นับตั้งแต่แยกตัวออกจากยูโกสลาเวีย ทีมชาติโครเอเชียก็เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลยูโร 1996 รอบคัดเลือกเป็นทัวร์นาเมนต์แรกและสามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ทันที
ขณะที่อีก 2 ปีถัดมาทีมตราหมากรุกก็สามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กับฟุตบอลโลก 1998 แถมยังทำผลงานได้อย่างสุดยอดด้วยการคว้าอันดับ 3 ในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวพร้อมกับการคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของ ดาวอร์ ซูเคอร์
หลังจากนั้นโครเอเชียแทบจะกลายเป็นขาประจำของฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโรเลยทีเดียว ถ้านับเฉพาะฟุตบอลโลกทีมโครแอตก็ผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ถึง 7 ครั้งโดยมีแค่ปี 2010 ที่ตกรอบคัดเลือก ซึ่งในฟุตบอลโลกปี 2018 ก็เป็นถึงรองแชมป์โลก ส่วนบอลโลก 2022 ก็คว้าอันดับ 3 ไปครอง
แต่ถ้าไปมองดูชาติยุโรปที่อยู่ในโซนยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกเฉกเช่นเดียวกับโครเอเชียก็กลับพบว่าหลายชาติไม่สามารถสร้างผลงานและรักษามาตรฐานได้ดีเหมือนโครเอเชีย
ไม่ว่าจะเป็น โรมาเนียที่ตกต่ำยาวนานนับตั้งแต่หมดยุคฮาจี้ รวมทั้งบัลแกเรียที่ล้มหายตายจากหลังสิ้นสุดยุคของสตอยคอฟ
หรือกลุ่มอดีตประเทศยูโกสลาเวียทั้งเซอร์เบีย บอสเนียฯ สโลวีเนีย มอนเตเนโกร นอร์ทมาซิโดเนีย ก็ไม่มีชาติไหนทำผลงานได้โดดเด่นเกินโครเอเชียสักทีม
รวมถึงอดีตประเทศสหภาพโซเวียตที่พอแยกออกเป็นประเทศต่างๆก็กลายเป็นแค่ทีมระดับเกรดรองของยุโรปซึ่งในปัจจุบัน รัสเซียก็มาถูกแบนยาวจากทั้งฟีฟ่าและยูฟ่า
ส่วนกลุ่มประเทศในยุโรปกลางอย่าง เช็กเกีย ฮังการี ออสเตรีย สโลวาเกีย ก็ไม่มีทีมไหนทำผลงานได้เหนือไปกว่าโครเอเชีย ส่วนโปแลนด์ที่ดูจะทำผลงานได้ค่อนข้างโอเคก็ไม่ใช่ทีมขาประจำของฟุตบอลโลกและเมื่อเข้ามาเล่นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ก็มักไปได้ไม่ถึงไหน
สาเหตุหลักๆเป็นเพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้หลายชาติในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกถึงไม่สามารถทำผลงานและรักษามาตรฐานให้มีความสม่ำเสมอได้เหมือนกับโครเอเชีย เป็นเพราะคุณภาพของตัวผู้เล่น แท็กติกการเล่น การไม่มีผู้เล่นสายเลือดใหม่มาทดแทนรุ่นเก่าหรือปัจจัยอะไรกันแน่ กรณีนี้คิดเห็นกันเป็นประการใด
ทำไมหลายชาติจากยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออกถึงทำผลงานและสร้างมาตรฐานได้ไม่ดีเท่ากับ โครเอเชีย เลยสักทีม
ขณะที่อีก 2 ปีถัดมาทีมตราหมากรุกก็สามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กับฟุตบอลโลก 1998 แถมยังทำผลงานได้อย่างสุดยอดด้วยการคว้าอันดับ 3 ในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวพร้อมกับการคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของ ดาวอร์ ซูเคอร์
หลังจากนั้นโครเอเชียแทบจะกลายเป็นขาประจำของฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโรเลยทีเดียว ถ้านับเฉพาะฟุตบอลโลกทีมโครแอตก็ผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ถึง 7 ครั้งโดยมีแค่ปี 2010 ที่ตกรอบคัดเลือก ซึ่งในฟุตบอลโลกปี 2018 ก็เป็นถึงรองแชมป์โลก ส่วนบอลโลก 2022 ก็คว้าอันดับ 3 ไปครอง
แต่ถ้าไปมองดูชาติยุโรปที่อยู่ในโซนยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกเฉกเช่นเดียวกับโครเอเชียก็กลับพบว่าหลายชาติไม่สามารถสร้างผลงานและรักษามาตรฐานได้ดีเหมือนโครเอเชีย
ไม่ว่าจะเป็น โรมาเนียที่ตกต่ำยาวนานนับตั้งแต่หมดยุคฮาจี้ รวมทั้งบัลแกเรียที่ล้มหายตายจากหลังสิ้นสุดยุคของสตอยคอฟ
หรือกลุ่มอดีตประเทศยูโกสลาเวียทั้งเซอร์เบีย บอสเนียฯ สโลวีเนีย มอนเตเนโกร นอร์ทมาซิโดเนีย ก็ไม่มีชาติไหนทำผลงานได้โดดเด่นเกินโครเอเชียสักทีม
รวมถึงอดีตประเทศสหภาพโซเวียตที่พอแยกออกเป็นประเทศต่างๆก็กลายเป็นแค่ทีมระดับเกรดรองของยุโรปซึ่งในปัจจุบัน รัสเซียก็มาถูกแบนยาวจากทั้งฟีฟ่าและยูฟ่า
ส่วนกลุ่มประเทศในยุโรปกลางอย่าง เช็กเกีย ฮังการี ออสเตรีย สโลวาเกีย ก็ไม่มีทีมไหนทำผลงานได้เหนือไปกว่าโครเอเชีย ส่วนโปแลนด์ที่ดูจะทำผลงานได้ค่อนข้างโอเคก็ไม่ใช่ทีมขาประจำของฟุตบอลโลกและเมื่อเข้ามาเล่นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ก็มักไปได้ไม่ถึงไหน
สาเหตุหลักๆเป็นเพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้หลายชาติในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกถึงไม่สามารถทำผลงานและรักษามาตรฐานให้มีความสม่ำเสมอได้เหมือนกับโครเอเชีย เป็นเพราะคุณภาพของตัวผู้เล่น แท็กติกการเล่น การไม่มีผู้เล่นสายเลือดใหม่มาทดแทนรุ่นเก่าหรือปัจจัยอะไรกันแน่ กรณีนี้คิดเห็นกันเป็นประการใด