ประเทศที่ดีที่สุดด้านความยั่งยืนของที่ดินและทรัพยากร (ปี 2026) กัมพูชา อันดับ 1

กระทู้สนทนา

เครดิตภาพ และเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.usnews.com/news/best-countries/rankings/land-resource-sustainability

การจัดอันดับนี้รวมข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอน การตัดไม้ทำลายป่า พื้นที่คุ้มครอง การค้าที่ยั่งยืน และปัญหาการขาดแคลน้ำ โดยนำมาพิจารณาในการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดโดยรวมของ U.S. News และการจัดอันดับในหมวดสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดอันดับ



จากการจัดอันดับ U.S. News Best Countries Report ปี 2026 (ซึ่งมีการปรับปรุงเกณฑ์การชี้วัดใหม่ให้สะท้อนสถานการณ์โลกปัจจุบันมากขึ้น) หมวดหมู่ Natural Environment (สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ) และตัวชี้วัดย่อยอย่าง Land & Resource Sustainability (ความยั่งยืนของที่ดินและทรัพยากร) มีประเด็นและตัวเลขที่น่าสนใจซึ่งสามารถสรุปแยกเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้

1. ภาพรวมการจัดอันดับกลุ่มผู้นำ (Top Rankings)
สิ่งที่น่าประหลาดใจและน่าสนใจมากในการจัดอันดับครั้งนี้คือ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่มีขนาดย่อม กลับขึ้นมาเป็นผู้นำในหมวดสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของทรัพยากรที่ดิน ต่างจากหมวดเศรษฐกิจหรือนวัตกรรมที่ประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะครองแชมป์
อันดับ (หมวดสภาพแวดล้อมธรรมชาติ)
ประเทศ

จุดเด่นและข้อสังเกตเชิงนโยบาย
อันดับ 1
กัมพูชา (Cambodia)
ครองอันดับ 1 ทั้งในระดับโลกและอาเซียน ด้านความยั่งยืนของที่ดินและทรัพยากร
อันดับ 2
เซเชลส์ (Seychelles)
ประเทศเกาะที่มีการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างเข้มงวด
อันดับ 3
สโลวีเนีย (Slovenia)
ผู้นำจากฝั่งยุโรปที่มีพื้นที่ป่าไม้หนาแน่นและการจัดการขยะที่เป็นระบบ
อันดับ 4
โครเอเชีย (Croatia)
มีความโดดเด่นเรื่องการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและพื้นที่อุทยาน
อันดับ 5
ลัตเวีย (Latvia)

เด่นเรื่องดัชนีคุณภาพอากาศและการรักษาสภาพแวดล้อมดั้งเดิม
2. เจาะลึกกรณีศึกษา ทำไม "กัมพูชา" ถึงได้อันดับ 1?

การที่กัมพูชาขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในด้านความยั่งยืนของที่ดินและทรัพยากร เกิดจากปัจจัยหลักทางสถิติและนโยบายภายในดังนี้
สัดส่วนพื้นที่คุ้มครองสูงมาก กัมพูชามีพื้นที่คุ้มครองทางธรรมชาติและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าถึง 73 แห่ง รวมเนื้อที่กว่า 7 ล้านเฮกตาร์ หรือคิดเป็น 41% ของพื้นที่ประเทศทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานโลก

ผลกระทบจากอุตสาหกรรมยังต่ำ (Low Urbanization Weight): ทาง U.S. News ระบุว่า ประเทศที่มีระดับการขยายตัวของเมือง (Urbanization) และกิจกรรมทางอุตสาหกรรมหนักที่ยังไม่สูงมาก จะมีคะแนนการคงอยู่ของระบบนิเวศดั้งเดิมที่สมบูรณ์กว่า
แคมเปญขับเคลื่อนระดับชาติ รัฐบาลกัมพูชาได้ผลักดันนโยบาย "Clean Cambodia, Khmer Can Do It" เพื่อมุ่งเน้นการจัดการขยะ ลดการใช้พลาสติก และเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างจริงจัง

3. ข้อสังเกตเชิงโครงสร้างและ "ทางเลือกที่ต้องแลก" (Trade-offs)
ข้อมูลจากรายงานชุดนี้สะท้อนให้เห็นแนวคิด Trade-off หรือข้อจำกัดที่แต่ละประเทศต้องเลือกแลก ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว กับการรักษาสิ่งแวดล้อม

ขั้วตรงข้ามอย่างสิงคโปร์: สิงคโปร์ได้ อันดับ 1 ของโลกด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) แต่กลับได้ อันดับ 96 ของโลกด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาดพื้นที่และการพัฒนาเมืองอย่างหนาแน่น
กลุ่มประเทศยุโรปเหนือ (Scandinavian) แม้ภาพรวมของรายงาน (Overall Best Countries) จะถูกครองแชมป์โดย สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก และสวีเดน แต่ในหมวดความยั่งยืนของทรัพยากรดินและป่าไม้โดยตรง ประเทศกลุ่มนี้กลับทำคะแนนได้ไล่เลี่ยกับกลุ่มยุโรปตะวันออกและเอเชียที่ยังมีพื้นที่เกษตรกรรมและป่าเปิดมากกว่า




4. สถานะของประเทศไทยในมิตินี้
ในระดับภูมิภาคอาเซียน คะแนนด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรที่ดินของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ "ปานกลางค่อนไปทางต่ำ " โดยเป็นรองกัมพูชา เมียนมา สปป.ลาว มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ปัญหาสำคัญของบ้านเราที่ฉุดรั้งคะแนนในหมวดนี้คือ ดัชนีคุณภาพอากาศ (PM2.5) ที่ยังวิกฤตในหลายพื้นที่ รวมถึงอัตราการเปลี่ยนสภาพพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยวที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บทสรุปเชิงวิเคราะห์ เกณฑ์การชี้วัดปี 2026 นี้สะท้อนชัดเจนว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไม่ได้การันตีความยั่งยืนของทรัพยากรดินเสมอไป ในทางกลับกัน ประเทศที่รักษา "ฐานทรัพยากรเดิม" ไว้ได้ดี และควบคุมการขยายตัวของอุตสาหกรรมหนักไม่ให้ทำลายระบบนิเวศ คือผู้ชนะในดัชนีชี้วัดความยั่งยืนยุคใหม่ครับ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่