ถ้าคุณเคยเห็นโฆษณาพวกออมเงินดิจิทัลแล้วได้ของแถม ได้เงินคืน หรือได้ผลตอบแทนสูงๆ จนตาลุกวาว เรื่องนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนระดับโลกครับ เพราะล่าสุด JPMorgan (เจพีมอร์แกน) พี่ใหญ่แห่งโลกการเงินดั้งเดิม ออกมาสะกิดเตือนดังๆ ว่า "เฮ้ย แบบนี้มันไม่แฟร์นะ!"
เรื่องนี้มีที่มาจากแถลงการณ์ร่วมอย่างเป็นทางการของสองบิ๊กบอสอย่าง Umar Farooq และ Peter Muriungi ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ JPMorgan Chase & Co. ที่ออกมาพูดถึงทิศทางกฎหมายคริปโตในสหรัฐฯ ไว้อย่างน่าสนใจ มาดูกันครับว่าทำไมธนาคารยักษ์ใหญ่ถึงต้องออกมาเตือน และมันเกี่ยวอะไรกับเงินในกระเป๋าของเราบ้าง?
1. "ทำตัวเหมือนธนาคาร แต่ขอไม่ทำตามกฎธนาคาร" มันคืออะไร?
ในแถลงการณ์ของสองผู้บริหาร JPMorgan ได้ชี้เป้าไปที่สองสิ่งในโลกคริปโต นั่นคือ สเตเบิลคอยน์ (Stablecoins) หรือเหรียญดิจิทัลที่มูลค่าคงที่ (เช่น 1 เหรียญ มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์ตลอดเวลา) และพวกแพลตฟอร์มไร้ตัวกลาง (DeFi) ที่คนชอบเอาเงินไปฝากไปกู้กัน
JPMorgan บอกว่า แพลตฟอร์มพวกนี้กำลังทำหน้าที่เหมือนธนาคาร โบรกเกอร์ หรือตลาดหุ้นเลยครับ คือรับฝากเงิน ปล่อยกู้ ชำระเงิน
ประเด็นคือ: ธนาคารปกติเวลารับฝากเงิน ต้องโดนกฎหมายควบคุมเข้มงวดมาก ต้องมีเงินสำรอง ต้องจ่ายค่าประกันเงินฝาก เพื่อให้มั่นใจว่าเงินของประชาชนจะไม่หายไปไหน แต่ฝั่งคริปโตกลับทำสิ่งเดียวกันได้ โดยไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับกฎเหล็กเหล่านี้เลย
คุณ Farooq และคุณ Muriungi ได้ฝากวาทะเด็ดในแถลงการณ์ไว้ว่า "ชื่อเรียกเทคโนโลยีจะเท่แค่ไหนไม่สำคัญ ให้ดูที่พฤติกรรมดีกว่า" ถ้าคุณทำตัวเหมือนธนาคาร คุณก็ควรจะโดนคุมเข้มเหมือนธนาคารสิถึงจะถูก
2. กับดัก "ของล่อใจ" ที่แจกกันรัวๆ
สิ่งที่ธนาคารเป็นห่วงมากที่สุดและระบุไว้ในรายงานคือ การที่สเตเบิลคอยน์หลายๆ เจ้า ชอบแจกผลตอบแทน แจกเงินคืน หรือแจกโบนัสให้กับคนที่ถือเหรียญไว้เฉยๆ ซึ่งดูยังไงมันก็คือ "ดอกเบี้ยเงินฝาก" ชัดๆ
การทำแบบนี้ทำให้คนทั่วไปสับสนและคิดว่ามันปลอดภัยเหมือนเงินฝากธนาคาร แต่ในความเป็นจริง
• ไม่มีมาตรฐานสากลรองรับ: ไม่รู้ว่าเขามีเงินสำรองจริงๆ ไหม
• เสี่ยงโดนแห่ถอนเงิน (Run Risk): ถ้าวันหนึ่งคนเกิดตกใจ กลัวว่าระบบจะเจ๊ง แล้วแห่กันไปถอนเงินพร้อมกัน ระบบคริปโตนั้นอาจจะล่มสลายหายวับไปกับตาได้ทันที เพราะไม่มีรัฐบาลมาคอยประกันเงินฝากให้เหมือนธนาคารปกติ
นอกจากนี้ ถ้าคนย้ายเงินออกจากธนาคารไปลงกับคริปโตกันหมด ธนาคารก็จะไม่มีเงินไปปล่อยกู้ให้ธุรกิจหรือประชาชนทั่วไป ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมได้ครับ
3. ศึกสายเลือด: แบงก์เก่า VS คริปโตใหม่
ตอนนี้เลยเกิดการฉะกันทางความคิดอย่างรุนแรงในประเด็นกฎหมายควบคุมคริปโต (Stablecoin Regulatory Debate) ของสหรัฐฯ
• ฝั่งคริปโตบอกว่า: "อ้าว! การที่เราแจกผลตอบแทนให้ลูกค้ามันก็ดีแล้วนี่ เป็นการแข่งขันเสรี ประชาชนได้ประโยชน์เต็มๆ"
• ฝั่งธนาคารสวนกลับว่า: "พูดง่ายเกินไปหรือเปล่า? คุณแอบจ่ายดอกเบี้ยโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนทางกฎหมาย ไม่ต้องจ่ายค่าประกันเงินฝากแบบพวกเรา แบบนี้มันเอาเปรียบกันชัดๆ"
แถมธนาคารยังเตือนหน่วยงานรัฐอีกว่า แพลตฟอร์มที่ไม่มีใครควบคุมแบบนี้ อาจกลายเป็นที่ซ่อนเงินของพวกมิจฉาชีพหรือการฟอกเงิน เพราะไม่มีการตรวจสอบตัวตนที่เข้มงวดพอ
4. อ้าว... แล้ว JPMorgan เกลียดคริปโตหรือเปล่า?
คำตอบคือ ไม่เลยครับ! นี่คือจุดที่น่าสนใจมาก เพราะในรายงานระบุชัดเจนว่า JPMorgan เองก็กำลังลุยโลกบล็อกเชนอย่างเมามันส์ โดยพวกเขามีการสร้างระบบ JPM Coin ภายใต้ทีมบล็อกเชนลูกหม้อที่ชื่อว่า Kinexys (หรือชื่อเดิมคือ Onyx) เพื่อให้ลูกค้าสถาบันและองค์กรขนาดใหญ่สามารถโอนเงินหากันได้ยืดหยุ่นตลอด 24 ชั่วโมง
JPMorgan ไม่ได้อยากจะทำลายคริปโต แต่พวกเขาแค่อยากเรียกร้อง "ความยุติธรรมในการแข่งขัน" เท่านั้นเองครับ พวกเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเติบโตได้อย่างมั่นคง ถ้ารู้จักเล่นตามกฎที่ปลอดภัย
บทสรุปส่งท้าย
สองผู้บริหารของ JPMorgan ทิ้งท้ายเตือนรัฐบาลไว้เจ็บๆ ในแถลงการณ์ฉบับนี้ว่า การรีบออกกฎหมายคริปโตเพื่อเอาใจกระแส โดยทิ้งช่องโหว่หรือข้อยกเว้นไว้ให้พวกหัวหมอ "มันจะนำมาซึ่งความพังพินาศ ไม่ใช่ความก้าวหน้า"
หลังจากนี้คงต้องจับตากันยาวๆ ครับว่า หน่วยงานรัฐบาลจะจัดการกับ "ของแถม/ผลตอบแทน" จากสเตเบิลคอยน์อย่างไร จะมองว่าเป็นแค่โปรโมชั่นการตลาดธรรมดา หรือจะมองว่าเป็นเงินฝากเถื่อนที่ต้องจับมาจัดระเบียบให้เข็ด!
ที่มาของข้อมูล: เรียบเรียงจากแถลงการณ์ร่วมเรื่องการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล โดย Umar Farooq และ Peter Muriungi (ผู้บริหารฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัล JPMorgan Chase & Co.) และข้อมูลอัปเดตระบบบล็อกเชน Kinexys โดย JPMorgan
ปากบอกเตือน แต่เบื้องหลังลุยยับ! ทำไมพี่ใหญ่ JPMorgan ยังต้องยอมสยบให้เทคโนโลยีคริปโต
เรื่องนี้มีที่มาจากแถลงการณ์ร่วมอย่างเป็นทางการของสองบิ๊กบอสอย่าง Umar Farooq และ Peter Muriungi ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ JPMorgan Chase & Co. ที่ออกมาพูดถึงทิศทางกฎหมายคริปโตในสหรัฐฯ ไว้อย่างน่าสนใจ มาดูกันครับว่าทำไมธนาคารยักษ์ใหญ่ถึงต้องออกมาเตือน และมันเกี่ยวอะไรกับเงินในกระเป๋าของเราบ้าง?
1. "ทำตัวเหมือนธนาคาร แต่ขอไม่ทำตามกฎธนาคาร" มันคืออะไร?
ในแถลงการณ์ของสองผู้บริหาร JPMorgan ได้ชี้เป้าไปที่สองสิ่งในโลกคริปโต นั่นคือ สเตเบิลคอยน์ (Stablecoins) หรือเหรียญดิจิทัลที่มูลค่าคงที่ (เช่น 1 เหรียญ มีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์ตลอดเวลา) และพวกแพลตฟอร์มไร้ตัวกลาง (DeFi) ที่คนชอบเอาเงินไปฝากไปกู้กัน
JPMorgan บอกว่า แพลตฟอร์มพวกนี้กำลังทำหน้าที่เหมือนธนาคาร โบรกเกอร์ หรือตลาดหุ้นเลยครับ คือรับฝากเงิน ปล่อยกู้ ชำระเงิน
ประเด็นคือ: ธนาคารปกติเวลารับฝากเงิน ต้องโดนกฎหมายควบคุมเข้มงวดมาก ต้องมีเงินสำรอง ต้องจ่ายค่าประกันเงินฝาก เพื่อให้มั่นใจว่าเงินของประชาชนจะไม่หายไปไหน แต่ฝั่งคริปโตกลับทำสิ่งเดียวกันได้ โดยไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับกฎเหล็กเหล่านี้เลย
คุณ Farooq และคุณ Muriungi ได้ฝากวาทะเด็ดในแถลงการณ์ไว้ว่า "ชื่อเรียกเทคโนโลยีจะเท่แค่ไหนไม่สำคัญ ให้ดูที่พฤติกรรมดีกว่า" ถ้าคุณทำตัวเหมือนธนาคาร คุณก็ควรจะโดนคุมเข้มเหมือนธนาคารสิถึงจะถูก
2. กับดัก "ของล่อใจ" ที่แจกกันรัวๆ
สิ่งที่ธนาคารเป็นห่วงมากที่สุดและระบุไว้ในรายงานคือ การที่สเตเบิลคอยน์หลายๆ เจ้า ชอบแจกผลตอบแทน แจกเงินคืน หรือแจกโบนัสให้กับคนที่ถือเหรียญไว้เฉยๆ ซึ่งดูยังไงมันก็คือ "ดอกเบี้ยเงินฝาก" ชัดๆ
การทำแบบนี้ทำให้คนทั่วไปสับสนและคิดว่ามันปลอดภัยเหมือนเงินฝากธนาคาร แต่ในความเป็นจริง
• ไม่มีมาตรฐานสากลรองรับ: ไม่รู้ว่าเขามีเงินสำรองจริงๆ ไหม
• เสี่ยงโดนแห่ถอนเงิน (Run Risk): ถ้าวันหนึ่งคนเกิดตกใจ กลัวว่าระบบจะเจ๊ง แล้วแห่กันไปถอนเงินพร้อมกัน ระบบคริปโตนั้นอาจจะล่มสลายหายวับไปกับตาได้ทันที เพราะไม่มีรัฐบาลมาคอยประกันเงินฝากให้เหมือนธนาคารปกติ
นอกจากนี้ ถ้าคนย้ายเงินออกจากธนาคารไปลงกับคริปโตกันหมด ธนาคารก็จะไม่มีเงินไปปล่อยกู้ให้ธุรกิจหรือประชาชนทั่วไป ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมได้ครับ
3. ศึกสายเลือด: แบงก์เก่า VS คริปโตใหม่
ตอนนี้เลยเกิดการฉะกันทางความคิดอย่างรุนแรงในประเด็นกฎหมายควบคุมคริปโต (Stablecoin Regulatory Debate) ของสหรัฐฯ
• ฝั่งคริปโตบอกว่า: "อ้าว! การที่เราแจกผลตอบแทนให้ลูกค้ามันก็ดีแล้วนี่ เป็นการแข่งขันเสรี ประชาชนได้ประโยชน์เต็มๆ"
• ฝั่งธนาคารสวนกลับว่า: "พูดง่ายเกินไปหรือเปล่า? คุณแอบจ่ายดอกเบี้ยโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนทางกฎหมาย ไม่ต้องจ่ายค่าประกันเงินฝากแบบพวกเรา แบบนี้มันเอาเปรียบกันชัดๆ"
แถมธนาคารยังเตือนหน่วยงานรัฐอีกว่า แพลตฟอร์มที่ไม่มีใครควบคุมแบบนี้ อาจกลายเป็นที่ซ่อนเงินของพวกมิจฉาชีพหรือการฟอกเงิน เพราะไม่มีการตรวจสอบตัวตนที่เข้มงวดพอ
4. อ้าว... แล้ว JPMorgan เกลียดคริปโตหรือเปล่า?
คำตอบคือ ไม่เลยครับ! นี่คือจุดที่น่าสนใจมาก เพราะในรายงานระบุชัดเจนว่า JPMorgan เองก็กำลังลุยโลกบล็อกเชนอย่างเมามันส์ โดยพวกเขามีการสร้างระบบ JPM Coin ภายใต้ทีมบล็อกเชนลูกหม้อที่ชื่อว่า Kinexys (หรือชื่อเดิมคือ Onyx) เพื่อให้ลูกค้าสถาบันและองค์กรขนาดใหญ่สามารถโอนเงินหากันได้ยืดหยุ่นตลอด 24 ชั่วโมง
JPMorgan ไม่ได้อยากจะทำลายคริปโต แต่พวกเขาแค่อยากเรียกร้อง "ความยุติธรรมในการแข่งขัน" เท่านั้นเองครับ พวกเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเติบโตได้อย่างมั่นคง ถ้ารู้จักเล่นตามกฎที่ปลอดภัย
บทสรุปส่งท้าย
สองผู้บริหารของ JPMorgan ทิ้งท้ายเตือนรัฐบาลไว้เจ็บๆ ในแถลงการณ์ฉบับนี้ว่า การรีบออกกฎหมายคริปโตเพื่อเอาใจกระแส โดยทิ้งช่องโหว่หรือข้อยกเว้นไว้ให้พวกหัวหมอ "มันจะนำมาซึ่งความพังพินาศ ไม่ใช่ความก้าวหน้า"
หลังจากนี้คงต้องจับตากันยาวๆ ครับว่า หน่วยงานรัฐบาลจะจัดการกับ "ของแถม/ผลตอบแทน" จากสเตเบิลคอยน์อย่างไร จะมองว่าเป็นแค่โปรโมชั่นการตลาดธรรมดา หรือจะมองว่าเป็นเงินฝากเถื่อนที่ต้องจับมาจัดระเบียบให้เข็ด!
ที่มาของข้อมูล: เรียบเรียงจากแถลงการณ์ร่วมเรื่องการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล โดย Umar Farooq และ Peter Muriungi (ผู้บริหารฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัล JPMorgan Chase & Co.) และข้อมูลอัปเดตระบบบล็อกเชน Kinexys โดย JPMorgan