วีระยุทธ ซัด รบ.กลัวตกกระแส-จัดงบติดแกลม แต่ไม่วางรากฐาน จี้รื้อโครงสร้าง-พัฒนาแรงงาน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5783976
.

.
‘วีระยุทธ’ ฟาด ‘รบ.อนุทิน’ ทำนโยบายแบบ FOMO กลัวตกกระแส-จัดงบติดแกรม แต่ไม่วางรากฐาน ซัด อย่าคิดแค่แจกคนละครึ่ง หวั่นอุตสาหกรรมรถอีวีไทยเจอวิกฤต จี้รื้อโครงสร้าง-พัฒนาแรงงานสู้ตลาดโลก
.
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก
.
ต่อมาเวลา 13.15 น. นาย
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงความกังวลภาคอุตสาหกรรมและการผลิตของไทย ว่า เรื่องนี้ควรจะเป็นฐานสําคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ แต่กลับถูกทิ้งขว้างจากรัฐบาลชุดนี้ การที่รัฐบาลเคยประกาศว่า จะพาประเทศไทยเป็นประเทศร่ำรวย รายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า ซึ่งดูเหมือนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนาย
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงทีมงาน จะยังไม่ได้คิดรายละเอียดการนําไปสู่เป้าหมาย ว่าจะต้องทําให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวปีละเท่าไหร่ ซึ่งคําตอบคือ จีดีพีไทยต้องโตปีละ 5.8%
.
นาย
วีระยุทธ กล่าวว่า รัฐบาลอนุทิน ทีมเศรษฐกิจชุดเดิม เพิ่มเติมคือที่ปรึกษาบางคน แต่ยังไม่เคยทําได้ถึงครึ่งหนึ่งกับเป้าหมายที่ตัวเองได้ประกาศไว้เลย รัฐบาลจะมาคิดในกรอบคนละครึ่งไม่ได้ ถ้าคิดว่าขอทําแค่ 40% แล้วให้ธนาคารโลกมาเติมให้อีก 60% มันไม่ได้ นี่คือกรอบสากล ไม่ใช่เกมการเมืองในประเทศ ต้องคิดใหม่ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการพูดลอยๆ พูดเรื่อยเปื่อย ตั้งเป้าให้ไกลๆ เอาไว้ แต่ขาดเจตจํานงและความรับผิดชอบในการทําให้เกิดขึ้นจริง
.
นาย
วีระยุทธ กล่าวอีกว่า แม้ตนจะเห็นด้วยว่า เป้าหมายการทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง เป็นเป้าหมายที่ดีต่อประเทศ แต่ถ้ารัฐบาลยังทํานโยบายแบบนี้ ก็ยากจริงๆ ที่จะไปถึงฝั่งฝัน
.
“
รัฐบาลภูมิใจไทยทํานโยบายแบบ FOMO หรือ Fear of Missing Out กลัวตกกระแส กลัวตกเทรนด์ แล้วจัดงบประมาณแบบติดแกรม หน้าใหญ่ใช้เงินซื้อรถ แต่ไม่สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ ชอบว่าแต่เจนซี รัฐบาลนี่แหละตัวดีเลย” นาย
วีระยุทธกล่าว
.
นาย
วีระยุทธ ยังเปรียบเทียบเศรษฐกิจของประเทศไทยกับประเทศเกาหลีใต้ว่า ใครเกิดทันปี พ.ศ.2510 นับว่าโชคดี เพราะเป็นปีสุดท้ายที่คนไทยยังรวยกว่าคนเกาหลีใต้โดยเฉลี่ย โชคร้ายคือหลังจากนั้น เกาหลีใต้แซงไทยไปไม่เห็นฝุ่น ขณะที่ไทยเราติดกับดักรายได้ปานกลางมากกว่าครึ่งศตวรรษหรือ 50 ปี เพราะเขาไม่หยุดพัฒนาตัวเอง โดยเกิดจากการผลักดันและกดดันจากตัวรัฐบาลเกาหลีใต้เอง เพื่อทําให้บริษัทในประเทศตัวเองเก่งขึ้น เพื่อแข่งกับโลก ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ได้วิ่งตามกระแส ทําตัวตนให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ
.
ตรงข้ามกับรัฐบาลไทย ซึ่งทํานโยบายด้วยแรงขับ แบบ FOMO กลัวตกเทรนด์ กลัวตกกระแส อะไรที่ชื่อใหม่ เราต้องวิ่งตามเขาให้ทัน กลัวตกขบวน ยอมลดแลกแจกแถมทุกอย่าง เพื่อให้ขบวนรถเทคโนโลยีวิ่งผ่านหน้าบ้านเรา แล้วสุดท้ายเราได้ขึ้นที่ไหนบ้าง เราเคยจริงจังกับอะไรบ้าง สุดท้ายได้ขึ้นไปกําหนดทิศทางของขบวนรถไฟไหนบ้าง กลัวตกกระแสจนไม่กล้าเข้าไปต่อรองอะไรเลย ทิ้งของเก่ากระโจนไปหาของใหม่
.
นาย
วีระยุทธ กล่าวต่อว่า ในศตวรรษ 2520 เราเคยมีแบรนด์ยี่ห้ออิเล็กทรอนิกส์ของเราเองที่เคยสู้กับญี่ปุ่นได้ อย่างธานินทร์ ตามหลังแค่โซนี่ และพานาโซนิค เมื่อเจอวิกฤตมาขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่ช่วย ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน แต่รัฐบาลเวลานั้น เลือกช่วยทุนที่ใกล้ชิดกว่า ไม่ช่วยทุนที่แข่งขันได้ หรือการที่เราเคยส่งออกกุ้งเป็นอันดับ 1 ของโลก เมื่อเกิดโรคระบาด รัฐบาลก็ไม่เคยช่วยลงไปแก้ ให้แต่เงินช่วยเหลือเฉพาะหน้า ไม่มีใครลงไปแก้ไขปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขัน เพื่อหวังกลับมาสู้กับโลกให้ได้อีกเลย นี่คือวิธีทํานโยบายแบบไทย และรายล่าสุดที่กําลังจะถูกฮาวทูทิ้งในตอนนี้ คืออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กระโดดเกาะกระแส EV ใช้เงินซื้อรถ แต่ไม่สร้างอุตสาหกรรม
.
นาย
วีระยุทธ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการจัดตั้งบอร์ด EV ขึ้นมา มีมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ รัฐไทยเคยให้เงินอุดหนุนค่ายรถสูงสุดถึงคันละ 1.5 แสนบาท จนปัจจุบัน เราใช้ไปแล้วกว่า 21,000 ล้านบาท และคงจะยังเพิ่มขึ้นอีก รวมถึงยังมีการสูญเสียรายได้ในด้านอื่นๆ อย่างการเว้นอากรขาเข้าปีละ 13,000 ล้านบาท คําถามคือเราได้อะไร
.
นาย
วีระยุทธ ยังกล่าวถึงเรื่องการผลิตชดเชยที่มีความน่ากังวลถึง 3 ข้อคือ 1.ยอดผลิตบางส่วนจะไม่มีวันเกิดขึ้นแล้ว 2.ครึ่งปี 69 ผลิตได้แค่ 13% ของเป้าหมายทั้งปี และ 3.ซัพพลายเชน EV ไม่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย คงต้องตั้งคําถามเสียงดังๆ ว่าเราใช้เงินอุดหนุนไป โรงงานเรา วิศวกรเรา เก่งขึ้นหรือไม่ ได้จํานวนผู้ผลิตยานยนต์ และขายชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งคําตอบทั้งหมดค่อนไปทางไม่ หากเราใช้เงินแบบนี้ต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น
.
นาย
วีระยุทธ กล่าวว่า ปี 70 นี้ มีการใช้งบยานยนต์ไปเกือบ 4,000 ล้านบาท แต่ 90% นั้น เป็นเงินที่ใช้ในการอุดหนุน เหลือเพียงไม่กี่ร้อยล้านที่จะใช้ด้านซัพพลาย และช่วยพัฒนาคน การจัดงบสะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นํา ทีมเศรษฐกิจ และรัฐบาลชุดนี้ว่า ท่านต้องการใช้เงินสร้างอะไรให้กับประเทศไทย เพราะกลายเป็นว่าเราใช้เงินกับการซื้อรถ EV เป็นหลัก ซึ่งการไม่เชื่อมโยงระหว่างยานยนต์ไทย และยานยนต์ใหม่ที่เข้ามา เพราะรัฐบาลไม่เคยตอบคําถามได้เลย ว่าเราต้องการพัฒนาคนกี่คน และทักษะในบ้าน นี่เป็นเรื่องการเมือง ที่เกิดจากการแบ่งงานตามโควต้ารัฐมนตรี ไม่ได้มาจากการที่มีวาระนํา ทั้งที่ปี 69 มีหลายโครงการที่ช่วยพัฒนาทักษะแรงงาน แต่สามารถเทรนได้แค่วันละ 5 คนเท่านั้น แล้วอุตสาหกรรมไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน ถ้ามีงบเท่านี้ และในปี 70 โครงการที่ดีเหล่านั้น กลับถูกตัดงบเทรนคนลดลงอีก 9% แล้วจะเหลือเทรนคนได้กี่วัน รัฐบาลอยากยกระดับอุตสาหกรรมนี้จริงหรือไม่ ส่วนโครงการใต้กระทรวงอุตสาหกรรมในการอบรมที่สถานประกอบการ แม้ว่าจะเป็นโครงการที่ดี แต่เป้าหมาย 5 ปีสามารถอบรมได้เพียง 1,034 คนเท่านั้น
.
นาย
วีระยุทธ กล่าวว่า ต้องถามเสียงดังๆ ว่า คุณใช้เงินแบบหน้าใหญ่ อัดเงินช่วยเหลือค่ายานยนต์ พอมาถึงคนไทยด้วยกันเอง ที่จะพัฒนาแรงงาน เหลืองบประมาณเพียงเท่านี้ แล้วการจัดงบประมาณแบบนี้ จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้แค่ไหน จะพัฒนาทักษะไทยไปแข่งกับทักษะโลกได้แค่ไหน ดังนั้น ต้องปรับทิศทางความคิดเสียใหม่ ในการทํานโยบายอุตสาหกรรมของประเทศ ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินลงทุน แต่เราขาดยุทธศาสตร์ ขาดคนที่คิดละเอียด เข้าใจภาคการผลิต ว่านี่คือรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นฐานสําคัญของการจ้างงานคนในประเทศ และเป็นแหล่งการพัฒนาเทคโนโลยี
.
นาย
วีระยุทธ กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอ 4 ข้อ คือ 1.บอร์ด EV ที่ต้องกลับมาประชุมได้แล้ว และเปลี่ยนเป็นบอร์ดยานยนต์แห่งอนาคต เพื่อคิดตลอดสายซัพพลายเชน
.
2.รัฐต้องเปลี่ยนวิธีการ จากใช้เงินอุดหนุนดีมานด์ หันกลับมาใช้ซัพพลาย
.
3.ต้องช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนทางยานยนต์ไทย เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมแฟ่งการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์
.
4.ปี 70 นี้ ที่มาตรการ EV 3.5 กำลังจะหมดลง ค่ายรถต่างๆ จะหมดเงื่อนไข เกิดการปล่อยผีกันครั้งใหญ่ ซึ่งทําให้กังวลว่า จะเกิดสถานการณ์นําเข้าทดแทนการผลิต ดังนั้น รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างภาษีศุลกากร ให้เอื้อต่อการสนับสนุนภายในประเทศเกิดขึ้นได้
.
นายวีระยุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมประเภทนี้ ให้อุตสาหกรรมสมัยใหม่เกิดขึ้นได้จริง จําเป็นจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด คือเลิกกลัวตกเทรนด์ ตกกระแส จัดงบให้สมดุล ระหว่างดีมานด์ ซัพพลาย โครงสร้าง และเอาวาระนําเหนือการเมือง ถ้าเอาการเมืองแบ่งตามโควต้ากระทรวงแบบนี้ ไม่มีวาระ เราไม่เห็นตัวเลข ถ้าไม่เปลี่ยนก็น่ากังวล และยังมีอุตสาหกรรมใหม่รอให้ท่านกระโดดเข้าไปเกาะ คือ AI ควอนตั้ม โดยที่ไม่ได้คิดเลยว่าจะยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่อย่างไร
.
.
ปชน. สับเละ งบดิจิทัลพลัส พุ่ง 3.3 หมื่นล้าน ใช้ AI บังหน้า ซุกรายจ่ายสร้างอาคาร
https://www.matichon.co.th/politics/news_5784329
.
อิสริยะ ชำแหละงบดิจิทัล 3.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนแบบก้าวกระโดด ดักคอ โครงการ TH-AI Passport เฟสสอง อาจกลับมาในรูปแบบเงินนอกงบประมาณ สุดงง! หลายโครงการอ้าง ‘AI’ แต่เนื้อในเป็นงบก่อสร้างอาคาร แฉ บริษัทประมูลงานไอทีของรัฐสภา อยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งาน TH-AI Passport จี้ ตั้งบอร์ด AI แห่งชาติ เพื่อแสดงความจริงใจ
.
เมื่อเวลา 15.05 น. วันที่ 29 มิถุนายน ที่รัฐสภา นาย
อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในส่วนของงบที่เกี่ยวกับดิจิทัลทั้งหมด ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในรัฐบาลชุดนี้ และขอเรียกว่า “ดิจิทัลพลัส” ซึ่งหากดูงบดิจิทัลของปี 70 ตัวเลขรวมสูงกว่า 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบ 69 ถึง 28% ทั้งที่ภาพรวมของงบปี 70 ทุกกระทรวง ถูกลดงบลงเกือบหมด มีเพียงกระทรวงเดียวที่ได้รับงบด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นถึง 114% คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ส่วนเหตุผลจะเป็นเพราะว่ามีใครบางคนนั่งอยู่ที่กระทรวงดีอีหรือไม่ หรือเพราะรัฐบาลมีความจริงใจใส่ใจต่อดิจิทัล เป็นเรื่องที่ทุกคนแล้วแต่จะคิด
.
ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ โครงการเกี่ยวกับดิจิทัลที่คนสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นโครงการเกี่ยวกับ AI โดยเฉพาะโครงการ TH -AI Passport ซึ่งเต็มไปด้วยข้อกังขามากมาย แต่ที่ผ่านมารัฐบาลยืนยันแข็งขันว่าสัญญาแก้ไขไม่ได้ ยกเลิกไม่ได้ แต่สุดท้ายช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเริ่มมีการปรับแก้สัญญากับภาคเอกชนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี
.
อย่างไรก็ตาม โครงการเฟสแรกยังไม่ทันได้เริ่มอย่างเป็นทางการ ปลัดกระทรวงดีอีได้พูดไว้ก่อนแล้วว่าเตรียมงบสำหรับเฟสสองไว้แล้ว 900 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในงบปี 70
แต่ข่าวดีคือในเล่มงบประมาณไม่มีโครงการ TH -AI Passport เฟสสอง ซึ่งสำนักงบประมาณได้ตัดงบประมาณก้อนนี้ทิ้ง แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากคือ โครงการ TH -AI Passport เฟสสอง อาจจะกลับมาได้รูปแบบของเงินนอกงบประมาณ จึงขอให้ทุกคนช่วยกันจับตาดู
.
นาย
อิสริยะ กล่าวต่อว่า นอกจาก โครงการ TH-AI Passport ที่ทุกคนจับตา แผนงบประมาณปี 70 เป็นไปตามคาดที่มีงบประมาณที่แปะชื่อ AI จำนวนมากถึง 81 หน่วยงาน 176 โครงการ วงเงิน 2,200 ล้านบาท ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดถ้ามีโครงการแปะคำว่า AI ต่อท้ายถือว่าเสร็จเรียบร้อย เหมือนกับคำว่า Soft Power ในอดีต แต่ปีนี้เป็นคำว่า AI
.
ทั้งนี้ หากดูโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้ง 176 โครงการ จะมีบางโครงการที่จั่วหัวมาเป็น AI แต่ของจริงไม่ใช่ เพราะเป็นงบก่อสร้างอาคาร ซึ่งโครงการที่ใหญ่ที่สุดวงเงิน 164 ล้านบาท เป็นของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เป็นงบสร้างตึกที่มีชื่อยาวมากโดยมีคำว่า “
ปัญญาประดิษฐ์” ต่อท้าย ตึกนี้ลงเสาเอกไปแล้วอยู่ที่ศาลายา อีกโครงการที่ชื่อน่าสนใจมีความยาว 4 บรรทัด คือ โครงการบูรณาการ AI สองระบบ (มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาระบบฮาลาลบล็อกเชน ฯ
JJNY : 5in1 วีระยุทธซัดรบ.│ปชน.สับเละงบดิจิทัลพลัส│สุรเชษฐ์ชำแหละงบลงทุน│อบจ.ลำพูน แจงแล้ว│เวเนซุเอลาเจออาฟเตอร์ช็อก
https://www.matichon.co.th/politics/news_5783976
.
.
‘วีระยุทธ’ ฟาด ‘รบ.อนุทิน’ ทำนโยบายแบบ FOMO กลัวตกกระแส-จัดงบติดแกรม แต่ไม่วางรากฐาน ซัด อย่าคิดแค่แจกคนละครึ่ง หวั่นอุตสาหกรรมรถอีวีไทยเจอวิกฤต จี้รื้อโครงสร้าง-พัฒนาแรงงานสู้ตลาดโลก
.
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก
.
ต่อมาเวลา 13.15 น. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงความกังวลภาคอุตสาหกรรมและการผลิตของไทย ว่า เรื่องนี้ควรจะเป็นฐานสําคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ แต่กลับถูกทิ้งขว้างจากรัฐบาลชุดนี้ การที่รัฐบาลเคยประกาศว่า จะพาประเทศไทยเป็นประเทศร่ำรวย รายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า ซึ่งดูเหมือนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงทีมงาน จะยังไม่ได้คิดรายละเอียดการนําไปสู่เป้าหมาย ว่าจะต้องทําให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวปีละเท่าไหร่ ซึ่งคําตอบคือ จีดีพีไทยต้องโตปีละ 5.8%
.
นายวีระยุทธ กล่าวว่า รัฐบาลอนุทิน ทีมเศรษฐกิจชุดเดิม เพิ่มเติมคือที่ปรึกษาบางคน แต่ยังไม่เคยทําได้ถึงครึ่งหนึ่งกับเป้าหมายที่ตัวเองได้ประกาศไว้เลย รัฐบาลจะมาคิดในกรอบคนละครึ่งไม่ได้ ถ้าคิดว่าขอทําแค่ 40% แล้วให้ธนาคารโลกมาเติมให้อีก 60% มันไม่ได้ นี่คือกรอบสากล ไม่ใช่เกมการเมืองในประเทศ ต้องคิดใหม่ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการพูดลอยๆ พูดเรื่อยเปื่อย ตั้งเป้าให้ไกลๆ เอาไว้ แต่ขาดเจตจํานงและความรับผิดชอบในการทําให้เกิดขึ้นจริง
.
นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า แม้ตนจะเห็นด้วยว่า เป้าหมายการทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง เป็นเป้าหมายที่ดีต่อประเทศ แต่ถ้ารัฐบาลยังทํานโยบายแบบนี้ ก็ยากจริงๆ ที่จะไปถึงฝั่งฝัน
.
“รัฐบาลภูมิใจไทยทํานโยบายแบบ FOMO หรือ Fear of Missing Out กลัวตกกระแส กลัวตกเทรนด์ แล้วจัดงบประมาณแบบติดแกรม หน้าใหญ่ใช้เงินซื้อรถ แต่ไม่สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ ชอบว่าแต่เจนซี รัฐบาลนี่แหละตัวดีเลย” นายวีระยุทธกล่าว
.
นายวีระยุทธ ยังเปรียบเทียบเศรษฐกิจของประเทศไทยกับประเทศเกาหลีใต้ว่า ใครเกิดทันปี พ.ศ.2510 นับว่าโชคดี เพราะเป็นปีสุดท้ายที่คนไทยยังรวยกว่าคนเกาหลีใต้โดยเฉลี่ย โชคร้ายคือหลังจากนั้น เกาหลีใต้แซงไทยไปไม่เห็นฝุ่น ขณะที่ไทยเราติดกับดักรายได้ปานกลางมากกว่าครึ่งศตวรรษหรือ 50 ปี เพราะเขาไม่หยุดพัฒนาตัวเอง โดยเกิดจากการผลักดันและกดดันจากตัวรัฐบาลเกาหลีใต้เอง เพื่อทําให้บริษัทในประเทศตัวเองเก่งขึ้น เพื่อแข่งกับโลก ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ได้วิ่งตามกระแส ทําตัวตนให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ
.
ตรงข้ามกับรัฐบาลไทย ซึ่งทํานโยบายด้วยแรงขับ แบบ FOMO กลัวตกเทรนด์ กลัวตกกระแส อะไรที่ชื่อใหม่ เราต้องวิ่งตามเขาให้ทัน กลัวตกขบวน ยอมลดแลกแจกแถมทุกอย่าง เพื่อให้ขบวนรถเทคโนโลยีวิ่งผ่านหน้าบ้านเรา แล้วสุดท้ายเราได้ขึ้นที่ไหนบ้าง เราเคยจริงจังกับอะไรบ้าง สุดท้ายได้ขึ้นไปกําหนดทิศทางของขบวนรถไฟไหนบ้าง กลัวตกกระแสจนไม่กล้าเข้าไปต่อรองอะไรเลย ทิ้งของเก่ากระโจนไปหาของใหม่
.
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ในศตวรรษ 2520 เราเคยมีแบรนด์ยี่ห้ออิเล็กทรอนิกส์ของเราเองที่เคยสู้กับญี่ปุ่นได้ อย่างธานินทร์ ตามหลังแค่โซนี่ และพานาโซนิค เมื่อเจอวิกฤตมาขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่ช่วย ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน แต่รัฐบาลเวลานั้น เลือกช่วยทุนที่ใกล้ชิดกว่า ไม่ช่วยทุนที่แข่งขันได้ หรือการที่เราเคยส่งออกกุ้งเป็นอันดับ 1 ของโลก เมื่อเกิดโรคระบาด รัฐบาลก็ไม่เคยช่วยลงไปแก้ ให้แต่เงินช่วยเหลือเฉพาะหน้า ไม่มีใครลงไปแก้ไขปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขัน เพื่อหวังกลับมาสู้กับโลกให้ได้อีกเลย นี่คือวิธีทํานโยบายแบบไทย และรายล่าสุดที่กําลังจะถูกฮาวทูทิ้งในตอนนี้ คืออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กระโดดเกาะกระแส EV ใช้เงินซื้อรถ แต่ไม่สร้างอุตสาหกรรม
.
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการจัดตั้งบอร์ด EV ขึ้นมา มีมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ รัฐไทยเคยให้เงินอุดหนุนค่ายรถสูงสุดถึงคันละ 1.5 แสนบาท จนปัจจุบัน เราใช้ไปแล้วกว่า 21,000 ล้านบาท และคงจะยังเพิ่มขึ้นอีก รวมถึงยังมีการสูญเสียรายได้ในด้านอื่นๆ อย่างการเว้นอากรขาเข้าปีละ 13,000 ล้านบาท คําถามคือเราได้อะไร
.
นายวีระยุทธ ยังกล่าวถึงเรื่องการผลิตชดเชยที่มีความน่ากังวลถึง 3 ข้อคือ 1.ยอดผลิตบางส่วนจะไม่มีวันเกิดขึ้นแล้ว 2.ครึ่งปี 69 ผลิตได้แค่ 13% ของเป้าหมายทั้งปี และ 3.ซัพพลายเชน EV ไม่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย คงต้องตั้งคําถามเสียงดังๆ ว่าเราใช้เงินอุดหนุนไป โรงงานเรา วิศวกรเรา เก่งขึ้นหรือไม่ ได้จํานวนผู้ผลิตยานยนต์ และขายชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งคําตอบทั้งหมดค่อนไปทางไม่ หากเราใช้เงินแบบนี้ต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น
.
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ปี 70 นี้ มีการใช้งบยานยนต์ไปเกือบ 4,000 ล้านบาท แต่ 90% นั้น เป็นเงินที่ใช้ในการอุดหนุน เหลือเพียงไม่กี่ร้อยล้านที่จะใช้ด้านซัพพลาย และช่วยพัฒนาคน การจัดงบสะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นํา ทีมเศรษฐกิจ และรัฐบาลชุดนี้ว่า ท่านต้องการใช้เงินสร้างอะไรให้กับประเทศไทย เพราะกลายเป็นว่าเราใช้เงินกับการซื้อรถ EV เป็นหลัก ซึ่งการไม่เชื่อมโยงระหว่างยานยนต์ไทย และยานยนต์ใหม่ที่เข้ามา เพราะรัฐบาลไม่เคยตอบคําถามได้เลย ว่าเราต้องการพัฒนาคนกี่คน และทักษะในบ้าน นี่เป็นเรื่องการเมือง ที่เกิดจากการแบ่งงานตามโควต้ารัฐมนตรี ไม่ได้มาจากการที่มีวาระนํา ทั้งที่ปี 69 มีหลายโครงการที่ช่วยพัฒนาทักษะแรงงาน แต่สามารถเทรนได้แค่วันละ 5 คนเท่านั้น แล้วอุตสาหกรรมไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน ถ้ามีงบเท่านี้ และในปี 70 โครงการที่ดีเหล่านั้น กลับถูกตัดงบเทรนคนลดลงอีก 9% แล้วจะเหลือเทรนคนได้กี่วัน รัฐบาลอยากยกระดับอุตสาหกรรมนี้จริงหรือไม่ ส่วนโครงการใต้กระทรวงอุตสาหกรรมในการอบรมที่สถานประกอบการ แม้ว่าจะเป็นโครงการที่ดี แต่เป้าหมาย 5 ปีสามารถอบรมได้เพียง 1,034 คนเท่านั้น
.
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ต้องถามเสียงดังๆ ว่า คุณใช้เงินแบบหน้าใหญ่ อัดเงินช่วยเหลือค่ายานยนต์ พอมาถึงคนไทยด้วยกันเอง ที่จะพัฒนาแรงงาน เหลืองบประมาณเพียงเท่านี้ แล้วการจัดงบประมาณแบบนี้ จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้แค่ไหน จะพัฒนาทักษะไทยไปแข่งกับทักษะโลกได้แค่ไหน ดังนั้น ต้องปรับทิศทางความคิดเสียใหม่ ในการทํานโยบายอุตสาหกรรมของประเทศ ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินลงทุน แต่เราขาดยุทธศาสตร์ ขาดคนที่คิดละเอียด เข้าใจภาคการผลิต ว่านี่คือรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นฐานสําคัญของการจ้างงานคนในประเทศ และเป็นแหล่งการพัฒนาเทคโนโลยี
.
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอ 4 ข้อ คือ 1.บอร์ด EV ที่ต้องกลับมาประชุมได้แล้ว และเปลี่ยนเป็นบอร์ดยานยนต์แห่งอนาคต เพื่อคิดตลอดสายซัพพลายเชน
.
2.รัฐต้องเปลี่ยนวิธีการ จากใช้เงินอุดหนุนดีมานด์ หันกลับมาใช้ซัพพลาย
.
3.ต้องช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนทางยานยนต์ไทย เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมแฟ่งการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์
.
4.ปี 70 นี้ ที่มาตรการ EV 3.5 กำลังจะหมดลง ค่ายรถต่างๆ จะหมดเงื่อนไข เกิดการปล่อยผีกันครั้งใหญ่ ซึ่งทําให้กังวลว่า จะเกิดสถานการณ์นําเข้าทดแทนการผลิต ดังนั้น รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างภาษีศุลกากร ให้เอื้อต่อการสนับสนุนภายในประเทศเกิดขึ้นได้
.
นายวีระยุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมประเภทนี้ ให้อุตสาหกรรมสมัยใหม่เกิดขึ้นได้จริง จําเป็นจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด คือเลิกกลัวตกเทรนด์ ตกกระแส จัดงบให้สมดุล ระหว่างดีมานด์ ซัพพลาย โครงสร้าง และเอาวาระนําเหนือการเมือง ถ้าเอาการเมืองแบ่งตามโควต้ากระทรวงแบบนี้ ไม่มีวาระ เราไม่เห็นตัวเลข ถ้าไม่เปลี่ยนก็น่ากังวล และยังมีอุตสาหกรรมใหม่รอให้ท่านกระโดดเข้าไปเกาะ คือ AI ควอนตั้ม โดยที่ไม่ได้คิดเลยว่าจะยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่อย่างไร
.
.
ปชน. สับเละ งบดิจิทัลพลัส พุ่ง 3.3 หมื่นล้าน ใช้ AI บังหน้า ซุกรายจ่ายสร้างอาคาร
https://www.matichon.co.th/politics/news_5784329
.
อิสริยะ ชำแหละงบดิจิทัล 3.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนแบบก้าวกระโดด ดักคอ โครงการ TH-AI Passport เฟสสอง อาจกลับมาในรูปแบบเงินนอกงบประมาณ สุดงง! หลายโครงการอ้าง ‘AI’ แต่เนื้อในเป็นงบก่อสร้างอาคาร แฉ บริษัทประมูลงานไอทีของรัฐสภา อยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งาน TH-AI Passport จี้ ตั้งบอร์ด AI แห่งชาติ เพื่อแสดงความจริงใจ
.
เมื่อเวลา 15.05 น. วันที่ 29 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในส่วนของงบที่เกี่ยวกับดิจิทัลทั้งหมด ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในรัฐบาลชุดนี้ และขอเรียกว่า “ดิจิทัลพลัส” ซึ่งหากดูงบดิจิทัลของปี 70 ตัวเลขรวมสูงกว่า 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบ 69 ถึง 28% ทั้งที่ภาพรวมของงบปี 70 ทุกกระทรวง ถูกลดงบลงเกือบหมด มีเพียงกระทรวงเดียวที่ได้รับงบด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นถึง 114% คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ส่วนเหตุผลจะเป็นเพราะว่ามีใครบางคนนั่งอยู่ที่กระทรวงดีอีหรือไม่ หรือเพราะรัฐบาลมีความจริงใจใส่ใจต่อดิจิทัล เป็นเรื่องที่ทุกคนแล้วแต่จะคิด
.
ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ โครงการเกี่ยวกับดิจิทัลที่คนสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นโครงการเกี่ยวกับ AI โดยเฉพาะโครงการ TH -AI Passport ซึ่งเต็มไปด้วยข้อกังขามากมาย แต่ที่ผ่านมารัฐบาลยืนยันแข็งขันว่าสัญญาแก้ไขไม่ได้ ยกเลิกไม่ได้ แต่สุดท้ายช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเริ่มมีการปรับแก้สัญญากับภาคเอกชนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี
.
อย่างไรก็ตาม โครงการเฟสแรกยังไม่ทันได้เริ่มอย่างเป็นทางการ ปลัดกระทรวงดีอีได้พูดไว้ก่อนแล้วว่าเตรียมงบสำหรับเฟสสองไว้แล้ว 900 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในงบปี 70 แต่ข่าวดีคือในเล่มงบประมาณไม่มีโครงการ TH -AI Passport เฟสสอง ซึ่งสำนักงบประมาณได้ตัดงบประมาณก้อนนี้ทิ้ง แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากคือ โครงการ TH -AI Passport เฟสสอง อาจจะกลับมาได้รูปแบบของเงินนอกงบประมาณ จึงขอให้ทุกคนช่วยกันจับตาดู
.
นายอิสริยะ กล่าวต่อว่า นอกจาก โครงการ TH-AI Passport ที่ทุกคนจับตา แผนงบประมาณปี 70 เป็นไปตามคาดที่มีงบประมาณที่แปะชื่อ AI จำนวนมากถึง 81 หน่วยงาน 176 โครงการ วงเงิน 2,200 ล้านบาท ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดถ้ามีโครงการแปะคำว่า AI ต่อท้ายถือว่าเสร็จเรียบร้อย เหมือนกับคำว่า Soft Power ในอดีต แต่ปีนี้เป็นคำว่า AI
.
ทั้งนี้ หากดูโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้ง 176 โครงการ จะมีบางโครงการที่จั่วหัวมาเป็น AI แต่ของจริงไม่ใช่ เพราะเป็นงบก่อสร้างอาคาร ซึ่งโครงการที่ใหญ่ที่สุดวงเงิน 164 ล้านบาท เป็นของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เป็นงบสร้างตึกที่มีชื่อยาวมากโดยมีคำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” ต่อท้าย ตึกนี้ลงเสาเอกไปแล้วอยู่ที่ศาลายา อีกโครงการที่ชื่อน่าสนใจมีความยาว 4 บรรทัด คือ โครงการบูรณาการ AI สองระบบ (มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาระบบฮาลาลบล็อกเชน ฯ