ทำไมในสังคมไทยยังมีวาทกรรมการส่งตังค์ให้พ่อเเม่ในเเต่ละเดือนด้วยล่ะครับ?ทั้งที่จริงวาทกรรมเเบบนี้ควรหายไปหมดเลย

เเค่สงสัยเฉยๆนะครับ ว่าทำไมในสังคมไทยยังมีวาทกรรมการส่งตังให้พ่อเเม่เเต่ละเดือนล่ะครับ?ทั้งที่จริงวาทกรรมเเบบนี้ควรหายไปหมดเลย ก็งงพ่อเเม่ที่เกษียณเเล้วก็มีเงินบำนาญจากประกันสังคมที่ส่งมาตอนยังทำงานอยู่เเล้ว จะมาขอตังเเต่ละเดือนจากลูกที่เขายังทำงานอยู่ไปทำไมล่ะครับ เดี๋ยวลูกก็ไม่มีเงินเก็บหรอก เเล้วเอาเข้าจริง ผมว่าอินฟลูนักธุรกิจคนนึงที่บอกว่าเอาตัวเองให้รอดก่อนค่อยช่วยคนอื่นก็พูดถูก เพราะเรายังเอาตัวเองไม่รอดเลยเช่นมีเงินเก็บน้อย เวลาเกิดฉุกเฉินอะไรกับพ่อเเม่เช่นพ่อเเม่ป่วยกระทันหันก็จะช่วยได้ลำบาก สู้เก็บเงินด้วยตัวเองไปเรื่อยๆค่อยมาใช้ทีเดียวตอนที่พ่อเเม่ป่วยกระทันหันจริงๆขึ้นมาดีกว่า สู้เเบบว่าให้ลูกเก็บตังเยอะๆไปเรื่อยๆ เเละใช้ทีเดียวตอนที่จำเป็นเช่นเวลาพ่อเเม่ป่วยจริงๆขึ้นมาดีกว่า จะได้วินวินกันทั้ง2ฝ่ายด้วย

ประเทศไทยก็ร่ำรวยระดับนึง  อีกไม่กี่10ปีเราจะมีความเจริญเท่ามาเลเซียสมัยนี้ เเต่ทำไมสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุที่เกษียณเเล้ว ปลดออกจากระบบประกันสังคมเเล้ว เงินบำนาญถึงได้เเค่3000-4000บาทต่อเดือนอ่ะครับ น่าเห็นใจผู้สูงอายุที่ได้เงินบำนาญเเค่3000-4000บาทต่อเดือนจริงๆครับ เพราะถ้าเป็นยุโรป,อเมริกาเเละญี่ปุาน เขาได้ 40,000-60,000บาทเฉลี่ยต่อเดือน ซึ่งทำให้ลูกของพวกเขาที่เขายังมีเเรงทำงานไม่จำเป็นต้องส่งเงินไปให้พวกเขาในเเต่ละเดือน ทำให้ลูกของพวกเขาสามารถเก็บเงินในเเต่ละเดือนได้อย่างชิวๆเเละสบายๆ

หวังว่าในอนาคตสังคมไทย จะเป็นสังคมที่คนที่เป็นลูกไม่ต้องส่งตังให้พ่อเเม่ในเเต่ละเดือนเเล้วนะครับ มีสวัสดิการที่ดีดูเเลผู้สูงอายุอย่างครอบครุมเช่นในประเทศยุโรปกลุ่มเเสกนดิเวเนีย เพื่อให้คนรุ่นหลังเราตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บตังเพื่ออนาคตของตัวเองเต็มที่ตลอดไป เเละเพื่อให้ผู้สูงอายุทุกท่านมีชีวิตเกษียณที่มีเหลือกินเหลือใช้โดยที่ไม่พึ่งลูกหลานเเม้เเต่นิดเดียว เหมือนในประเทศที่เจริญเเล้วตลอดไป
แก้ไขข้อความเมื่อ

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 7
มันไม่ใช่วาทกรรมหรอก

ใครไม่อยากส่งเงินให้พ่อแม่ใช้ก็ไม่ต้องส่ง

  ส่วนคนที่ยินดีส่ง ยินดีเลี้ยงพ่อแม่ก็ทำไป
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่