iPad Kid’ วิกฤตเด็ก Gen Alpha เมื่อหน้าจอถูกใช้เป็นคำตอบของทุกอารมณ์ เด็กอาจพลาดโอกาสเรียนรู้การจัดการอารมณ์ตัวเอง
ทุกวันนี้เรามักจะได้ยินคำว่า ‘iPad Kid’ ที่เอาไว้เรียกเด็กกลุ่มหนึ่ง ที่โตมาในโลกที่หน้าจอมือถืออยู่ใกล้มือตั้งแต่ยังแบเบาะ เด็กกลุ่มนี้คือ Gen Alpha หรือคนที่เกิดตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา และบังเอิญเป็นปีเดียวกันกับที่ iPad เครื่องแรกวางขายในตลาดพอดี
.
เด็กกลุ่มนี้มักโตมากับการที่ผู้ปกครองใช้ไอแพดหรือสมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือใน การลดภาระ เช่น ในตอนที่เด็กงอแง เบื่อ หรือนั่งไม่นิ่งในร้านอาหาร
.
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเอง แต่อยู่ที่วิธีที่มันถูกหยิบยื่นให้เด็ก เมื่อเด็กจับทางได้ว่าเมื่อไหร่ที่ร้องไห้หรืองอแง เขาจะได้รับไอแพดหรือสมาร์ทโฟนมาถือ ผลที่ตามมาคือเด็กไม่ได้เรียนรู้วิธีจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อเบื่อ เมื่อผิดหวัง หรือเมื่อต้องรอ เพราะทุกครั้งที่ความรู้สึกเหล่านั้นโผล่ขึ้นมา มักจะมีหน้าจอมารองรับไว้เสมอ
.
แม้ว่าหลายบ้านจะพยายามจำกัดเวลาในการเล่นของเด็ก แต่สัญญาณที่น่าเป็นห่วง คือเมื่อครบกำหนดเวลาพวกเขาไม่สามารถหยุดเล่นได้ และเริ่มโกหกเพื่อแอบใช้อุปกรณ์ หรืออาละวาดรุนแรงเมื่อถูกยึดหน้าจอคืน พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความดื้อรั้นของเด็ก แต่เป็นสัญญาณว่าสมองกำลังติดอยู่กับวงจรที่เรียกว่า ‘โดปามีนลูป’
.
นักประสาทวิทยาอธิบายว่า หน้าจอกระตุ้นให้สมองหลั่งโดปามีนบ่อยและรวดเร็ว จนสมองเริ่มคุ้นชินกับการกระตุ้นระดับสูง และเมื่อต้องกลับมาอยู่กับโลกจริงที่ช้าและเงียบกว่า ทุกอย่างก็รู้สึกน่าเบื่อไปหมด และเกิดอาการสมาธิสั้นไปโดยไม่รู้ตัว
.
เราจะเห็นว่าในภาพยนตร์แฟรนไชส์ อย่าง ‘Toy Story 5’ ก็หยิบประเด็นนี้มาเล่า เพราะแม้ Toy Story จะเป็นแอนิเมชันน่ารักสดใส แต่ในหลายๆ ภาคผู้เขียนก็มักจะแฝงสัญญะต่างๆ เข้าไปด้วย
.
ใน Toy Story 5 มีตัวละครใหม่ที่ชื่อว่า ‘Lilypad’ แท็บเล็ตอัจฉริยะที่รับบทเป็นตัวร้าย แต่ไม่ได้ร้ายน่ากลัวแบบตัวร้ายทั่วไป Lilypad ไม่ได้จับเด็กไว้ ไม่ได้บังคับอะไร เธอแค่ทำให้บอนนีรู้สึกว่าอยู่กับเธอแล้วสนุกกว่าโลกจริงที่อาศัยอยู่ เช่น ชวนเล่นเกมออนไลน์ ท่องโลกอินเทอร์เน็ต ชวนคุยกับเพื่อนในเกม จนบอนนีหันหลังให้ของเล่นทีละชิ้น โดยไม่ทันรู้ตัว
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ Lilypad ทำทุกอย่างด้วยเจตนาดี เธออยากให้เจ้าของมีความสุข แต่ความสุขที่เธอมอบให้นั้นค่อยๆ ดึงเจ้าของของเธอออกจากโลกที่จับต้องได้ มันเลยสะท้อนแง่คิดที่ว่า ไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีดีหรือไม่ดี แต่ว่าเราจะนิยามความสุขของเด็กคนหนึ่งว่าอะไรมากกว่า
.
เพราะแน่นอนว่า ในยุคนี้การมีอยู่ของเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ และการที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างในโลกนี้พึ่งพาเทคโนโลยีเกือบทั้งหมด การที่จะพาเด็กออกห่างจากมันโดยสิ้นเชิงคงไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด
.
สิ่งสำคัญคือ ผู้ปกครองอย่างเราๆ ต้องใช้ประโยชน์จากมันให้ถูกจุด เพราะมันมีความแตกต่างระหว่างการสอนให้เด็กใช้เป็นกับการใช้มันเพียงแค่เป็นเครื่องมือในการลดภาระของผู้ปกครอง จนสุดท้ายก็จะกลายเป็นปัญหาที่พ่อแม่หลายคนเผชิญ คือเด็กเสพติดจอมากเกินไป
.
เราอาจปรับวิธีการใช้จอ เช่น
- สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ควรหลีกเลี่ยงการใช้จอให้ได้มากที่สุด โดยอาจจะปรับใช้กับช่วงที่ต้องวิดีโอคอลกับคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ห่างไกลเท่านั้น
- เมื่ออายุ 2 ขวบขึ้นไป ผู้ปกครองอาจมีการจำกัดระยะเวลาหน้าจออย่างเหมาะสม และเปลี่ยนจากการปล่อยให้ลูกอยู่หน้าจอตามลำพัง มาเป็นการ ‘ใช้เวลาหน้าจอร่วมกัน’ เช่น การดูทีวีหรือดูการ์ตูนร่วมกัน ซึ่งเป็นโอกาสในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และเด็กได้
.
พ่อแม่สามารถชวนลูกคิด ชวนคุย ชวนตั้งคำถามสนุกๆ เพื่อให้เขาได้เล่าและแสดงความคิดเห็น ทำให้เราได้เข้าใจความคิดของเด็กไปในตัว ช่วยเปลี่ยนการดูจอให้เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น และกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีของครอบครัวอีกด้วย การที่ได้มีโอกาสใช้เวลาดูทีวีด้วยกันแบบนี้จึงเป็นเวลาที่มีค่า และผ่านไปเร็วจนน่าใจหาย เพราะเด็กนั้นเติบโตขึ้นทุกวัน
.
อย่างไรก็ตามสิ่งที่พึงระวังควบคู่กันไปคือการดูแลสุขภาพสายตาของเด็กก็เป็น เรื่องสำคัญ ถ้าหากเด็กมีอาการไวต่อแสงของหน้าจอ แว่นกรองแสงสีฟ้า เป็นอีกทางเลือกเพื่อการป้องกันที่ดีในการบรรเทาอาการตาล้า ตาไวต่อแสง เพื่อช่วยปกป้องดวงตาคู่เล็กให้ยงคงเซฟความสนุกให้อยู่กับเขาได้อย่างปลอดภัย และสบายตายิ่งขึ้น
.
แต่สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ คุณพ่อคุณแม่เองก็ควรจะควบคุมพฤติกรรมการใช้ หน้าจอของตัวเองด้วยเช่นกัน เพราะเด็กในวัยนี้เรียนรู้ผ่านการมองเห็นและพร้อมที่จะลอกเลียนแบบพฤติกรรมของคนใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา การที่พ่อแม่วางมือถือลงแล้วหันมาสบตา พูดคุย หรือทำกิจกรรมร่วมกัน จะเป็นต้นแบบที่ดีที่ช่วยให้ลูกเข้าใจความหมายของการใช้เทคโนโลยี และทำให้ช่วงเวลาของครอบครัวเป็นช่วงเวลาที่มีคุณภาพ
.
ที่มา : BrandThink
iPad Kid’ วิกฤตเด็ก Gen Alpha เมื่อหน้าจอถูกใช้เป็นคำตอบของทุกอารมณ์