ปัญหาความรับผิดรับชอบของระบบรัฐกับการเรียนรู้ของสังคม: กรณีความสำเร็จเชิงนโยบายและความเสียหายทางการเมือง
ประเด็น
ความรับผิดรับชอบของรัฐ (state accountability) เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาสถาบันรัฐสมัยใหม่ เพราะรัฐที่มีประสิทธิภาพมิได้วัดจากความสามารถในการออกนโยบายหรือดำเนินโครงการเท่านั้น แต่ต้องมีความสามารถสองด้านควบคู่กัน คือ
การบันทึก สืบทอด และขยายผลจากความสำเร็จของรัฐ
การตรวจสอบ ค้นหาความจริง และรับผิดชอบเมื่อรัฐก่อให้เกิดความเสียหาย
ในมุมมองเศรษฐศาสตร์สถาบัน (Institutional Economics) สถาบันที่ดีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงกำหนดกติกา แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “กลไกการเรียนรู้ของสังคม” (social learning mechanism) ด้วย กล่าวคือ ต้องสามารถสะสมองค์ความรู้จากความสำเร็จ และแก้ไขข้อผิดพลาดจากความล้มเหลว
1. ปัญหาการบันทึกความสำเร็จของรัฐ
กรณี
หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ และบทบาทของ
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล สามารถนำมาอภิปรายในประเด็นนี้ได้ว่า
แม้มีการเสนอว่าการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 เป็นกระบวนการปฏิรูปที่ใช้การมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างฉันทามติ และการระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วน แต่หากระบบราชการไม่มีระบบบันทึกองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงระหว่าง
ผู้ออกแบบนโยบาย
หลักการที่ใช้ในการปฏิรูป
กระบวนการดำเนินงาน
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ความสำเร็จดังกล่าวอาจไม่ถูกพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่สามารถถ่ายทอดหรือเปรียบเทียบในระดับนานาชาติได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่ “การสร้างนวัตกรรมเชิงนโยบาย” แต่อยู่ที่
ความสามารถของรัฐในการจดจำและเรียนรู้จากนวัตกรรมของตนเอง
2. ปัญหาความรับผิดชอบของรัฐเมื่อเกิดความเสียหาย
ในอีกด้านหนึ่ง ระบบรัฐที่มีประสิทธิภาพต้องมีความสามารถในการตอบคำถามเมื่อเกิดความเสียหาย เช่น
ใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ
กระบวนการตัดสินใจเป็นอย่างไร
มีการใช้ดุลยพินิจตามกฎหมายหรือไม่
ความรับผิดชอบทางการเมือง ทางบริหาร หรือทางกฎหมายอยู่ที่ใด
กรณีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในปี พ.ศ. 2553 เป็นหนึ่งในกรณีที่ถูกนำมาอภิปรายเกี่ยวกับ
ความรับผิดรับชอบของรัฐ
การค้นหาความจริง
กระบวนการยุติธรรม
การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงตัวเลขที่มีการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายคือ
99 ศพ แต่การตีความเรื่องความรับผิดทางกฎหมายและความรับผิดของบุคคลหรือหน่วยงานยังเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงในสังคมไทย และยังไม่มีข้อยุติที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน
ประเด็นสำคัญในเชิงสถาบันจึงไม่ใช่เพียงการตัดสินว่า “ใครผิด” แต่คือ
รัฐมีความสามารถเพียงพอหรือไม่ในการสร้างกระบวนการค้นหาความจริงและความรับผิดชอบ เพื่อให้สังคมสามารถเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ
3. ความย้อนแย้งของระบบรัฐไทย
เมื่อเปรียบเทียบสองกรณี จะเห็นความย้อนแย้งเชิงสถาบัน
ด้านหนึ่ง รัฐไทยในบางช่วงเวลาสามารถสร้างกระบวนการระดมความร่วมมือระดับชาติ เช่น การปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2538 และกระบวนการสร้างฉันทามติทางสังคมก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อเกิดวิกฤตหรือความเสียหายทางการเมือง ระบบกลับมีข้อจำกัดในการ
ระบุความรับผิดชอบ
สร้างความเห็นพ้องเรื่องข้อเท็จจริง
สร้างกลไกป้องกันการเกิดซ้ำ
จึงเกิดคำถามทางวิชาการว่า
หากสถาบันรัฐไม่สามารถทั้ง “จดจำความสำเร็จ” และ “เรียนรู้จากความล้มเหลว” ได้ ระบบรัฐจะสามารถสะสมความรู้เพื่อพัฒนาประเทศในระยะยาวได้อย่างไร
4. ข้อเสนอเชิงวิชาการ
กรณีนี้สามารถสรุปเป็นข้อเสนอในการศึกษาว่า
ความสามารถของรัฐในการพัฒนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรหรืออำนาจรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสถาบันในการจัดการความรู้และความรับผิดรับชอบ
ดังนั้น ปัญหาของระบบราชการไทยจึงอาจวิเคราะห์ได้ในสองมิติที่เชื่อมโยงกัน คือ
Memory Failure: ไม่สามารถบันทึกและให้เครดิตต่อองค์ความรู้และบุคคลที่สร้างความสำเร็จได้อย่างเป็นระบบ
Accountability Failure: ไม่สามารถสร้างกลไกความรับผิดชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดความเสียหายทางสังคม
บทเรียนสำคัญคือ สังคมที่ต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีทั้ง
“กลไกการจดจำความสำเร็จ” และ
กลไกการรับผิดชอบต่อความล้มเหลว” เพราะทั้งสองด้านเป็นรากฐานของการเรียนรู้ของรัฐและประชาชนร่วมกัน.
ปัญหาความรับผิดรับชอบของระบบรัฐกับการเรียนรู้ของสังคม: กรณีความสำเร็จเชิงนโยบายและความเสียหายทางการเมือง
ประเด็น ความรับผิดรับชอบของรัฐ (state accountability) เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาสถาบันรัฐสมัยใหม่ เพราะรัฐที่มีประสิทธิภาพมิได้วัดจากความสามารถในการออกนโยบายหรือดำเนินโครงการเท่านั้น แต่ต้องมีความสามารถสองด้านควบคู่กัน คือ
การบันทึก สืบทอด และขยายผลจากความสำเร็จของรัฐ
การตรวจสอบ ค้นหาความจริง และรับผิดชอบเมื่อรัฐก่อให้เกิดความเสียหาย
ในมุมมองเศรษฐศาสตร์สถาบัน (Institutional Economics) สถาบันที่ดีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงกำหนดกติกา แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “กลไกการเรียนรู้ของสังคม” (social learning mechanism) ด้วย กล่าวคือ ต้องสามารถสะสมองค์ความรู้จากความสำเร็จ และแก้ไขข้อผิดพลาดจากความล้มเหลว
1. ปัญหาการบันทึกความสำเร็จของรัฐ
กรณี หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ และบทบาทของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล สามารถนำมาอภิปรายในประเด็นนี้ได้ว่า
แม้มีการเสนอว่าการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 เป็นกระบวนการปฏิรูปที่ใช้การมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างฉันทามติ และการระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วน แต่หากระบบราชการไม่มีระบบบันทึกองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงระหว่าง
ผู้ออกแบบนโยบาย
หลักการที่ใช้ในการปฏิรูป
กระบวนการดำเนินงาน
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ความสำเร็จดังกล่าวอาจไม่ถูกพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่สามารถถ่ายทอดหรือเปรียบเทียบในระดับนานาชาติได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่ “การสร้างนวัตกรรมเชิงนโยบาย” แต่อยู่ที่ ความสามารถของรัฐในการจดจำและเรียนรู้จากนวัตกรรมของตนเอง
2. ปัญหาความรับผิดชอบของรัฐเมื่อเกิดความเสียหาย
ในอีกด้านหนึ่ง ระบบรัฐที่มีประสิทธิภาพต้องมีความสามารถในการตอบคำถามเมื่อเกิดความเสียหาย เช่น
ใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ
กระบวนการตัดสินใจเป็นอย่างไร
มีการใช้ดุลยพินิจตามกฎหมายหรือไม่
ความรับผิดชอบทางการเมือง ทางบริหาร หรือทางกฎหมายอยู่ที่ใด
กรณีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในปี พ.ศ. 2553 เป็นหนึ่งในกรณีที่ถูกนำมาอภิปรายเกี่ยวกับ
ความรับผิดรับชอบของรัฐ
การค้นหาความจริง
กระบวนการยุติธรรม
การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงตัวเลขที่มีการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายคือ 99 ศพ แต่การตีความเรื่องความรับผิดทางกฎหมายและความรับผิดของบุคคลหรือหน่วยงานยังเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงในสังคมไทย และยังไม่มีข้อยุติที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน
ประเด็นสำคัญในเชิงสถาบันจึงไม่ใช่เพียงการตัดสินว่า “ใครผิด” แต่คือ
รัฐมีความสามารถเพียงพอหรือไม่ในการสร้างกระบวนการค้นหาความจริงและความรับผิดชอบ เพื่อให้สังคมสามารถเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ
3. ความย้อนแย้งของระบบรัฐไทย
เมื่อเปรียบเทียบสองกรณี จะเห็นความย้อนแย้งเชิงสถาบัน
ด้านหนึ่ง รัฐไทยในบางช่วงเวลาสามารถสร้างกระบวนการระดมความร่วมมือระดับชาติ เช่น การปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2538 และกระบวนการสร้างฉันทามติทางสังคมก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อเกิดวิกฤตหรือความเสียหายทางการเมือง ระบบกลับมีข้อจำกัดในการ
ระบุความรับผิดชอบ
สร้างความเห็นพ้องเรื่องข้อเท็จจริง
สร้างกลไกป้องกันการเกิดซ้ำ
จึงเกิดคำถามทางวิชาการว่า
หากสถาบันรัฐไม่สามารถทั้ง “จดจำความสำเร็จ” และ “เรียนรู้จากความล้มเหลว” ได้ ระบบรัฐจะสามารถสะสมความรู้เพื่อพัฒนาประเทศในระยะยาวได้อย่างไร
4. ข้อเสนอเชิงวิชาการ
กรณีนี้สามารถสรุปเป็นข้อเสนอในการศึกษาว่า
ความสามารถของรัฐในการพัฒนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรหรืออำนาจรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสถาบันในการจัดการความรู้และความรับผิดรับชอบ
ดังนั้น ปัญหาของระบบราชการไทยจึงอาจวิเคราะห์ได้ในสองมิติที่เชื่อมโยงกัน คือ
Memory Failure: ไม่สามารถบันทึกและให้เครดิตต่อองค์ความรู้และบุคคลที่สร้างความสำเร็จได้อย่างเป็นระบบ
Accountability Failure: ไม่สามารถสร้างกลไกความรับผิดชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดความเสียหายทางสังคม
บทเรียนสำคัญคือ สังคมที่ต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีทั้ง “กลไกการจดจำความสำเร็จ” และ กลไกการรับผิดชอบต่อความล้มเหลว” เพราะทั้งสองด้านเป็นรากฐานของการเรียนรู้ของรัฐและประชาชนร่วมกัน.