แค่ฟังเสียง ‘ฝน’ ก็เยียวยาจิตใจได้ เมื่อเสียง ‘ฝน’ และ ‘กลิ่นดิน’ ทำให้เราหายเหนื่อยล้าและมีความสุขขึ้น

แค่ฟังเสียง ‘ฝน’ ก็เยียวยาจิตใจได้ เมื่อเสียง ‘ฝน’ และ ‘กลิ่นดิน’ ทำให้เราหายเหนื่อยล้าและมีความสุขขึ้น
.
ถึงแม้ ‘ฝน’ จะดูเป็นตัวร้ายในยามเช้าตอนที่เรากำลังเร่งรีบไปทำงาน หรือตอนที่ต้องพาร่างกายอันเหนื่อยล้าฝ่ารถติดกลับบ้านในยามเย็น แต่ถ้าหากเป็นวันหยุดที่เราได้นอนอยู่บ้านสบายๆ แล้วฝนตกลงมาเมื่อไหร่ล่ะก็ ความรู้สึกของเราก็คงจะแปรเปลี่ยนไปในทันที
.
เพราะการได้หลบอยู่ใต้ร่มเงาความปลอดภัย ปล่อยให้ความเย็นฉ่ำและกลิ่นอายของสายฝนช่วยปัดเป่าความเครียด จนอาการสมองตื้อและล้าจากการทำงานหายเป็นปลิดทิ้ง ความรู้สึกฟินจนสมองโล่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคิดไปเอง เพราะในทางวิทยาศาสตร์มีคำตอบว่า มันคือกลไกลที่พร้อมจะโอบอุ้มและเยียวยาเราในระดับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
.
ในเวลาที่ฝนตกลงมา เม็ดฝนจะเกิดการปะทะกันเองหรือตกกระทบลงบนพื้นผิวต่างๆ แล้วแตกตัวออกจากกัน การแตกตัวนี้จะปลดปล่อย ‘ประจุลบในอากาศ’ ออกมาจำนวนมาก ซึ่งกระบวนการตามธรรมชาตินี้เรียกว่า ‘Lenard effect’ และเมื่อเราพาตัวเองไปอยู่ใกล้ชิดสายฝน ร่างกายจะได้รับประจุลบเหล่านี้ในปริมาณที่สูง ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์พบว่ามันมีคุณสมบัติในการเข้าไปช่วยเพิ่มระดับของสารเซโรโทนิน และกระตุ้นคลื่นอัลฟาในสมอง ส่งผลให้จิตใจผ่อนคลายและเข้าสู่สภาวะแห่งความสุขลึกๆ ได้ง่ายขึ้น
.
รวมไปถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวก็จะบริสุทธิ์ขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะหยาดฝนที่โปรยปรายลงมาจะช่วยกวาดล้างและดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก มลพิษ แบคทีเรีย รวมถึงสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ที่ลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศให้จมลงสู่พื้น ดึงอากาศบริสุทธิ์กลับมาให้เราหายใจได้โล่งเต็มปอด ยิ่งฝนตกหนักเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดชั้นบรรยากาศก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แถมมันยังช่วยลดจำนวนของ ‘ประจุบวกในอากาศ’ ที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกหงุดหงิด อารมณ์ฉุนเฉียว และความวิตกกังวลให้ลดน้อยลง ส่งผลดีต่ออารมณ์และช่วยลดความตึงเครียดของสุขภาพจิตไปพร้อมกัน
.
นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่อง ‘กลิ่น’ เฉพาะตัวที่ลอยขึ้นมาจากพื้นดินหลังจากลมฝนพัดผ่าน หรือที่วิทยาศาสตร์เรียกว่า ‘Petrichor’ กลิ่นดินอันเป็นเอกลักษณ์นี้ให้ความรู้สึกที่สะอาดและสดชื่นอย่างน่าประหลาด โดยมนุษย์เรามีความไวต่อกลิ่นนี้ในระดับที่สูงมาก เพราะในเชิงวิวัฒนาการ การได้กลิ่นฝนแรกเป็นการเข้าไปกระตุ้นสัญชาตญาณส่วนลึกที่บอกว่า แหล่งน้ำและความอุดมสมบูรณ์กำลังจะกลับมา สมองจึงสั่งการให้เรารู้สึกปลอดภัย สบายใจ และเกิดความสงบขึ้นในจิตใจ สอดคล้องกับผลวิจัยที่พบว่า กลิ่นเหล่านี้ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของคลื่นสมองอัลฟาและเบตาที่สัมพันธ์กับสภาวะผ่อนคลาย
.
ทั้งนี้ ในทางจิตวิทยา กลิ่นฝนยังมีคุณสมบัติพิเศษในการกระตุ้นความทรงจำและชวนให้ระลึกถึงความหลัง (Nostalgia) เพราะกลิ่นจะเดินทางตรงเข้าสู่สมองส่วนอมิกดาลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักที่รับผิดชอบในการประมวลผลทางอารมณ์และความทรงจำที่มีความสำคัญต่อจิตใจ ความทรงจำหรือเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นโดยมีกลิ่นฝนเป็นฉากหลัง จึงมักจะติดแน่นและคงความชัดเจนในใจของเราอย่างยาวนาน แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี
.
และประสาทสัมผัสทางเสียงของสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องนี้เอง ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องบำบัดทางธรรมชาติชั้นยอด ในทางวิทยาศาสตร์พบว่าเสียงฝนตกมีช่วงคลื่นความถี่ที่กว้างขวางมาก โดยพลังงานสูงสุดจะอยู่ที่ช่วงความถี่ 0.01-2 กิโลเฮิร์ตซ์ และผลการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่า เสียงฝนที่มีระดับความดัง 40-50 เดซิเบล หรือเทียบเท่าบรรยากาศฝนตกเบาๆ และนุ่มนวล มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดระดับความเครียดของมนุษย์ได้ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ฝนตกหนักจะเป็นความถี่เสียงที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่มั่นคง ดำดิ่ง จมลึก และช่วยทำหน้าที่บล็อกหรือกลบเสียงรบกวนรอบตัวเพื่อส่งเสริมการนอนหลับได้ดียิ่งขึ้น
.
ในวันที่ฝนตก หากเราลองตั้งใจฟังเสียงเหล่านี้ และปล่อยให้มันเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรในการพักผ่อน เสียงของสายฝนก็จะคอยทำหน้าที่เสมือน ‘สมอ’ ที่ช่วยดึงจิตใจของเราให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ ซึ่งเป็นกระบวนการที่คล้ายคลึงกับการฝึกสติหรือการทำสมาธิ ที่ช่วยปลดปล่อยความเหนื่อยล้า และคืนความสงบให้แก่จิตใจได้อย่างยอดเยี่ยมในวันหยุดอันแสนสงบ
.
ที่มา : BrandThink

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่