 1,800 แก้ว/เดือน เฉลี่ยๆ แล้วคิดเป็นต้นทุนต่อแก้วก็ไม่น้อยกว่า 25 บาท ไม่นับรวมต้นทุนอื่นอย่างค่าไฟ ค่าน้ำ ยิ่งร้านใหญ่ใช้ไฟเยอะเฉลี่ยต่อเดือนก็ไม่น่าจะน้อยกว่า 10,000 – 20,000 บาท
.
3.ต้นทุนค่าแรงและค่าเสื่อมอุปกรณ์ ประมาณ 20-25 บาท
.
การจ้างบาริสต้าก็มีเงินเดือนที่สูง ยิ่งถ้าใช้บาริสต้าที่มีประสบการณ์มีชื่อเสียงเงินเดือนก็ยิ่งมากตาม ไม่นับรวมพวกค่าเสื่อมอุปกรณ์อย่างเครื่องชง เครื่องบด ที่ราคารวมกันหลักแสน-ล้าน แต่มีอายุการใช้งานที่ต้องคอยซ่อมบำรุง ทำให้ร้านต้องหักค่าเสื่อมราคาเฉลี่ยลงไปในทุกแก้วเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนเครื่องใหม่ในอนาคต
.
📌ราคากาแฟไทย เปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้าน
.
ถ้าใช้เกณฑ์ดัชนีราคากาแฟต่อค่าแรงขั้นต่ำมาเปรียบเทียบ โดยนำราคากาแฟสด 1 แก้ว มาหารกับค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละประเทศจะพบว่า
.
🇯🇵 ญี่ปุ่น ค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย 1,118 เยนต่อชั่วโมง (วันละประมาณ 8,940เยน) ราคากาแฟสดแก้วละประมาณ 400-500 เยน คนญี่ปุ่นทำงาน 1 วัน สามารถซื้อกาแฟสดดื่มได้ถึง 20 แก้ว หรือคิดเป็นสัดส่วนแค่ 5% ของรายได้ต่อวัน
.
🇸🇬 สิงคโปร์ มีค่าแรงขั้นต่ำประมาณ 72 ดอลลาร์สิงคโปร์ ประมาณ 1,857 บาท ราคากาแฟประมาณแก้วละ 6 ลอลาร์สิงคโปร์ ทำงาน 1 วันกินกาแฟได้ประมาณ 12 แก้ว แต่ถ้าเลือกซื้อกาแฟจากศูนย์อาหารราคาประมาณ 1.5 – 2 ดอลลาร์จะซื้อได้ประมาณ 30-40 แก้ว/วัน
.
🇻🇳 เวียดนาม ค่าแรงขั้นต่ำในเขตพื้นที่เมืองประมาณ 245,000 ดอง หรือประมาณ 311 บาท โดยราคากาแฟในร้านคาเฟ่ประมาณ 45,000 ดอง ทำงาน 1 วันจะซื้อกาแฟได้ 5.4 แก้ว
.
🇹🇭 ประเทศไทย ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ขณะที่ราคากาแฟสดในร้านคาเฟ่ / พรีเมี่ยม เฉลี่ย 80-100 บาท สัดส่วนราคากาแฟต่อรายได้รายวันสูงถึง 21.2% คนไทยทำงานทั้งวันจึงซื้อกาแฟได้เพียง 4.7 แก้วเท่านั้น
.
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าร้านกาแฟไทยตั้งราคาเอาเปรียบ เพราะอย่างที่ทราบว่ากันว่าผู้ประกอบการเองก็ต้องเจอต้นทุนที่สูงรอบด้าน แต่ตัวเลขเหล่านี้กลับสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างรายได้ของประชากรไทยเติบโตไม่ทันค่าครองชีพ ราคากาแฟในร้านพรีเมี่ยมตอนนี้เป็น 1 ใน 3 ของค่าแรงขั้นต่ำไทย
.
แม้บางกลุ่มจะยังพอมีกำลังซื้อดังจะเห็นได้จากกาแฟแก้วละ 10-200 ยังมีคนต่อคิวแน่น ในขณะที่อีกลุ่มต้องเลือกดื่มกาแฟในราคาที่ถูกลง สะท้อนภาพเศรษฐกิจแบบ K-Shape ที่กลุ่มคนมีกำลังซื้อสูงยังคงใช้จ่ายได้สบาย แต่กลุ่มฐานรากต้องรัดเข็มขัดอย่างมาก
.
ด้วยเหตุนี้กาแฟสดในไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มแต่ได้กลายเป็นดัชนีชี้วัดรายได้ ที่คนชั้นกลางขึ้นไปพอจะจ่ายไหว แต่สำหรับแรงงานทั่วไปแล้ว กาแฟสดแพงๆ 1 แก้ว อาจกลายเป็นสิ่งไกลเกินเอื้อมในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง
.
ที่มา :ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media
ส่องดัชนี ราคากาแฟไทย ถูกไป หรือ ไกลเกิน กาแฟราคาเกินร้อย! เงินน้อยซื้อไม่ไหว
ปัจจุบันคนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ย 340 แก้ว /คน /ปี เพิ่มขึ้นจากในอดีตที่ดื่มเฉลี่ยเพียง 180 แก้ว /คน/ปี และการดื่มกาแฟในปริมาณนี้ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่เติบโตรวดเร็ว
.
ถ้าเทียบเฉพาะในอาเซียน คนไทยดื่มกาแฟมากกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ก็ยังเป็นรองสิงคโปร์ที่มีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่สูงกว่าเนื่องจากฐานรายได้และเป็นลักษณะของสังคมเมืองแบบ 100%
.
ในส่วนของมูลค่าการตลาดข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ระบุว่าในปี 2569 ตลาดเครื่องดื่มและกาแฟในประเทศไทยมีมูลค่า 56,000 – 67,000 ล้านบาท และยังมีอัตราการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจร้านกาแฟที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ไม่ได้ลดน้อยแต่อย่างใด
.
📌เปรียบเทียบราคากาแฟไทย จากอดีต – ปัจจุบัน
.
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน บางคนดื่มมากกว่าวันละ 1-2 แก้ว ถ้ามองย้อนไปกาแฟ VS คนไทยผูกพันกันมายาวนานและมีการเปลี่ยนแปลงราคาไปตามยุคสมัยได้แก่
.
1.ยุคบุกเบิกร้านกาแฟปี 2440 – 2470 จากยุคที่มีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะดื่มกาแฟได้ กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 มีร้านกาแฟสไตล์ฝรั่งเปิดเป็นแห่งแรกที่ สนามเสือป่า ราคากาแฟในยุคนั้นประมาณ 10-20 สตางค์ และนับเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่จำกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูง นักเรียนนอก คนธรรมดาหาเช้ากินค่ำมักไม่สนใจเพราะไม่มีโอกาสเข้าถึง
.
2.ยุคสภากาแฟเฟื่องฟู ปี 2480-2530 ได้อิทธิพลจากชาวจีนที่เข้ามาในเมืองไทย เกิดเป็นร้านกาแฟที่มีเมนูอื่นด้วยเช่น โอเลี้ยง , ยกล้อ , น้ำชา เกิดคำที่เรียกว่าสภากาแฟหมายถึงจุดที่ลูกค้ามานั่งดื่มกาแฟและพูดคุยเรื่องต่างๆ ราคาในยุคนี้เริ่มตั้งแต่แก้วละ 50 สตางค์ เพิ่มขึ้นตามระดับเงินเฟ้อของประเทศเป็น 2 บาท , 5 บาท ไปจนถึง 10 บาท เป็นยุคที่ถือว่ากาแฟไม่ใช่ของหายาก ประชาชนทั่วไปใครๆ ก็สามารถดื่มได้
.
3.ยุคกาแฟสดและแบรนด์กาแฟพรีเมี่ยมเริ่มเปิดตัว ปี 2540-2555 ในยุคหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง เริ่มมีแบรนด์ต่างประเทศเข้ามาอย่างเช่น Starbucks ในปี 2541 และการเปิดตัวของ Café Amazon ในปี 2545 รวมถึงร้านกาแฟแบรนด์ไทยต่างๆก็เริ่มทยอยเปิดตัวกันในยุคนี้ ทำให้คนไทยรู้จักกาแฟในอีกหลายเมนูเช่น เอสเพรสโซ , ลาเต้ ,คาปูชิโน่ เป็นต้น
.
รวมถึงมีการขยายสาขาเข้าสู่สถานีบริการน้ำมัน มีร้านระดับกลางมากขึ้น ราคาเริ่มต้น 34-45 บาท แต่หากเป็นแบรนด์ใหญ่ราคาอาจเริ่มที่ 70-120 บาท ทำให้เกิดช่องว่างในด้านราคาอย่างชัดเจน
.
4.ยุค Specialty Coffee ปี 2560 - ปัจจุบัน ในตอนนี้คนไทยไม่ได้มองกาแฟเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่ยังสนใจในร้านบรรยากาศร้าน คุณภาพเมล็ดกาแฟ (Specialty Coffee) ราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ระดับกลางๆอยู่ที่ 45-75 บาท
.
ส่วนร้านที่เน้นความเป็น Specialty จัดร้านสวย เพื่อให้ลูกค้าถ่ายภาพลงโซเชี่ยล หรือเป็นร้านแบรนด์ดังๆ ราคาจะอยู่ที่ 90-180 บาท ตามแต่ชนิดเมนูและคุณภาพเมล็ดกาแฟ ถือว่าเป็นยุคที่กาแฟกลายเป็นสินค้าในลักษณะ Emotional Product ลูกค้ามักซื้อตามอารมณ์ความรู้สึกเป็นสำคัญ
.
📌กาแฟไทยถูกหรือแพง อะไรคือเหตุผล?
.
มีการพูดถึงกันมากว่า “ราคากาแฟ” ในเมืองไทยถูกหรือแพง ถ้ามองในแง่ราคาเทียบกับค่าครองชีพเฉลี่ยคำตอบส่วนใหญ่คือแพง เพราะราคากาแฟสดตามร้านทั่วไปเฉลี่ย 60-150 บาทในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำประมาณ 300-400 บาท ซึ่งถ้าพูดถึงเหตุผลของราคากาแฟก็มีปัจจัยหลายด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง
.
1.เมล็ดกาแฟที่ผลิตได้ในประเทศไม่เพียงพอ คนไทยบริโภคกาแฟรวมกันสูงถึงประมาณ 150,000 ตัน แต่เกษตรกรไทยสามารถผลิตเมล็ดกาแฟดิบได้ประมาณ 50,000 ตันต่อปี จึงจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อชดเชยในส่วนที่ต้องการ เป็นต้นทุนที่ร้านกาแฟเองต้องคำนวณส่วนนี้เข้าไปด้วย
.
2.กำแพงภาษีที่สูงมาก เมื่อร้านกาแฟหรือโรงคั่วต้องนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศ แต่ประเทศไทยมีนโยบายภาษีนำเข้านอกโควตาสูงถึง 90% ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติเมล็ดกาแฟนำเข้าราคาต้นทาง 100 บาทรวมภาษี 90% + VAT 7% + ค่าขนส่ง ราคากลายเป็น 220 บาท ต้นทุนส่วนนี้ก็จะไปรวมในราคาต่อแก้วของผู้บริโภค
.
3.ต้นทุนแฝงของร้านกาแฟที่แตกต่าง ในราคากาแฟต่อแก้วที่จ่ายไม่ได้มีแค่ค่าเมล็ดกาแฟกับค่านมแต่ยังมีต้นทุนอื่นๆ ของแต่ละร้านเช่น ค่าทำเล+การตกแต่งร้าน , ค่าอุปกรณ์ , ต้นทุนพนักงาน ยิ่งเป็นร้านที่มีความพรีเมี่ยมก็ต้องเน้นการใช้อุปกรณ์ที่มีราคาสูง และทุกต้นทุนของร้านก็รวมอยู่ในค่ากาแฟแต่ละแก้วด้วยเช่นกัน
.
📌ต้นทุนกาแฟ 1 แก้ว จ่ายเงินเป็นค่าอะไรบ้าง?
.
เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพชัดเจนว่าราคากาแฟในปัจจุบันมีต้นทุนแฝงที่เกี่ยวข้องเยอะมาก สมมุติกาแฟสด 1 แก้ว ราคา 100 บาทในร้านระดับคาเฟ่มาตรฐานจะมีการแบ่งค่าใช้จ่ายเป็น 3 ส่วนหลักๆคือ
.
1. ต้นทุนวัตถุดิบ (COGS) ประมาณ 25-35 บาท
.
โดยกาแฟ 1 แก้วใช้เมล็ดกาแฟประมาณ 18-20 กรัม ยิ่งถ้าใช้เกรดพรีเมียมที่ต้องนำเข้าอาจมีต้นทุนถึงกิโลกรัมละ 600-800 บาท ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเฉพาะส่วนนี้อยู่ที่แก้วละประมาณ 12-16 บาท เมื่อรวมกับต้นทุนอื่นๆ อย่างเช่นนมสด , ไซรัป , น้ำแข็ง รวมถึงบรรจุภัณฑ์ ก็ทำให้เป็นต้นทุนรวมที่สูงมากขึ้น
.
2.ต้นทุนการดำเนินงาน (Operating Cost) ประมาณ 25-30 บาท
.
เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร้านกาแฟในห้างหรือในทำเลออฟฟิศ ต้องขายแก้วละเกือบร้อย (หรือมากกว่านั้น) คิดตัวเลขว่าถ้าค่าเช่าเดือนละ 45,000 ต้องขายให้ได้เฉลี่ย 60 แก้ว/วัน หรือ 1,800 แก้ว/เดือน เฉลี่ยๆ แล้วคิดเป็นต้นทุนต่อแก้วก็ไม่น้อยกว่า 25 บาท ไม่นับรวมต้นทุนอื่นอย่างค่าไฟ ค่าน้ำ ยิ่งร้านใหญ่ใช้ไฟเยอะเฉลี่ยต่อเดือนก็ไม่น่าจะน้อยกว่า 10,000 – 20,000 บาท
.
3.ต้นทุนค่าแรงและค่าเสื่อมอุปกรณ์ ประมาณ 20-25 บาท
.
การจ้างบาริสต้าก็มีเงินเดือนที่สูง ยิ่งถ้าใช้บาริสต้าที่มีประสบการณ์มีชื่อเสียงเงินเดือนก็ยิ่งมากตาม ไม่นับรวมพวกค่าเสื่อมอุปกรณ์อย่างเครื่องชง เครื่องบด ที่ราคารวมกันหลักแสน-ล้าน แต่มีอายุการใช้งานที่ต้องคอยซ่อมบำรุง ทำให้ร้านต้องหักค่าเสื่อมราคาเฉลี่ยลงไปในทุกแก้วเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนเครื่องใหม่ในอนาคต
.
📌ราคากาแฟไทย เปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้าน
.
ถ้าใช้เกณฑ์ดัชนีราคากาแฟต่อค่าแรงขั้นต่ำมาเปรียบเทียบ โดยนำราคากาแฟสด 1 แก้ว มาหารกับค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละประเทศจะพบว่า
.
🇯🇵 ญี่ปุ่น ค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย 1,118 เยนต่อชั่วโมง (วันละประมาณ 8,940เยน) ราคากาแฟสดแก้วละประมาณ 400-500 เยน คนญี่ปุ่นทำงาน 1 วัน สามารถซื้อกาแฟสดดื่มได้ถึง 20 แก้ว หรือคิดเป็นสัดส่วนแค่ 5% ของรายได้ต่อวัน
.
🇸🇬 สิงคโปร์ มีค่าแรงขั้นต่ำประมาณ 72 ดอลลาร์สิงคโปร์ ประมาณ 1,857 บาท ราคากาแฟประมาณแก้วละ 6 ลอลาร์สิงคโปร์ ทำงาน 1 วันกินกาแฟได้ประมาณ 12 แก้ว แต่ถ้าเลือกซื้อกาแฟจากศูนย์อาหารราคาประมาณ 1.5 – 2 ดอลลาร์จะซื้อได้ประมาณ 30-40 แก้ว/วัน
.
🇻🇳 เวียดนาม ค่าแรงขั้นต่ำในเขตพื้นที่เมืองประมาณ 245,000 ดอง หรือประมาณ 311 บาท โดยราคากาแฟในร้านคาเฟ่ประมาณ 45,000 ดอง ทำงาน 1 วันจะซื้อกาแฟได้ 5.4 แก้ว
.
🇹🇭 ประเทศไทย ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ขณะที่ราคากาแฟสดในร้านคาเฟ่ / พรีเมี่ยม เฉลี่ย 80-100 บาท สัดส่วนราคากาแฟต่อรายได้รายวันสูงถึง 21.2% คนไทยทำงานทั้งวันจึงซื้อกาแฟได้เพียง 4.7 แก้วเท่านั้น
.
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าร้านกาแฟไทยตั้งราคาเอาเปรียบ เพราะอย่างที่ทราบว่ากันว่าผู้ประกอบการเองก็ต้องเจอต้นทุนที่สูงรอบด้าน แต่ตัวเลขเหล่านี้กลับสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างรายได้ของประชากรไทยเติบโตไม่ทันค่าครองชีพ ราคากาแฟในร้านพรีเมี่ยมตอนนี้เป็น 1 ใน 3 ของค่าแรงขั้นต่ำไทย
.
แม้บางกลุ่มจะยังพอมีกำลังซื้อดังจะเห็นได้จากกาแฟแก้วละ 10-200 ยังมีคนต่อคิวแน่น ในขณะที่อีกลุ่มต้องเลือกดื่มกาแฟในราคาที่ถูกลง สะท้อนภาพเศรษฐกิจแบบ K-Shape ที่กลุ่มคนมีกำลังซื้อสูงยังคงใช้จ่ายได้สบาย แต่กลุ่มฐานรากต้องรัดเข็มขัดอย่างมาก
.
ด้วยเหตุนี้กาแฟสดในไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มแต่ได้กลายเป็นดัชนีชี้วัดรายได้ ที่คนชั้นกลางขึ้นไปพอจะจ่ายไหว แต่สำหรับแรงงานทั่วไปแล้ว กาแฟสดแพงๆ 1 แก้ว อาจกลายเป็นสิ่งไกลเกินเอื้อมในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง
.
ที่มา :ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media