ปกติก็ไม่ค่อยชอบช่อง รอยัลลิสต์จัดๆ เพราะหลายช่อง ก็ประจบสอพลอจนเกินงาม
แต่ช่องนี้ค่อนข้างดี และตรงไปตรงมา ไม่ได้เป็นพวกสอพลอ เป็นช่องที่มีเหตุมีผล และเสนอข้อมูล ที่ไม่บิดเบือน
พวกรอยัลลิสต์ มีหลายกลุ่ม หลายเฉด และบางกลุ่มดิฉันก็ไม่ชอบ เพราะชอบบิดเบือนข้อมูล แต่ช่องนี้ดีมากค่ะ
และขอบคุณมากค่ะ ที่เสนอเรื่องราว ของทูลกระหม่อมบริพัตร ให้คนรุ่นหลัง ให้ได้รับทราบ
“วันที่คนทั้งวังเงียบเสียง”
บันทึกจากพระธิดา... เมื่อทูลกระหม่อมบริพัตรถูกจับในรุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ประวัติศาสตร์มักเล่าถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในฐานะวันเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม
แต่เบื้องหลังเหตุการณ์ใหญ่ระดับชาติครั้งนั้น ยังมีเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียอำนาจ เกียรติยศ บ้านเมือง
และแผ่นดินเกิดในวันเดียวกัน เรื่องเล่านี้มิใช่บันทึกของนักการเมืองหรือผู้นำคณะราษฎร หากเป็นความทรงจำของพระธิดาพระองค์หนึ่ง ผู้ยืนอยู่เคียงข้างพระบิดาในนาทีที่ปืนหลายกระบอกหันเข้าหาพระอุระของผู้ซึ่งเคยเป็น “เจ้าชีวิตแห่งบางขุนพรหม”
หากจะถามว่า ผู้ใดคือเจ้านายที่คณะราษฎรหวาดระแวงมากที่สุดในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ชื่อของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือที่ผู้คนในยุคนั้นเรียกกันว่า “ทูลกระหม่อมบริพัตร” ย่อมอยู่ในลำดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
พระองค์มิใช่เพียงพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หากยังทรงเป็นกำลังสำคัญของราชการแผ่นดินในปลายรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งด้านทหารและมหาดไทย เป็นผู้ที่นายทหารจำนวนมากให้ความเคารพนับถือ และได้รับการมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดของประเทศ
แต่เช้าวันนั้น ทุกสิ่งกำลังจะเปลี่ยนไป
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอินทุรัตนา พระธิดาในทูลกระหม่อมบริพัตร ทรงบันทึกความทรงจำไว้ว่า ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วังบางขุนพรหมเป็นสถานที่คึกคักอยู่เสมอ
เมื่อพระบิดาทรงมีอำนาจวาสนา ผู้คนทุกชนชั้นต่างแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย งานบุญ งานเทศน์ งานมงคลต่าง ๆ มีผู้คนมาร่วมโดยแทบไม่ต้องเชิญ
ใครจะหมั้น จะแต่งงาน จะมีบุตร หรือมีเรื่องเดือดร้อน ก็มักมาขอให้วังบางขุนพรหมช่วยเป็นเจ้าภาพหรือให้การอุปถัมภ์
วังแห่งนี้จึงมิได้เป็นเพียงที่ประทับของเจ้านายใหญ่ หากยังเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายผู้คนจำนวนมากในสังคมสยามยุคนั้น
แต่เมื่ออำนาจเปลี่ยนมือ ความสัมพันธ์เหล่านั้นก็ถูกทดสอบทันที
รุ่งเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 รถถังและกำลังทหารของคณะราษฎรเคลื่อนเข้าสู่วังบางขุนพรหม
เสียงปืนจากรถถังดังขึ้น กระสุนเจาะผนังตำหนักใหญ่เป็นรูพรุน ทหารรักษาการณ์ถูกปลดอาวุธ
กำลังทหารส่วนหนึ่งบุกตรงไปยังตำหนักน้ำ อันเป็นที่ประทับของทูลกระหม่อมบริพัตร
เมื่อเสด็จลงมาจากห้องบรรทม ก็พบปืนหลายกระบอกและปลายดาบปลายปืนที่จ่ออยู่ตรงพระวรกาย
พระองค์เจ้าหญิงอินทุรัตนาทรงเล่าว่า ด้วยความรักและเป็นห่วงพระบิดา จึงเสด็จเดินตามไปตลอด แม้ยังทรงพระเยาว์มากจนไม่มีใครทันสังเกต
สิ่งที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นในวันนั้น กลายเป็นภาพจำที่ติดอยู่ในพระทัยไปตลอดพระชนม์ชีพ
เมื่อไปถึงตำหนักใหญ่ มีนายทหารนายหนึ่งใช้ปืนยาวจ่อพระอุระของทูลกระหม่อมบริพัตร
พระองค์ทอดพระเนตรหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทรงจำได้
นายทหารผู้นั้นคือผู้ที่เคยได้รับพระกรุณาอุปการะมาตั้งแต่วัยเด็ก
ตามคำบอกเล่าของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี หรือ “เด็จย่า” เด็กคนนี้เป็นเด็กกำพร้าที่พระในต่างจังหวัดขอให้ทูลกระหม่อมบริพัตรทรงรับไปอุปการะ
พระองค์ทรงส่งเสียให้ศึกษาเล่าเรียน เข้าโรงเรียนนายทหาร ส่งไปศึกษาต่อต่างประเทศ และสนับสนุนจนเติบใหญ่มีตำแหน่งหน้าที่ในราชการ
จากเด็กกำพร้าคนหนึ่ง กลายเป็นนายทหารผู้มีอนาคต
แต่ในเช้าวันนั้น เขากลับยืนถือปืนอยู่ตรงหน้าอดีตผู้อุปการะ
ทูลกระหม่อมบริพัตรตรัสขึ้นว่า
“มืงก็เป็นพวกเขาด้วยรึ อ้ายวรรณ... เอาสิวะ มืงยิงกุเลย”
พร้อมกันนั้น ทรงฉีกฉลองพระองค์ที่ทรงสวมอยู่จนขาด แล้วยืดพระอุระขึ้นรับปลายกระบอกปืน
เป็นภาพของเจ้านายผู้ไม่ทรงยอมแสดงความหวาดหวั่นต่อชะตากรรม
พระองค์เจ้าหญิงอินทุรัตนาทรงเล่าว่า นายทหารผู้นั้นหน้าแดง เหงื่อแตกเต็มใบหน้า ก่อนจะลดปืนลงและก้มหน้านิ่ง
ไม่อาจเหนี่ยวไกได้
ภายหลังการยึดอำนาจ ทูลกระหม่อมบริพัตรถูกควบคุมตัวไปคุมขังที่บริเวณใต้ถุนพระที่นั่งอนันตสมาคม
สภาพความเป็นอยู่เป็นไปอย่างยากลำบาก
ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีเพียงอ่างล้างหน้าและภาชนะสำหรับขับถ่าย
อาหารที่ส่งมาจากวังบางขุนพรหมต้องผ่านการตรวจค้นอย่างเข้มงวด ถึงขั้นใช้ปลายดาบปลายปืนกวนอาหารจนเละ เพื่อค้นหาอาวุธที่อาจซุกซ่อนอยู่
ขณะที่ หม่อมสมพันธุ์ บริพัตร พระชายา ทรงขอตามเสด็จไปด้วย โดยกล่าวว่า
“จะตายก็ขอตายด้วยกัน”
เป็นประโยคสั้น ๆ ที่สะท้อนความผูกพันของคู่ชีวิตได้อย่างลึกซึ้งกว่าคำบรรยายใด
ในช่วงเวลานั้น กระแสภายในคณะราษฎรเองก็ไม่ได้เป็นเอกภาพทั้งหมด
มีความเห็นจากฝ่ายหัวรุนแรงบางส่วนว่า ควรกำจัดทูลกระหม่อมบริพัตรเสีย เนื่องจากทรงมีบารมีในหมู่ทหาร และอาจกลายเป็นศูนย์รวมการต่อต้านในอนาคต
แต่ผู้นำสำคัญอย่าง พระยาพหลพลพยุหเสนา และ พระยาทรงสุรเดช ไม่เห็นด้วย
มีคำบอกเล่าที่ถูกถ่ายทอดต่อมาว่า ทั้งสองยืนยันจะไม่ให้เกิดการนองเลือด เพราะก่อนการปฏิวัติ คณะราษฎรได้ให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะดำเนินการโดยไม่ให้มีผู้เสียชีวิต
ไม่ว่ารายละเอียดในถ้อยคำจะเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ ทูลกระหม่อมบริพัตรมิได้ถูกประหารชีวิต หากถูกบังคับให้ออกจากประเทศและไม่สามารถเสด็จนิวัตประเทศไทยได้อีก
หลังได้รับการปล่อยตัว พระองค์และครอบครัวกลับสู่วังบางขุนพรหมเพื่อเตรียมเดินทางออกนอกประเทศ
และในช่วงเวลานั้นเอง ความจริงของโลกมนุษย์ก็ปรากฏชัด
ผู้คนจำนวนมากที่เคยมาเยือนวังอยู่เสมอ ต่างเงียบหายไป
มิตรภาพจำนวนไม่น้อยสิ้นสุดลงพร้อมอำนาจวาสนา
แต่ก็มีบางคนที่ยังคงยืนหยัดอยู่เคียงข้าง
หนึ่งในนั้นคือ พระยาประดิพัทธภูบาล (คอยู่เหล ณ ระนอง)
ท่านเดินทางมาเยี่ยมแทบทุกวัน ร้องไห้ด้วยความสงสาร และถึงขั้นขอตามเสด็จไปต่างประเทศ
เมื่อทูลกระหม่อมบริพัตรทรงทักท้วงว่า อาจทำให้ตนเองและญาติพี่น้องได้รับความเดือดร้อน
พระยาประดิพัทธภูบาลกลับตอบด้วยถ้อยคำที่สะท้อนค่านิยมเรื่อง “ความกตัญญู” ของคนรุ่นก่อนอย่างงดงาม
ว่าเมื่อราชวงศ์จักรีเคยชุบเลี้ยงและให้เกียรติตระกูลของตน วันนี้จึงถึงเวลาตอบแทนพระคุณ
แม้ต้องเสี่ยงชีวิตก็ยอม
ไม่นานหลังจากนั้น ครอบครัวบริพัตรจึงออกเดินทางจากสยาม
จุดหมายแรกคือปีนัง ก่อนจะพำนักอยู่ในชวา และท้ายที่สุดที่เมืองบันดุงในอินโดนีเซีย
ทูลกระหม่อมบริพัตรประทับอยู่ต่างแดนจนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2487 โดยไม่เคยได้กลับมายังแผ่นดินเกิดอีกเลย
เรื่องราวของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มักถูกมองผ่านมิติของการเมือง การปฏิวัติ และการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
แต่เมื่อมองผ่านสายตาของพระองค์เจ้าหญิงอินทุรัตนา เราจะเห็นอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์
ด้านที่เป็นเรื่องของลูกสาวคนหนึ่งที่เดินตามพระบิดาไปท่ามกลางปลายกระบอกปืน
เป็นเรื่องของภรรยาที่ขอตายเคียงข้างสามี
เป็นเรื่องของผู้มีพระคุณและผู้ได้รับพระคุณ
เป็นเรื่องของมิตรแท้ที่ยังคงอยู่ในวันที่อำนาจและเกียรติยศสลายหายไป
เพราะบางครั้ง สิ่งที่ประวัติศาสตร์ทิ้งไว้ให้จดจำ อาจไม่ใช่เพียงว่า “ใครชนะ” หรือ “ใครแพ้”
แต่อาจเป็นคำถามที่ว่า
เมื่ออำนาจหมดลงแล้ว ยังมีใครเหลืออยู่เคียงข้างเราอีกบ้างต่างหาก.
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1656841812920923&set=a.514169273854855&type=3
วันที่คนทั้งวังเงียบเสียง บันทึกจากพระธิดา เมื่อทูลกระหม่อมบริพัตรถูกจับในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง (หงส์เหนือมังกร)
แต่ช่องนี้ค่อนข้างดี และตรงไปตรงมา ไม่ได้เป็นพวกสอพลอ เป็นช่องที่มีเหตุมีผล และเสนอข้อมูล ที่ไม่บิดเบือน
พวกรอยัลลิสต์ มีหลายกลุ่ม หลายเฉด และบางกลุ่มดิฉันก็ไม่ชอบ เพราะชอบบิดเบือนข้อมูล แต่ช่องนี้ดีมากค่ะ
และขอบคุณมากค่ะ ที่เสนอเรื่องราว ของทูลกระหม่อมบริพัตร ให้คนรุ่นหลัง ให้ได้รับทราบ
บันทึกจากพระธิดา... เมื่อทูลกระหม่อมบริพัตรถูกจับในรุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ประวัติศาสตร์มักเล่าถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในฐานะวันเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม
หากจะถามว่า ผู้ใดคือเจ้านายที่คณะราษฎรหวาดระแวงมากที่สุดในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ชื่อของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือที่ผู้คนในยุคนั้นเรียกกันว่า “ทูลกระหม่อมบริพัตร” ย่อมอยู่ในลำดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
พระองค์มิใช่เพียงพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หากยังทรงเป็นกำลังสำคัญของราชการแผ่นดินในปลายรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งด้านทหารและมหาดไทย เป็นผู้ที่นายทหารจำนวนมากให้ความเคารพนับถือ และได้รับการมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดของประเทศ
แต่เช้าวันนั้น ทุกสิ่งกำลังจะเปลี่ยนไป
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอินทุรัตนา พระธิดาในทูลกระหม่อมบริพัตร ทรงบันทึกความทรงจำไว้ว่า ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วังบางขุนพรหมเป็นสถานที่คึกคักอยู่เสมอ
เมื่อพระบิดาทรงมีอำนาจวาสนา ผู้คนทุกชนชั้นต่างแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย งานบุญ งานเทศน์ งานมงคลต่าง ๆ มีผู้คนมาร่วมโดยแทบไม่ต้องเชิญ
ใครจะหมั้น จะแต่งงาน จะมีบุตร หรือมีเรื่องเดือดร้อน ก็มักมาขอให้วังบางขุนพรหมช่วยเป็นเจ้าภาพหรือให้การอุปถัมภ์
วังแห่งนี้จึงมิได้เป็นเพียงที่ประทับของเจ้านายใหญ่ หากยังเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายผู้คนจำนวนมากในสังคมสยามยุคนั้น
แต่เมื่ออำนาจเปลี่ยนมือ ความสัมพันธ์เหล่านั้นก็ถูกทดสอบทันที
รุ่งเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 รถถังและกำลังทหารของคณะราษฎรเคลื่อนเข้าสู่วังบางขุนพรหม
เสียงปืนจากรถถังดังขึ้น กระสุนเจาะผนังตำหนักใหญ่เป็นรูพรุน ทหารรักษาการณ์ถูกปลดอาวุธ
กำลังทหารส่วนหนึ่งบุกตรงไปยังตำหนักน้ำ อันเป็นที่ประทับของทูลกระหม่อมบริพัตร
เมื่อเสด็จลงมาจากห้องบรรทม ก็พบปืนหลายกระบอกและปลายดาบปลายปืนที่จ่ออยู่ตรงพระวรกาย
พระองค์เจ้าหญิงอินทุรัตนาทรงเล่าว่า ด้วยความรักและเป็นห่วงพระบิดา จึงเสด็จเดินตามไปตลอด แม้ยังทรงพระเยาว์มากจนไม่มีใครทันสังเกต
สิ่งที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นในวันนั้น กลายเป็นภาพจำที่ติดอยู่ในพระทัยไปตลอดพระชนม์ชีพ
เมื่อไปถึงตำหนักใหญ่ มีนายทหารนายหนึ่งใช้ปืนยาวจ่อพระอุระของทูลกระหม่อมบริพัตร
พระองค์ทอดพระเนตรหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทรงจำได้
นายทหารผู้นั้นคือผู้ที่เคยได้รับพระกรุณาอุปการะมาตั้งแต่วัยเด็ก
ตามคำบอกเล่าของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี หรือ “เด็จย่า” เด็กคนนี้เป็นเด็กกำพร้าที่พระในต่างจังหวัดขอให้ทูลกระหม่อมบริพัตรทรงรับไปอุปการะ
พระองค์ทรงส่งเสียให้ศึกษาเล่าเรียน เข้าโรงเรียนนายทหาร ส่งไปศึกษาต่อต่างประเทศ และสนับสนุนจนเติบใหญ่มีตำแหน่งหน้าที่ในราชการ
จากเด็กกำพร้าคนหนึ่ง กลายเป็นนายทหารผู้มีอนาคต
แต่ในเช้าวันนั้น เขากลับยืนถือปืนอยู่ตรงหน้าอดีตผู้อุปการะ
ทูลกระหม่อมบริพัตรตรัสขึ้นว่า
“มืงก็เป็นพวกเขาด้วยรึ อ้ายวรรณ... เอาสิวะ มืงยิงกุเลย”
พร้อมกันนั้น ทรงฉีกฉลองพระองค์ที่ทรงสวมอยู่จนขาด แล้วยืดพระอุระขึ้นรับปลายกระบอกปืน
เป็นภาพของเจ้านายผู้ไม่ทรงยอมแสดงความหวาดหวั่นต่อชะตากรรม
พระองค์เจ้าหญิงอินทุรัตนาทรงเล่าว่า นายทหารผู้นั้นหน้าแดง เหงื่อแตกเต็มใบหน้า ก่อนจะลดปืนลงและก้มหน้านิ่ง
ไม่อาจเหนี่ยวไกได้
ภายหลังการยึดอำนาจ ทูลกระหม่อมบริพัตรถูกควบคุมตัวไปคุมขังที่บริเวณใต้ถุนพระที่นั่งอนันตสมาคม
สภาพความเป็นอยู่เป็นไปอย่างยากลำบาก
ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีเพียงอ่างล้างหน้าและภาชนะสำหรับขับถ่าย
อาหารที่ส่งมาจากวังบางขุนพรหมต้องผ่านการตรวจค้นอย่างเข้มงวด ถึงขั้นใช้ปลายดาบปลายปืนกวนอาหารจนเละ เพื่อค้นหาอาวุธที่อาจซุกซ่อนอยู่
ขณะที่ หม่อมสมพันธุ์ บริพัตร พระชายา ทรงขอตามเสด็จไปด้วย โดยกล่าวว่า
“จะตายก็ขอตายด้วยกัน”
เป็นประโยคสั้น ๆ ที่สะท้อนความผูกพันของคู่ชีวิตได้อย่างลึกซึ้งกว่าคำบรรยายใด
ในช่วงเวลานั้น กระแสภายในคณะราษฎรเองก็ไม่ได้เป็นเอกภาพทั้งหมด
มีความเห็นจากฝ่ายหัวรุนแรงบางส่วนว่า ควรกำจัดทูลกระหม่อมบริพัตรเสีย เนื่องจากทรงมีบารมีในหมู่ทหาร และอาจกลายเป็นศูนย์รวมการต่อต้านในอนาคต
แต่ผู้นำสำคัญอย่าง พระยาพหลพลพยุหเสนา และ พระยาทรงสุรเดช ไม่เห็นด้วย
มีคำบอกเล่าที่ถูกถ่ายทอดต่อมาว่า ทั้งสองยืนยันจะไม่ให้เกิดการนองเลือด เพราะก่อนการปฏิวัติ คณะราษฎรได้ให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะดำเนินการโดยไม่ให้มีผู้เสียชีวิต
ไม่ว่ารายละเอียดในถ้อยคำจะเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ ทูลกระหม่อมบริพัตรมิได้ถูกประหารชีวิต หากถูกบังคับให้ออกจากประเทศและไม่สามารถเสด็จนิวัตประเทศไทยได้อีก
หลังได้รับการปล่อยตัว พระองค์และครอบครัวกลับสู่วังบางขุนพรหมเพื่อเตรียมเดินทางออกนอกประเทศ
และในช่วงเวลานั้นเอง ความจริงของโลกมนุษย์ก็ปรากฏชัด
ผู้คนจำนวนมากที่เคยมาเยือนวังอยู่เสมอ ต่างเงียบหายไป
มิตรภาพจำนวนไม่น้อยสิ้นสุดลงพร้อมอำนาจวาสนา
แต่ก็มีบางคนที่ยังคงยืนหยัดอยู่เคียงข้าง
หนึ่งในนั้นคือ พระยาประดิพัทธภูบาล (คอยู่เหล ณ ระนอง)
ท่านเดินทางมาเยี่ยมแทบทุกวัน ร้องไห้ด้วยความสงสาร และถึงขั้นขอตามเสด็จไปต่างประเทศ
เมื่อทูลกระหม่อมบริพัตรทรงทักท้วงว่า อาจทำให้ตนเองและญาติพี่น้องได้รับความเดือดร้อน
พระยาประดิพัทธภูบาลกลับตอบด้วยถ้อยคำที่สะท้อนค่านิยมเรื่อง “ความกตัญญู” ของคนรุ่นก่อนอย่างงดงาม
ว่าเมื่อราชวงศ์จักรีเคยชุบเลี้ยงและให้เกียรติตระกูลของตน วันนี้จึงถึงเวลาตอบแทนพระคุณ
แม้ต้องเสี่ยงชีวิตก็ยอม
ไม่นานหลังจากนั้น ครอบครัวบริพัตรจึงออกเดินทางจากสยาม
จุดหมายแรกคือปีนัง ก่อนจะพำนักอยู่ในชวา และท้ายที่สุดที่เมืองบันดุงในอินโดนีเซีย
ทูลกระหม่อมบริพัตรประทับอยู่ต่างแดนจนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2487 โดยไม่เคยได้กลับมายังแผ่นดินเกิดอีกเลย
เรื่องราวของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มักถูกมองผ่านมิติของการเมือง การปฏิวัติ และการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
แต่เมื่อมองผ่านสายตาของพระองค์เจ้าหญิงอินทุรัตนา เราจะเห็นอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์
ด้านที่เป็นเรื่องของลูกสาวคนหนึ่งที่เดินตามพระบิดาไปท่ามกลางปลายกระบอกปืน
เป็นเรื่องของภรรยาที่ขอตายเคียงข้างสามี
เป็นเรื่องของผู้มีพระคุณและผู้ได้รับพระคุณ
เป็นเรื่องของมิตรแท้ที่ยังคงอยู่ในวันที่อำนาจและเกียรติยศสลายหายไป
เพราะบางครั้ง สิ่งที่ประวัติศาสตร์ทิ้งไว้ให้จดจำ อาจไม่ใช่เพียงว่า “ใครชนะ” หรือ “ใครแพ้”
แต่อาจเป็นคำถามที่ว่า
เมื่ออำนาจหมดลงแล้ว ยังมีใครเหลืออยู่เคียงข้างเราอีกบ้างต่างหาก.
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1656841812920923&set=a.514169273854855&type=3