ประสบการณ์แลกเปลี่ยน ณ ประเทศนิวซีแลนด์ "New Zealand - Land of the Long White Cloud"



เพี้ยนสวัสดีเพี้ยนเขินเพี้ยนแช๊ะ

สวัสดีครับ ชื่อเอก นะครับ วันนี้ก็อยากมาแชร์ประสบการณ์การไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศ New Zealand มา ผ่านมาแล้ว 11 ปีได้ ไปมาตั้งแต่ปี 2015 ครับ ไปอยู่ที่นั่นประมาณเกือบ 3 เดือนได้  ตอนนั้น ตัวผมเอง ก็เรียนอยู่ที่คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะฯ ได้มีโครงการแลกเปลี่ยนกับ University of Canterbury เมือง Christchurch เกาะใต้ของประเทศ New Zealand

ก็ต้องบอกว่า สมัยนั้น การได้ไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศน่าจะเป็นความฝันของใครหลายๆ คนเลย ตัวผมเองก็เหมือนกัน สมัยเรียน คือ มหาลัยมีกิจกรรมอะไร เราเข้าร่วมหมด การไปแลกเปลี่ยนที่ New Zealand ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของผม ตอนนั้นเคยได้ไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศมาก่อนแล้วในแถบ ASEAN (กัมพูชา, เวียดนาม, ลาว, แถมญี่ปุ่นให้อีกประเทศ) แต่สำหรับครั้งนี้ ผมมองว่ามันแตกต่างจากครั้งอื่นๆ เพราะอะไรน่ะเหรอ...

เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ไปแลกเปลี่ยนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก (ส่วนตัวยังแอบกังวลภาษาตัวเองเหมือนกัน ต่อให้เป็นเอกภาษาอังกฤษก็เถอะ) นอกจากนี้ น่าจะเป็นการเดินทางระยะไกลครั้งแรก เพราะการเดินทางจากประเทศไทยไป NZ นี่ เกิน 10 ชม. แน่ๆ ไม่เคยบินยาวขนาดนี้มาก่อนในชีวิตเลย

เอาละ มาเริ่มกันเลยดีกว่า 

การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ก็เดินทางไปพร้อมกับเพื่อนๆ ในคณะฯ อีก 5 คน ซึ่งปกติก็สนิทกันอยู่แล้ว ทำให้ทริปนี้ไม่น่าเบื่อ สายเฮฮา ปกติตัวผมเองจะเป็นคนชอบถ่ายรูปอยู่แล้ว ก็เลยพกกล้องไปด้วย และก็ต้องเป็นตากล้องประจำแก๊งค์ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่อยู่ที่นี่ มั่นใจได้ว่ามีรูปเยอะแน่นอน 😉



ในระหว่างที่อยู่ที่นั่น ทางมหาลัยจะมีให้เลือกว่าอยากอยู่หอ หรือว่าจะอยู่กับ Host Family ซึ่งเราก็เลือกอยู่กับ Host Family เพราะส่วนนึง เราอยากเรียนรู้วัฒนธรรมของเขาด้วย กลายเป็นว่าทุกคนเลือกจะอยู่กับ Host family กันหมดเลย ซึ่งจริงๆ เคยมีคนบอกว่า ถ้าได้ Host ดี ก็ถือว่าถูกหวยแล้ว เพราะบางครั้ง เราไม่รู้จะไปเจอ host นิสัยดีไหม ดูแลเราดีหรือเปล่า แต่สำหรับผม ถือว่า Host ดูแลดีมากแล้ว ทุกวันนี้ยังติดต่อกันบน Facebook อยู่เลย 

จุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยน คือ เมือง Christchurch ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างเงียบ ไม่แน่ใจว่าเราติดความวุ่นวายของกรุงเทพไปหรือเปล่า พอมาที่นี่ กลับรู้สึกว่าทุกอย่างดูเงียบ ไม่วุ่นวาย ไม่เร่งรีบ ไม่ต้องเบียดเสียดบนรถไฟฟ้า BTS แต่ด้วยความที่เงียบเนี่ยแหละ ทำให้เรามีเวลาได้อยู่กับตัวเองเยอะกว่า ไม่ค่อยได้แตะมือถือเลย สำรวจข้างทางตลอด แต่ในตอนนั้น เมือง Christchurch เพิ่งเจอแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ไปเมื่อปี 2011 ซึ่งทำให้สภาพบ้านเมืองบางจุดยังอยู่ในช่วงฟื้นฟู

ช่วงแรกๆ ที่มาอยู่ในเมือง คือ ทางมหาลัยให้เราได้ไปสำรวจเมือง ทัศนศึกษาซะส่วนใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ของมหาลัย รวมถึงนักศึกษาของ UC มาคอยให้คำแนะนำต่างๆ รวมถึงดูแลความเป็นอยู่ของพวกเราด้วย

1️⃣ สถานที่แรกที่พวกเราได้ไป คือ Christchurch Botanic Garden เป็นสวนพฤกษศาสตร์ในเมือง ซึ่งต้องบอกว่า เป็นสถานที่ที่เหนือความคาดหมายมาก เพราะสำหรับตัวเราเอง ไม่ได้ชื่นชอบกับเรื่องอะไรแบบนี้ แต่พอได้ไปเห็นต้นไม้ใหญ่ อายุกว่า 100 ปี ที่ขนาดใหญ่มาก ก็ทำให้เราว้าวได้ กว่าที่ต้นไม้ต้นหนึ่งจะโตได้ใหญ่ขนาดนี้ ต้องใช้เวลากี่ปี สำหรับใครที่มาครั้งแรกก็อยากแนะนำให้มาเดินในสวนนี้สักครั้ง รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน



2️⃣Christchurch Gondola เป็นอีก 1 จุด Highlight ที่นักท่องเที่ยวอยากจะดูวิวมุมสูงของเมือง ที่จุดนี้ ก็มีค่าขึ้นอยู่ ตอนนั้นจำได้ว่า ค่าขึ้นประมาณ 9-10 NZD ไม่รู้ตอนนี้ เปลี่ยนไปหรือยัง แต่ถ้าไม่อยากเสียเงินก็เดินขึ้นได้นะ ถ้าใครไหว ก็ลองได้ แต่ผมขอผ่านก่อน 🤣 ข้างบนลมแรงงงมากก ดังนั้น เตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วย ถ้าใครมาหน้าหนาววว นี่มีปากสั่นแน่นอน



ซึ่งด้านบนนี้ นอกจากจะมองเห็นเมือง Christchurch แล้ว ยังมองเห็นฝั่งเมือง Lyttleton ด้วย (ตามรูปด้านบนเลย)

3️⃣อีกจุดที่พวกเราไปสำรวจ คือ New Brighton Beach ตอนนั้น เราตัดสินใจกันว่าอยากจะลองนั่งรถบัสไปดูทะเลกัน ก็เลยลองเดินทางกันเอง โดยไม่มีคนของมหาลัยไปด้วยเลย ก็ลองผิดลองถูกกันไป แต่รู้สึกว่าที่นี่ ให้ vibe ดีมาก จำได้ว่ามีร้าน outlet ของ brand อย่าง Quiksilver / Roxy / Billabong ตอนนั้นไปซื้อของหลายอย่างกลับบ้านเลย คุ้มมาก แฮะๆ สาวๆ ชอบกันใหญ่




แถมอีกเล็กน้อย ทางมหาลัยพาเราไปจุดหนึ่ง แต่จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร ซึ่งตอนนั้น เขาบอกว่าน่าจะมีหิมะนะ ต้องใส่เตรียมเสื้อหนาวดีๆ สำหรับเด็กไทย ที่ไม่เคยเจอหิมะมาก่อน มีหรือจะพลาด อยากไปเห็นหิมะสักครั้งในชีวิต ทุกคนก็ตัดสินใจที่จะไปกันเลย คือชอบมากที่ทุกคนมีความคิดเหมือนกัน ไม่ว่าจะคนไทย หรือคน NZ คือ ต้องมี Snowball Fight และมีการปั้น Snowman เหมือนเป็น universal culture ที่ทุกคนต้องทำ 🤣





----------------------------------------------------------------------------------------------------------

เอาละ สัปดาห์แรกของการทำความคุ้นเคยพื้นที่จบแล้ววว ถึงช่วงเวลาในมหาลัยกันแล้ววว

ขอเปิดด้วยภาพบรรยากาศใน University of Canterbury ก่อนเลย เป็นมหาลัยที่ใหญ่อยู่





เนื่องจากเป็นการมาแลกเปลี่ยนด้วยระยะเวลาแค่ 3 เดือน ทางมหาลัยจึงให้เราได้มีโอกาสทำ Independence Study (IS) ที่นี่เลย โดยเป็นการจับคู่กัน ซึ่งของตัวผมเอง ได้มีโอกาสไปทำในส่วนของมหาลัย โดย Project ที่เราทำ คือ เรื่องของการพัฒนา Learning Space ในมหาลัยที่มีพื้นที่จำกัด ซึ่งตอนนั้น ก็ทำให้มีโอกาสต้องไปสำรวจพื้นที่ทั้งในและนอกมหาลัยด้วย ก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่สนุกดี เพราะตอนแรก เรากลัวความคาดหวังของอาจารย์ที่นี่มาก แต่พอได้ลงมือทำจริง อาจารย์รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกคน คอยช่วยแนะนำ และให้คำปรึกษาตลอด เลยทำให้ระหว่างการทำ project ไม่ได้กดดันมาก


ในมหาลัยก็ยังมีกิจกรรมอยู่ตลอด อย่างในรูปแรก น่าจะเป็นกิจกรรมของ Agricultural club ที่พาน้องวัวมา ให้เราได้ไปสัมผัสน้องงงด้วยย ถ้าอย่างที่มหิดล ก็จะมีคอกม้า ให้เราไปดูได้ ตรงคณะสัตวแพทย์ ก็รู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่ดี ถ้าใครสนใจน่ะนะ



ช่วงที่มาแลกเปลี่ยน อาจารย์บอกว่าพวกเราสามารถเลือก sit-in class ไหนก็ได้ที่สนใจ ตัวเราเลยเลือกวิชา Intro to Linguistics ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานของเด็กที่เรียนคณะอักษรศาสตร์ /ศิลปศาสตร์ /มนุษยศาสตร์ เลย ก็เลยอยากรู้ว่าที่นี่เขาสอนกันอย่างไร ซึ่งที่ทำให้เราประทับใจกับการสอนของที่นี่ คือ เขามีการเปิด website ให้เด็กเข้าไปถามคำถามทิ้งไว้ในนั้น ระหว่างที่สอน โดยเป็นแบบ anonymous ด้วย คือไม่ต้องมีชื่อหรืออะไรทั้งนั้น ทำให้เด็กกล้าที่จะถามมากขึ้น แน่นอนแหละ อาจจะมีเด็กที่ถามกวนๆ บ้าง แต่ก็เป็นปกติแหละนะ 🤣

คือพอย้อนมามองที่ไทย ตัวเราเอง เรียนในระบบการศึกษาไทย ตั้งแต่ประถมจนมัธยม คุณครูมักจะถามว่ามีใครตอบข้อนี้ได้ไหม หรือชี้เป็นรายบุคคลบ้างละ ซึ่งสำหรับเรา เราไม่ชอบเลย เพราะบางครั้ง ถ้าเราตอบไม่ได้ คือจะด้วยเหตุผลว่าเราไม่ตั้งใจ หรือไม่รู้ มันเหมือนถูกประจานหน้าห้อง ซึ่งทำให้เราไม่ชอบมากๆ บางทีเราสงสัย เรามีคำถาม แต่มันถูกมองว่าเป็นคำถามไร้สาระ หรือไม่ได้ตั้งใจเรียนไปแล้ว ก็เลยว้าวกับวิธีนี้มาก ที่เขาเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสอน

หลังจากที่ได้ลองนั่ง sit-in class ไป 2-3 class แล้วก็ถึงเวลา field trip แล้ว ซึ่งเป็นอะไรที่ตั้งตารอมาก เพราะเราจะได้ไปเห็นธรรมชาติและวัฒนธรรมของชาว Maori ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเดิมของประเทศนิวซีแลนด์

โดยสถานที่แรกที่เราได้ไป คือ Hanmer Springs ถ้าจำไม่ผิด พวกเราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งที่นี่ จะขึ้นชื่อ เรื่องของน้ำพุร้อน ดังนั้น ทางมหาวิทยาลัย จึงเสนอให้ค้าง 1 คืน ในวันนั้น เราเดินทางไปแวะจุดแรก คือ Weka Pass Historic Reserve Walk ซึ่งเราจะได้เห็นภาพวาดบนกำแพงหินสมัยก่อนของชาว Maori ซึ่งทางเดินสั้นๆ ไม่นาน ประมาณ 30 นาที แต่บอกเลย ทางเดินชันมาก เดินแปปเดียว หอบแล้วว แถมต้องแบกกล้อง ทำให้ตอนเดิน จำได้ว่าเดินนานกว่า 30 นาทีแน่นอน แต่ก็คุ้มค่า เพราะเราได้มาเห็นอะไรที่ไม่ได้เห็นได้ง่ายๆ โดยวิวทิวทัศน์ แถวนั้นก็สวยด้วย



ถ่ายรูปรวมกันสักหน่อย ได้มาเยือนที่ Weka Pass แล้ว!!!
ถ้าถามว่าชันขนาดไหน สามารถดูจากรูปประกอบได้เลยครับ ชันจริงๆ!!!
จากนั้น พวกเราก็ขับรถเข้าไปในตัวเมือง Hanmer Springs เตรียมจะเข้าที่พัก ซึ่งเป็นเหมือน guest house มีหลายห้องนอน โดยที่พวกเราเด็กไทย ขออาสาเป็นคนช่วยกันทำอาหารร่วมกับทางเพื่อนๆ นิวซีแลนด์ แต่ละคนก็มีหน้าที่แตกต่างกันไป อย่างผมเอง ก็จะทำหน้าที่เป็นตากล้องและคนรอกินที่ดี ๕๕๕ ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ เน้นเก็บบรรยากาศอย่างเดียว แฮะๆ ส่วนเรื่องอาหารก็ให้เพื่อนผู้หญิงจัดการกันไป


เขาบอกว่า ถ้ามา camping แบบนี้ อากาศหนาวๆ ต้องทำ marshmallow ย่างกินกัน ก็เลยเป็นเหตุให้ได้รูปนี้ออกมา

ตอนนั้น เราจำได้ว่า เราอยากถ่ายดาวมาก จึงได้ขอให้ผู้ดูแลเรา ช่วยขับรถพาเราออกไปที่มืดๆ ได้ไหม เราก็บอกเหตุผลไป เขาก็ยินดี ซึ่งตอนแรก เขาพาเราไปที่สุสาน เพราะเราบอกว่าขอมืดๆ แต่อันนั้นก็น่ากลัวไป ก็เลยขับออกมาตรงถนนหน่อย ได้เจอ location ที่โอเคมาก แถมเห็นช้างเผือกเล็กๆ ด้วย ก็เลยได้เป็นรูปนี้ออกมา ถ้าถามว่าคุ้มค่าเหนื่อยไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะมันทำให้เราได้เห็นความสวยงามของประเทศนี้ในตอนกลางคืน เห็นดาวได้เป็นเรื่องปกติมาก

ยังมีเรื่องต่ออีกนะ >>>
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่