My New Zealand Story: 5 สัปดาห์ในนิวซีแลนด์ เปลี่ยนคนไม่มั่นใจ ให้กล้าใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตจริง

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกคน วันนี้เราอยากมาแชร์ประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตเมื่อปี 2557 กับช่วงเวลาสั้นๆ 5 สัปดาห์ในนิวซีแลนด์ ที่เปลี่ยนคนไม่มั่นใจให้กลายเป็นคนใหม่ไปตลอดกาลค่ะ

ย้อนกลับไปตอนนั้น จุดเริ่มต้นไม่ได้สวยหรูเลยค่ะ เราสอบติดคณะวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ (Inter) ครอบครัวดีใจมาก แต่ตัวเรากลับต้องเจอความจริงที่น่ากลัว เพราะโตมาจากโรงเรียนหลักสูตรไทยปกติมาตลอดชีวิต เปิดเทอมวันแรกคือนั่งเอ๋อเลยค่ะ ฟังอาจารย์ฝรั่งรู้บ้างไม่รู้บ้าง จับต้นชนปลายไม่ถูก จนรู้สึกว่าตัวเองไปไม่รอดแน่ๆ สุดท้ายเลยตัดสินใจเดินไปสารภาพและเล่าปัญหาให้คุณแม่ฟังตรงๆ พร้อมขอโอกาสให้คุณแม่ช่วยซัปพอร์ต ไปเรียนภาษาระยะสั้นที่นิวซีแลนด์ตามโปรแกรมที่ทางมหาวิทยาลัยเสนอมาในช่วงปิดเทอม เพื่อชุบตัวและฝึกความกล้า ก่อนจะกลับมาสู้ต่อในรั้วมหาวิทยาลัยค่ะ


นิวซีแลนด์คือประเทศที่ห่างไกล และเป็นการเดินทางต่างประเทศคนเดียวครั้งแรกในชีวิตของเราค่ะ คืนก่อนวันเดินทางตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ จู่ๆ คุณแม่ก็เดินเข้ามาและยื่นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ใบหนึ่งให้ บอกให้เก็บไว้เปิดอ่านตอนอยู่บนเครื่องหรือตอนไปถึงค่ะ
(ปล. ต้องขอออกตัวกับเพื่อนๆ ก่อนเลยนะคะ ว่าภาพประกอบในกระทู้นี้อาจไม่ได้เยอะหรือสวยเป๊ะแบบกระทู้รีวิวอื่นๆ เพราะช่วงที่ไปตอนปี 2557 โทรศัพท์เราเกิดงอแงมีปัญหาพอดี รูปถ่ายหลายๆ อย่างเลยหายไปน่าเสียดายมาก กระทู้นี้เลยอาจไม่ได้เน้นภาพวิวสวยๆ เท่าไหร่ แต่โชคดีมากที่ยังมีรูปสำคัญรูปนี้เหลืออยู่ค่ะ)


พอกระดาษแผ่นนั้นถูกเปิดออก น้ำตาเราไหลแบบกลั้นไม่อยู่เลยค่ะ มันคือจดหมายลายมือคุณแม่ ระบุวันที่ 7-6-57 เวลา 01:59 น. ข้อความสั้นๆ แต่ทรงพลังและเต็มไปด้วยความห่วงใยของคนเป็นแม่ มันทำให้เราสัญญากับตัวเองทันทีว่า 5 สัปดาห์นี้จะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด จะไม่ยอมให้ความเสียสละของแม่ต้องสูญเปล่า



เมื่อไปถึง Auckland สภาพแวดล้อมบังคับให้เราต้องก้าวข้ามเซฟโซนทันที เพราะไม่มีใครพูดภาษาไทยได้เลย เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับ Host Family ซึ่งเป็นคนเนปาลที่ย้ายมาอาศัยอยู่นิวซีแลนด์มานานแล้ว และมีเพื่อนนักเรียนชาวบราซิลที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันด้วยค่ะ

การอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้าต่างวัฒนธรรมต้องใช้เวลาปรับตัวนิดนึงค่ะ โฮสต์ที่นี่น่ารักมาก ทุกวันหลังมื้อค่ำ (Dinner) เขาจะให้เรากับเพื่อนชาวบราซิลมานั่งดูทีวีด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเราได้ฝึกสนทนาภาษาอังกฤษร่วมกัน ส่วนตอนเช้าโฮสต์จะเตรียมมื้อเช้าง่ายๆ ไว้ให้ เช่น ขนมปัง กล้วย หรือบางทีก็ให้แอปเปิ้ลพกไปทานระหว่างยืนรอรถเมล์เพื่อไปโรงเรียนค่ะ
ช่วงนั้นตรงกับวันเกิดของเพื่อนชาวบราซิลพอดี เรากับโฮสต์เลยร่วมมือกันเตรียมเซอร์ไพรส์เค้กวันเกิดให้ด้วย หวังว่าพี่เขาจะชอบและช่วยให้หายคิดถึงบ้านได้บ้างนะคะ



ตัดภาพมาที่โรงเรียน ในคลาสเรียนอาจารย์จะจับแยกคนไทยออกจากกันเลยค่ะ เพื่อบังคับให้เราได้ Discuss และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนต่างชาติอย่างสนุกสนาน



ช่วงพักกลางวัน แหล่งฝากท้องสุดโปรดของเราคือร้านอาหารญี่ปุ่นใกล้โรงเรียนค่ะ การได้ซดอูด้งร้อนๆ ในช่วงเดือนมิถุนายนที่อากาศนิวซีแลนด์กำลังหนาวจัด เป็นอะไรที่ฟินมาก! แถมพี่เจ้าของร้านยังแอบแซวขำๆ ว่า "นักเรียนไทยมาทีไร พริกป่นหมดกระปุกทุกที"




ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เราก็ไม่พลาดที่จะไปเช็กอินตาม Tourist Spots ต่างๆ ในเมือง เช่น Sky Tower, SEA LIFE Kelly Tarlton's Aquarium, เดินช้อปปิ้งที่ตลาด Dress Mart และไปเดินขึ้น Mount Eden ค่ะ



Sky Tower



ตลาด Dress Mart

Mount Eden


แต่พิกัดที่ชอบมากๆ ยกให้ Waiheke Island เกาะสวรรค์ของคนชอบดื่มไวน์ เรานั่งเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือ Downtown Auckland ไปแค่ประมาณ 35-40 นาทีก็ถึงแล้ว พอแลนดิ้งปุ๊บ ด้วยความที่คิดถึงบ้านมาก เลยขอแวะทานอาหารไทยให้หายอยาก จัดต้มยำกุ้งและกะเพราแกะรสแซ่บ ตบท้ายด้วยไอศกรีมฟินๆ ค่ะ




พอท้องอิ่มก็พร้อมลุยทัวร์รอบเกาะ และไปชิมไวน์ที่ Cable Bay Vineyard บอกเลยว่าดีงามมาก บรรยากาศโรแมนติกจนแอบคิดในใจว่า “อยากมาจัดงานแต่งงานที่นี่จัง” มาถึงไร่องุ่นทั้งทีก็ต้องขอจัดไวน์สักแก้ว รสชาติดีสมคำเล่าลือจริงๆ ค่ะ




นอกจากเที่ยวในเกาะแล้ว บางสัปดาห์พวกเราก็เช่ารถขับไปเที่ยวกันไกลขึ้น เช่น Piha Beach และทริปที่ไกลที่สุดคือขับไปถึง Rotorua และ Mount Ruapehu เลยค่ะ ทริปนั้นแวะนอนพักกันที่ Hostel แถว Lake Taupo ด้วย บรรยากาศดีและสนุกมากๆ





Piha Beach
Mount Ruapehu


Hostel แถว Lake Taupo

เวลา 5 สัปดาห์ผ่านไปเร็วเหมือนโกหก หลายคนอาจตั้งคำถามว่า "เรียนแค่ 5 สัปดาห์ แถมเที่ยวเยอะขนาดนี้ จะไปเก่งขึ้นได้ยังไง?"
ตอบตรงๆ จากประสบการณ์จริงเลยค่ะว่า แกรมม่าหรือหลักวิชาการอาจไม่ได้ก้าวกระโดดแบบพลิกฝ่ามือ แต่สิ่งที่ได้กลับมาแบบเต็มเปี่ยมคือ "ความกล้าและทัศนคติ" ค่ะ เรากล้าพูดมากขึ้น มั่นใจขึ้น และพูดได้ลื่นไหล (Flow) กว่าเดิมเยอะมาก
ก่อนวันเดินทางกลับ เราก็ไม่ลืมที่จะเก็บภาพบรรยากาศกับเพื่อนๆ ในคลาสไว้เป็นความทรงจำ



หลังเลิกเรียนวันสุดท้าย Host Family พานั่งรถไปไหว้พระที่วัด Fo Guang Shan Buddhist เพื่อความเป็นสิริมงคล

ด้วยความที่โฮสต์เราเป็นคนเนปาล มื้อค่ำสุดพิเศษส่งท้ายก่อนเรากลับประเทศไทย เขาเลยเข้าครัวทำอาหารเนปาลให้เราทานค่ะ แถวมีเมนู Special สุดๆ อย่าง Deer Dumpling (เกี๊ยวเนื้อกวาง) เป็นประสบการณ์การกินที่แปลกใหม่และประทับใจมากๆ ค่ะ





หลังจากกลับมาจากนิวซีแลนด์ เรากลับมาสู้ต่อในคณะวิศวกรรมโยธา (อินเตอร์) จนเรียนจบสำเร็จ เพื่อนๆ หลายคนทักเลยว่าภาษาอังกฤษของเราดีขึ้นมาก และที่น่ารักที่สุดคือ จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังคงติดต่อพูดคุยกับ Host Family อยู่เสมอค่ะ






สำหรับใครที่กำลังกลัวหรือกังวลเรื่องภาษาอังกฤษอยู่ อยากให้ดูเรื่องราวของเราเป็นตัวอย่างนะคะ ขอแค่เรากล้าที่จะก้าวออกจากเซฟโซน เปิดรับโอกาสใหม่ๆ จัดสรรเวลาเรียนและเวลาเที่ยวให้ดี คุณจะได้ประสบการณ์ที่คุ้มค่าและเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่แน่นอนค่ะ... เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังฝึกภาษานะคะ!

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่