วันที่คนทั้งวังเงียบเสียง บันทึกจากพระธิดา เมื่อทูลกระหม่อมบริพัตรถูกจับในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง (หงส์เหนือมังกร)

กระทู้คำถาม
ปกติก็ไม่ค่อยชอบช่อง รอยัลลิสต์จัดๆ เพราะหลายช่อง ก็ประจบสอพลอจนเกินงาม
แต่ช่องนี้ค่อนข้างดี และตรงไปตรงมา ไม่ได้เป็นพวกสอพลอ เป็นช่องที่มีเหตุมีผล และเสนอข้อมูล ที่ไม่บิดเบือน

พวกรอยัลลิสต์ มีหลายกลุ่ม หลายเฉด และบางกลุ่มดิฉันก็ไม่ชอบ เพราะชอบบิดเบือนข้อมูล แต่ช่องนี้ดีมากค่ะ
และขอบคุณมากค่ะ ที่เสนอเรื่องราว ของทูลกระหม่อมบริพัตร ให้คนรุ่นหลัง ให้ได้รับทราบ


“วันที่คนทั้งวังเงียบเสียง”
บันทึกจากพระธิดา... เมื่อทูลกระหม่อมบริพัตรถูกจับในรุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ประวัติศาสตร์มักเล่าถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในฐานะวันเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม
แต่เบื้องหลังเหตุการณ์ใหญ่ระดับชาติครั้งนั้น ยังมีเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียอำนาจ เกียรติยศ บ้านเมือง

และแผ่นดินเกิดในวันเดียวกัน เรื่องเล่านี้มิใช่บันทึกของนักการเมืองหรือผู้นำคณะราษฎร หากเป็นความทรงจำของพระธิดาพระองค์หนึ่ง ผู้ยืนอยู่เคียงข้างพระบิดาในนาทีที่ปืนหลายกระบอกหันเข้าหาพระอุระของผู้ซึ่งเคยเป็น “เจ้าชีวิตแห่งบางขุนพรหม”

หากจะถามว่า ผู้ใดคือเจ้านายที่คณะราษฎรหวาดระแวงมากที่สุดในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ชื่อของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือที่ผู้คนในยุคนั้นเรียกกันว่า “ทูลกระหม่อมบริพัตร” ย่อมอยู่ในลำดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย

พระองค์มิใช่เพียงพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หากยังทรงเป็นกำลังสำคัญของราชการแผ่นดินในปลายรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งด้านทหารและมหาดไทย เป็นผู้ที่นายทหารจำนวนมากให้ความเคารพนับถือ และได้รับการมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดของประเทศ

แต่เช้าวันนั้น ทุกสิ่งกำลังจะเปลี่ยนไป

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอินทุรัตนา พระธิดาในทูลกระหม่อมบริพัตร ทรงบันทึกความทรงจำไว้ว่า ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วังบางขุนพรหมเป็นสถานที่คึกคักอยู่เสมอ

เมื่อพระบิดาทรงมีอำนาจวาสนา ผู้คนทุกชนชั้นต่างแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย งานบุญ งานเทศน์ งานมงคลต่าง ๆ มีผู้คนมาร่วมโดยแทบไม่ต้องเชิญ

ใครจะหมั้น จะแต่งงาน จะมีบุตร หรือมีเรื่องเดือดร้อน ก็มักมาขอให้วังบางขุนพรหมช่วยเป็นเจ้าภาพหรือให้การอุปถัมภ์

วังแห่งนี้จึงมิได้เป็นเพียงที่ประทับของเจ้านายใหญ่ หากยังเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายผู้คนจำนวนมากในสังคมสยามยุคนั้น

แต่เมื่ออำนาจเปลี่ยนมือ ความสัมพันธ์เหล่านั้นก็ถูกทดสอบทันที

รุ่งเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 รถถังและกำลังทหารของคณะราษฎรเคลื่อนเข้าสู่วังบางขุนพรหม

เสียงปืนจากรถถังดังขึ้น กระสุนเจาะผนังตำหนักใหญ่เป็นรูพรุน ทหารรักษาการณ์ถูกปลดอาวุธ

กำลังทหารส่วนหนึ่งบุกตรงไปยังตำหนักน้ำ อันเป็นที่ประทับของทูลกระหม่อมบริพัตร

เมื่อเสด็จลงมาจากห้องบรรทม ก็พบปืนหลายกระบอกและปลายดาบปลายปืนที่จ่ออยู่ตรงพระวรกาย

พระองค์เจ้าหญิงอินทุรัตนาทรงเล่าว่า ด้วยความรักและเป็นห่วงพระบิดา จึงเสด็จเดินตามไปตลอด แม้ยังทรงพระเยาว์มากจนไม่มีใครทันสังเกต

สิ่งที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นในวันนั้น กลายเป็นภาพจำที่ติดอยู่ในพระทัยไปตลอดพระชนม์ชีพ

เมื่อไปถึงตำหนักใหญ่ มีนายทหารนายหนึ่งใช้ปืนยาวจ่อพระอุระของทูลกระหม่อมบริพัตร

พระองค์ทอดพระเนตรหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทรงจำได้

นายทหารผู้นั้นคือผู้ที่เคยได้รับพระกรุณาอุปการะมาตั้งแต่วัยเด็ก

ตามคำบอกเล่าของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี หรือ “เด็จย่า” เด็กคนนี้เป็นเด็กกำพร้าที่พระในต่างจังหวัดขอให้ทูลกระหม่อมบริพัตรทรงรับไปอุปการะ

พระองค์ทรงส่งเสียให้ศึกษาเล่าเรียน เข้าโรงเรียนนายทหาร ส่งไปศึกษาต่อต่างประเทศ และสนับสนุนจนเติบใหญ่มีตำแหน่งหน้าที่ในราชการ

จากเด็กกำพร้าคนหนึ่ง กลายเป็นนายทหารผู้มีอนาคต

แต่ในเช้าวันนั้น เขากลับยืนถือปืนอยู่ตรงหน้าอดีตผู้อุปการะ

ทูลกระหม่อมบริพัตรตรัสขึ้นว่า

“มืงก็เป็นพวกเขาด้วยรึ อ้ายวรรณ... เอาสิวะ มืงยิงกุเลย”

พร้อมกันนั้น ทรงฉีกฉลองพระองค์ที่ทรงสวมอยู่จนขาด แล้วยืดพระอุระขึ้นรับปลายกระบอกปืน

เป็นภาพของเจ้านายผู้ไม่ทรงยอมแสดงความหวาดหวั่นต่อชะตากรรม

พระองค์เจ้าหญิงอินทุรัตนาทรงเล่าว่า นายทหารผู้นั้นหน้าแดง เหงื่อแตกเต็มใบหน้า ก่อนจะลดปืนลงและก้มหน้านิ่ง

ไม่อาจเหนี่ยวไกได้

ภายหลังการยึดอำนาจ ทูลกระหม่อมบริพัตรถูกควบคุมตัวไปคุมขังที่บริเวณใต้ถุนพระที่นั่งอนันตสมาคม

สภาพความเป็นอยู่เป็นไปอย่างยากลำบาก

ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีเพียงอ่างล้างหน้าและภาชนะสำหรับขับถ่าย

อาหารที่ส่งมาจากวังบางขุนพรหมต้องผ่านการตรวจค้นอย่างเข้มงวด ถึงขั้นใช้ปลายดาบปลายปืนกวนอาหารจนเละ เพื่อค้นหาอาวุธที่อาจซุกซ่อนอยู่

ขณะที่ หม่อมสมพันธุ์ บริพัตร พระชายา ทรงขอตามเสด็จไปด้วย โดยกล่าวว่า

“จะตายก็ขอตายด้วยกัน”

เป็นประโยคสั้น ๆ ที่สะท้อนความผูกพันของคู่ชีวิตได้อย่างลึกซึ้งกว่าคำบรรยายใด

ในช่วงเวลานั้น กระแสภายในคณะราษฎรเองก็ไม่ได้เป็นเอกภาพทั้งหมด

มีความเห็นจากฝ่ายหัวรุนแรงบางส่วนว่า ควรกำจัดทูลกระหม่อมบริพัตรเสีย เนื่องจากทรงมีบารมีในหมู่ทหาร และอาจกลายเป็นศูนย์รวมการต่อต้านในอนาคต

แต่ผู้นำสำคัญอย่าง พระยาพหลพลพยุหเสนา และ พระยาทรงสุรเดช ไม่เห็นด้วย

มีคำบอกเล่าที่ถูกถ่ายทอดต่อมาว่า ทั้งสองยืนยันจะไม่ให้เกิดการนองเลือด เพราะก่อนการปฏิวัติ คณะราษฎรได้ให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะดำเนินการโดยไม่ให้มีผู้เสียชีวิต

ไม่ว่ารายละเอียดในถ้อยคำจะเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ ทูลกระหม่อมบริพัตรมิได้ถูกประหารชีวิต หากถูกบังคับให้ออกจากประเทศและไม่สามารถเสด็จนิวัตประเทศไทยได้อีก

หลังได้รับการปล่อยตัว พระองค์และครอบครัวกลับสู่วังบางขุนพรหมเพื่อเตรียมเดินทางออกนอกประเทศ

และในช่วงเวลานั้นเอง ความจริงของโลกมนุษย์ก็ปรากฏชัด

ผู้คนจำนวนมากที่เคยมาเยือนวังอยู่เสมอ ต่างเงียบหายไป

มิตรภาพจำนวนไม่น้อยสิ้นสุดลงพร้อมอำนาจวาสนา

แต่ก็มีบางคนที่ยังคงยืนหยัดอยู่เคียงข้าง

หนึ่งในนั้นคือ พระยาประดิพัทธภูบาล (คอยู่เหล ณ ระนอง)

ท่านเดินทางมาเยี่ยมแทบทุกวัน ร้องไห้ด้วยความสงสาร และถึงขั้นขอตามเสด็จไปต่างประเทศ

เมื่อทูลกระหม่อมบริพัตรทรงทักท้วงว่า อาจทำให้ตนเองและญาติพี่น้องได้รับความเดือดร้อน

พระยาประดิพัทธภูบาลกลับตอบด้วยถ้อยคำที่สะท้อนค่านิยมเรื่อง “ความกตัญญู” ของคนรุ่นก่อนอย่างงดงาม

ว่าเมื่อราชวงศ์จักรีเคยชุบเลี้ยงและให้เกียรติตระกูลของตน วันนี้จึงถึงเวลาตอบแทนพระคุณ

แม้ต้องเสี่ยงชีวิตก็ยอม

ไม่นานหลังจากนั้น ครอบครัวบริพัตรจึงออกเดินทางจากสยาม

จุดหมายแรกคือปีนัง ก่อนจะพำนักอยู่ในชวา และท้ายที่สุดที่เมืองบันดุงในอินโดนีเซีย

ทูลกระหม่อมบริพัตรประทับอยู่ต่างแดนจนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2487 โดยไม่เคยได้กลับมายังแผ่นดินเกิดอีกเลย

เรื่องราวของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มักถูกมองผ่านมิติของการเมือง การปฏิวัติ และการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

แต่เมื่อมองผ่านสายตาของพระองค์เจ้าหญิงอินทุรัตนา เราจะเห็นอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์

ด้านที่เป็นเรื่องของลูกสาวคนหนึ่งที่เดินตามพระบิดาไปท่ามกลางปลายกระบอกปืน

เป็นเรื่องของภรรยาที่ขอตายเคียงข้างสามี

เป็นเรื่องของผู้มีพระคุณและผู้ได้รับพระคุณ

เป็นเรื่องของมิตรแท้ที่ยังคงอยู่ในวันที่อำนาจและเกียรติยศสลายหายไป

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ประวัติศาสตร์ทิ้งไว้ให้จดจำ อาจไม่ใช่เพียงว่า “ใครชนะ” หรือ “ใครแพ้”

แต่อาจเป็นคำถามที่ว่า

เมื่ออำนาจหมดลงแล้ว ยังมีใครเหลืออยู่เคียงข้างเราอีกบ้างต่างหาก. 

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1656841812920923&set=a.514169273854855&type=3
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่