.
ซีเค รีวิว AI-Pass ถึงรมต.ไชยชนก เปิด 3 ข้อย้อนแย้งเปลืองงบรัฐ แนะทางแก้
.
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ซีเค เจิง ผู้ก่อตั้งฟาสต์เวิร์ค (Fast Work) และอินฟลูเอนเซอร์ สายเทค และการลงทุนโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
บทความนี้ผมหวังว่าจะสามารถไปถึงรัฐมนตรีกระทรวง DE ครับ
.
ผมได้รับเกียรติได้ทดลองและฟีดแบค “AI-Pass” แต่ผมรู้สึกว่าตัว Product มีความย้อนแย้งอยู่ครับ โดยขอสรุปเป็น 3 ข้อหลัก ๆ ดังนี้:
.
ย้อนแย้งข้อที่ 1: การจำกัด Pro Version ไว้แค่ใน Chat Interface
.
ตัวโปรดักส์ของ AI-Pass มันรวม Pro Version ของแต่ละแบรนด์ แล้วผูกมัดอยู่ใน Chat Interface แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่จ่ายเงินซื้อ Pro Version ไม่ว่าจะเป็น Claude หรือ ChatGPT เขาไม่ได้ซื้อเพื่อแชท เขาซื้อสิทธิ์ใน Feature ที่มากกว่าแค่การแชท ตัวอย่างที่ดีมากคือ Claude Code, Co-work หรือ Codex แต่ Pro Version ที่อยู่ใน AI-Pass ไม่ได้มี Access ของ Coding Agent พวกนี้ มันมีแค่แชท และ Pro User ส่วนใหญ่ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อแชท อันนี้เลยเป็นความย้อนแย้งที่ผมไม่เข้าใจครับ
.
ย้อนแย้งข้อที่ 2: การแจก Pro Version ให้กับกลุ่มคนที่ไม่เห็นคุณค่า
.
การให้ Pro Version กับคนที่ไม่เห็นค่าเป็นเรื่องที่แปลก คุณอาจจะคิดว่าผมรู้ได้ไงว่าคนไม่เห็นค่า? ผมขอยกตัวอย่างนะ ดิจิทัลโปรดักส์ (Digital Product) ที่คนหมู่มากเห็นค่าคือ Netflix รายเดือนอยู่ที่ 200-300 บาท ซึ่งมันพอ ๆ กันกับ ChatGPT เลย แต่คุณเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมในประเทศไทย คนถึง Subscribe Netflix มากกว่า ChatGPT?
.
เพราะว่าเขาเห็นค่าครับ Netflix มีหนังที่เขาอยากดู ช่วยสร้างความบันเทิงในจังหวะที่คนต้องการ “ฆ่าเวลา หรือพักผ่อน” กลับกัน คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นค่ากับ Pro Version ของ AI คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยใช้ AI Chat สำหรับการคุยเป็นเพื่อน ปรึกษาเรื่องความรัก ดูดวง หรือปรึกษาปัญหาชีวิต ซึ่งความต้องการเหล่านี้ Free Version ก็เพียงพอแล้ว
.
คนที่ Subscribe Pro Version ของ AI เขาจ่ายเพื่อ Code Software, จ่ายเพื่อ Agentic Function, จ่ายเพื่อสร้าง Automate Workflow หรือจ่ายเพื่อสร้าง AI Dashboard ซึ่งผมเชื่อว่าคุณก็น่าจะเห็นด้วยว่า คนที่มีความต้องการเหล่านี้เป็นคนส่วนน้อยในประเทศ ก็แปลว่าถ้าคุณคิดว่าเหตุผลที่คนในประเทศส่วนใหญ่ไม่มี Pro Version เป็นเพราะเขาไม่มีเงินจ่าย 200 บาทต่อเดือน ผมว่าคุณคิดผิดครับ เพราะ Netflix ก็ 200 บาท และคนก็ยอมจ่าย มันแปลว่าที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมจ่าย ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีเงิน แต่เป็นเพราะเขาไม่เห็นค่า
.
และโครงการนี้กำลังที่จะมอบ Pro Version ให้กับ 5 ล้านชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่ของ 5 ล้านคนนี้ที่ปัจจุบันไม่มี Pro Version มีความเป็นไปได้สูงมากว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ไม่เห็นค่ากับสิ่งนี้ การใช้เงิน 1,600 ล้านบาท ไปให้คนใช้ Pro Version ในการ “ขอแรงบันดาลใจวันจันทร์” จะสร้าง GDP ให้กับประเทศได้จริง ๆ หรอครับ?
.
ย้อนแย้งข้อที่ 3: การสร้าง Friction ที่ไม่สมเหตุสมผลด้วย Educational Video
.
Product นี้พยายามพ่วง Educational Video มาเป็นข้อจำกัดในการ Access ถึง Credit ของ Pro Version ซึ่งมันเป็นการสร้าง Friction (อุปสรรคในการใช้งาน) ที่ไม่ค่อยเมคเซ้นส์เท่าไหร่ ผมขอยกตัวอย่าง บางคนใช้ AI-Pass หลังจากที่คุณ Prompt คุยกับ Chat AI ได้ประมาณ 6-8 ครั้ง ระบบจะจำกัด Pro Access ของคุณ เพื่อให้คุณต้องมาดูวิดีโอที่สอนเนื้อหาเกี่ยวกับ AI คุณลองคิดตามผมนะ ถ้าทุก ๆ 6-8 Prompt คุณต้องมานั่งดูวิดีโอให้ครบ7-30 นาทีแบบเลื่อนไม่ได้ คุณยังจะอยากใช้ Product นี้ต่อไหม?
.
และอีกข้อที่ผมได้ฟีดแบคกับทีมไปแล้วคือ เนื้อหาของตัววิดีโอเหล่านั้น เนื้อหาที่มีอยู่ปัจจุบันมีหัวข้อเช่น “Prompt คืออะไร” หรือ “Co-pilot คืออะไร” ซึ่งมันเกิดความย้อนแย้ง เพราะคนที่ไม่เข้าใจแม้กระทั่งว่า Prompt คืออะไร ไม่ควรมาใช้ Pro Version และ Burn เงินประเทศชาติ เขาควรไปเล่นและเรียนรู้จาก Free Version ก่อน และอีกอย่างที่มันย้อนแย้งคือ มันมีคลิปสอนว่า Co-pilot คืออะไร แต่ในนี้ไม่มี Co-pilot ให้ใช้
.
ถ้า Product มันถูก Launch ออกไปแบบนี้ มี Friction ที่ไม่เมคเซ้นส์ และมีคอนเทนต์ที่ไม่ตอบโจทย์กับ User ผมว่ามีแนวโน้มสูงมากๆ (ผมให้ 99% เลย) ที่มันจะกลายเป็นอีกแอปพลิเคชันหนึ่งที่รัฐบาลสร้างมาและ PR ออกไป แต่สุดท้ายกลายเป็นแอปขยะที่ไม่มีใครกลับมาใช้หลังจากหมดช่วง Free Trial
ข้อเสนอแนะเพื่อไม่ให้เงินภาษีสูญเปล่า
.
ผมก็เลยแนะนำว่า ถ้ารัฐบาลอยากให้แอปนี้ไม่กลายเป็นอีกแอปหนึ่งที่หายไป และไม่ทำให้เงินภาษีของเราไม่เกิดประโยชน์กับ GDP ผมแนะนำให้:
.
1. เอาวิดีโอเหล่านี้ออก เพื่อลด Friction สำหรับการใช้งาน
2. ให้ User Access ถึง Pro Version แบบเต็มรูปแบบ ที่ไม่ใช่แค่ Chat
3. เปิด API สำหรับ LLM ใน AI-Pass ที่คุณมี ให้กับผู้ประกอบการและ Startup ได้ใช้ (ถ้าคุณยอมเปิด API ของ LLM ไม่ว่าจะเป็น Claude, OpenAI, Gemini, GLM, DeepSeek, Qwen, และอื่น ๆ ผมจะเป็น Brand Ambassador ให้เลยครับ)
.
แต่รูปแบบ AI-Pass ปัจจุบัน ถึงมันจะเป็น Pro Version จริง ๆ แต่รูปแบบ Product แบบนี้ ผมมั่นใจว่ามันจะเป็นอีกแอปหนึ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ เปลืองงบประมาณ และที่แย่ที่สุด มันจะกลายเป็นอีกแอปหนึ่งที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาแล้วไม่มีใครใช้
.
ผมเสียดายเงินครับ เสียดายความสามารถของคนไทย เสียดายโอกาสของประเทศไทย และผมก็หวังว่าคุณจะเสียดายมันเหมือนกันกับผมนะ
.
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0KkYPySyA2BiVV4mQbuQtKsQ728xdg94ggiW6SuJyT89j82f8FkyQiai52YRgeF1ul&id=100088700420548
.
.
‘สหัสวัต’ สวน ‘จุลพันธ์’ ตั้งไข่ศึกษาอนุสัญญา ILO ซ้ำซาก จี้รัฐบาลกล้าตัดสินใจ
https://www.dailynews.co.th/news/5983293/
.
‘สหัสวัต’ สวน ‘จุลพันธ์’ ตั้งไข่ศึกษา ILO ฉบับที่ 87, 98 ซ้ำซาก จี้รัฐบาลกล้าเคาะนโยบาย หลังยื้อนาน 18 ปี
.
เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นาย
สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่นาย
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน แต่งตั้งคณะทำงานภาครัฐเพื่อศึกษาเรื่องการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 ว่า
.
หากย้อนดูข้อเท็จจริงตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ความคืบหน้า หากแต่เป็นการวนกลับไปเริ่มต้นกระบวนการเดิมที่ประเทศไทยทำซ้ำมาแล้วหลายครั้ง เพราะประเทศไทยไม่ได้เพิ่งรู้จักอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ และไม่ได้เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องนี้ สิ่งที่ประเทศไทยขาดจึงไม่ใช่ข้อมูล แต่เป็นการตัดสินใจทางนโยบาย โดยประเทศไทย หรือ “สยาม” ในขณะนั้น เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้งไอแอลโอ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1919 เราเป็นสมาชิกของไอแอลโอมานานกว่า 100 ปี ก่อนโลกนี้จะรู้จักกับองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
.
นาย
สหัสวัต ระบุอีกว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งไอแอลโอ แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาหลักด้านสิทธิแรงงานที่สำคัญที่สุด 2 ฉบับ ได้แก่ อนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และอนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม ทั้ง 2 ฉบับเป็นอนุสัญญาหลักของไอแอลโอที่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดของคนทำงาน คือสิทธิในการรวมตัว จัดตั้งองค์กรของตนเอง และเจรจาต่อรองกับนายจ้างหรือรัฐโดยไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และไม่ถูกลงโทษเพราะใช้สิทธิตามกฎหมาย หลักการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสุดโต่ง แต่เป็นรากฐานของระบบแรงงานสัมพันธ์ในประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก
.
นาย
สหัสวัต ระบุว่า ที่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อเรียกร้องใหม่ ขบวนการแรงงานไทยเรียกร้องให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2530 และปรากฏอย่างชัดเจนในข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติปี 2535 ขณะเดียวกัน ภาครัฐไม่ได้เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องนี้ โดยเอกสารของกระทรวงแรงงานระบุว่า ตั้งแต่ปี 2551 ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาการปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ ฉบับที่ 87 และ 98 ต่อมาในปี 2553 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ และพ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เพื่อรองรับการให้สัตยาบัน ปี 2554 เรื่องดังกล่าวถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และในช่วงปี 2555–2559 กระทรวงแรงงานยังบรรจุเรื่องนี้ไว้ในแผนดำเนินงานอย่างเป็นทางการ ต่อมาในปี 2566 กระทรวงแรงงานได้ตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาและจัดทำแผนการให้สัตยาบันอีกครั้ง และในปี 2569 เรากำลังเห็นการตั้งคณะกรรมการศึกษาอีกครั้ง
.
“
หากนับเฉพาะกระบวนการศึกษาของภาครัฐที่มีหลักฐานอย่างเป็นทางการ ประเทศไทยศึกษาเรื่องนี้มาแล้วอย่างน้อย 18 ปี แต่หากนับจากข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานไทย ก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่าประเทศไทยต้องศึกษาอะไรเพิ่มอีก แต่คือรัฐบาลกำลังใช้คำว่า ‘ศึกษา’ เพื่อเลื่อนการตัดสินใจออกไปอีกกี่ปี” นาย
สหัสวัต ระบุ
.
นาย
สหัสวัต ระบุอีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีบริบททางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกับเรา จะพบว่าหลายประเทศเดินหน้าไปไกลกว่าไทยแล้ว โดยฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับแล้ว ส่วนเวียดนามได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 98 แล้วในปี 2562 พร้อมกับการปฏิรูปกฎหมายแรงงานเพื่อรองรับพันธกรณีระหว่างประเทศ และมีโรดแม็พสำหรับการเดินหน้าสู่การให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 87 ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ไม่มีปัญหาแรงงานสัมพันธ์ และไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาเลือกตัดสินใจในหลักการก่อน แล้วจึงปรับปรุงกฎหมายและสถาบันภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขณะที่ประเทศไทยกลับศึกษาแล้วศึกษาอีก ตั้งคณะกรรมการแล้วตั้งอีก ทั้งที่หลักการ แนวทางการแก้ไขกฎหมาย และผลกระทบต่างๆ ถูกศึกษาและอภิปรายมาหลายสิบปีแล้ว
.
“
การให้สัตยาบันไม่ได้หมายความว่าสหภาพแรงงานจะทำอะไรก็ได้ และไม่ได้หมายความว่าประเทศจะสูญเสียเสถียรภาพ ตรงกันข้าม การมีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่เปิดโอกาสให้คนทำงานรวมตัวและเจรจาอย่างเป็นธรรม คือเครื่องมือสำคัญในการลดความขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นของทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และนักลงทุน หลังจากศึกษามากว่า 30 ปี และศึกษาภายในภาครัฐอย่างเป็นทางการมาแล้วอย่างน้อย 18 ปี ประเทศไทยไม่ต้องการคณะกรรมการศึกษาอีกชุดหนึ่ง ประเทศไทยต้องการโรดแม็พที่ชัดเจน ต้องการกรอบเวลาที่ชัดเจน และต้องการความกล้าหาญในการตัดสินใจทางนโยบาย หากรัฐบาลเห็นว่าประเทศไทยควรให้สัตยาบัน ก็ต้องกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน พร้อมเร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล” นายสหัสวัต ระบุ
.
https://www.facebook.com/sahassawatkk/posts/pfbid02K66jC83ReGCa3UMrFuTmPFqGyUJqBZ1d4QrNVSFWHQJz5Jx2MG4BX515uurHrXCrl
JJNY : ซีเค รีวิว AI-Pass│‘สหัสวัต’สวน‘จุลพันธ์’ ตั้งไข่│กสิกรไทย มองค่าเงินไม่หลุด│เจ็บกว่า20 หลังแผ่นดินไหวอัฟกานิสถาน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5782481
.
ซีเค รีวิว AI-Pass ถึงรมต.ไชยชนก เปิด 3 ข้อย้อนแย้งเปลืองงบรัฐ แนะทางแก้
.
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ซีเค เจิง ผู้ก่อตั้งฟาสต์เวิร์ค (Fast Work) และอินฟลูเอนเซอร์ สายเทค และการลงทุนโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
บทความนี้ผมหวังว่าจะสามารถไปถึงรัฐมนตรีกระทรวง DE ครับ
.
ผมได้รับเกียรติได้ทดลองและฟีดแบค “AI-Pass” แต่ผมรู้สึกว่าตัว Product มีความย้อนแย้งอยู่ครับ โดยขอสรุปเป็น 3 ข้อหลัก ๆ ดังนี้:
.
ย้อนแย้งข้อที่ 1: การจำกัด Pro Version ไว้แค่ใน Chat Interface
.
ตัวโปรดักส์ของ AI-Pass มันรวม Pro Version ของแต่ละแบรนด์ แล้วผูกมัดอยู่ใน Chat Interface แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่จ่ายเงินซื้อ Pro Version ไม่ว่าจะเป็น Claude หรือ ChatGPT เขาไม่ได้ซื้อเพื่อแชท เขาซื้อสิทธิ์ใน Feature ที่มากกว่าแค่การแชท ตัวอย่างที่ดีมากคือ Claude Code, Co-work หรือ Codex แต่ Pro Version ที่อยู่ใน AI-Pass ไม่ได้มี Access ของ Coding Agent พวกนี้ มันมีแค่แชท และ Pro User ส่วนใหญ่ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อแชท อันนี้เลยเป็นความย้อนแย้งที่ผมไม่เข้าใจครับ
.
ย้อนแย้งข้อที่ 2: การแจก Pro Version ให้กับกลุ่มคนที่ไม่เห็นคุณค่า
.
การให้ Pro Version กับคนที่ไม่เห็นค่าเป็นเรื่องที่แปลก คุณอาจจะคิดว่าผมรู้ได้ไงว่าคนไม่เห็นค่า? ผมขอยกตัวอย่างนะ ดิจิทัลโปรดักส์ (Digital Product) ที่คนหมู่มากเห็นค่าคือ Netflix รายเดือนอยู่ที่ 200-300 บาท ซึ่งมันพอ ๆ กันกับ ChatGPT เลย แต่คุณเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมในประเทศไทย คนถึง Subscribe Netflix มากกว่า ChatGPT?
.
เพราะว่าเขาเห็นค่าครับ Netflix มีหนังที่เขาอยากดู ช่วยสร้างความบันเทิงในจังหวะที่คนต้องการ “ฆ่าเวลา หรือพักผ่อน” กลับกัน คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นค่ากับ Pro Version ของ AI คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยใช้ AI Chat สำหรับการคุยเป็นเพื่อน ปรึกษาเรื่องความรัก ดูดวง หรือปรึกษาปัญหาชีวิต ซึ่งความต้องการเหล่านี้ Free Version ก็เพียงพอแล้ว
.
คนที่ Subscribe Pro Version ของ AI เขาจ่ายเพื่อ Code Software, จ่ายเพื่อ Agentic Function, จ่ายเพื่อสร้าง Automate Workflow หรือจ่ายเพื่อสร้าง AI Dashboard ซึ่งผมเชื่อว่าคุณก็น่าจะเห็นด้วยว่า คนที่มีความต้องการเหล่านี้เป็นคนส่วนน้อยในประเทศ ก็แปลว่าถ้าคุณคิดว่าเหตุผลที่คนในประเทศส่วนใหญ่ไม่มี Pro Version เป็นเพราะเขาไม่มีเงินจ่าย 200 บาทต่อเดือน ผมว่าคุณคิดผิดครับ เพราะ Netflix ก็ 200 บาท และคนก็ยอมจ่าย มันแปลว่าที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมจ่าย ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีเงิน แต่เป็นเพราะเขาไม่เห็นค่า
.
และโครงการนี้กำลังที่จะมอบ Pro Version ให้กับ 5 ล้านชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่ของ 5 ล้านคนนี้ที่ปัจจุบันไม่มี Pro Version มีความเป็นไปได้สูงมากว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ไม่เห็นค่ากับสิ่งนี้ การใช้เงิน 1,600 ล้านบาท ไปให้คนใช้ Pro Version ในการ “ขอแรงบันดาลใจวันจันทร์” จะสร้าง GDP ให้กับประเทศได้จริง ๆ หรอครับ?
.
ย้อนแย้งข้อที่ 3: การสร้าง Friction ที่ไม่สมเหตุสมผลด้วย Educational Video
.
Product นี้พยายามพ่วง Educational Video มาเป็นข้อจำกัดในการ Access ถึง Credit ของ Pro Version ซึ่งมันเป็นการสร้าง Friction (อุปสรรคในการใช้งาน) ที่ไม่ค่อยเมคเซ้นส์เท่าไหร่ ผมขอยกตัวอย่าง บางคนใช้ AI-Pass หลังจากที่คุณ Prompt คุยกับ Chat AI ได้ประมาณ 6-8 ครั้ง ระบบจะจำกัด Pro Access ของคุณ เพื่อให้คุณต้องมาดูวิดีโอที่สอนเนื้อหาเกี่ยวกับ AI คุณลองคิดตามผมนะ ถ้าทุก ๆ 6-8 Prompt คุณต้องมานั่งดูวิดีโอให้ครบ7-30 นาทีแบบเลื่อนไม่ได้ คุณยังจะอยากใช้ Product นี้ต่อไหม?
.
และอีกข้อที่ผมได้ฟีดแบคกับทีมไปแล้วคือ เนื้อหาของตัววิดีโอเหล่านั้น เนื้อหาที่มีอยู่ปัจจุบันมีหัวข้อเช่น “Prompt คืออะไร” หรือ “Co-pilot คืออะไร” ซึ่งมันเกิดความย้อนแย้ง เพราะคนที่ไม่เข้าใจแม้กระทั่งว่า Prompt คืออะไร ไม่ควรมาใช้ Pro Version และ Burn เงินประเทศชาติ เขาควรไปเล่นและเรียนรู้จาก Free Version ก่อน และอีกอย่างที่มันย้อนแย้งคือ มันมีคลิปสอนว่า Co-pilot คืออะไร แต่ในนี้ไม่มี Co-pilot ให้ใช้
.
ถ้า Product มันถูก Launch ออกไปแบบนี้ มี Friction ที่ไม่เมคเซ้นส์ และมีคอนเทนต์ที่ไม่ตอบโจทย์กับ User ผมว่ามีแนวโน้มสูงมากๆ (ผมให้ 99% เลย) ที่มันจะกลายเป็นอีกแอปพลิเคชันหนึ่งที่รัฐบาลสร้างมาและ PR ออกไป แต่สุดท้ายกลายเป็นแอปขยะที่ไม่มีใครกลับมาใช้หลังจากหมดช่วง Free Trial
ข้อเสนอแนะเพื่อไม่ให้เงินภาษีสูญเปล่า
.
ผมก็เลยแนะนำว่า ถ้ารัฐบาลอยากให้แอปนี้ไม่กลายเป็นอีกแอปหนึ่งที่หายไป และไม่ทำให้เงินภาษีของเราไม่เกิดประโยชน์กับ GDP ผมแนะนำให้:
.
1. เอาวิดีโอเหล่านี้ออก เพื่อลด Friction สำหรับการใช้งาน
2. ให้ User Access ถึง Pro Version แบบเต็มรูปแบบ ที่ไม่ใช่แค่ Chat
3. เปิด API สำหรับ LLM ใน AI-Pass ที่คุณมี ให้กับผู้ประกอบการและ Startup ได้ใช้ (ถ้าคุณยอมเปิด API ของ LLM ไม่ว่าจะเป็น Claude, OpenAI, Gemini, GLM, DeepSeek, Qwen, และอื่น ๆ ผมจะเป็น Brand Ambassador ให้เลยครับ)
.
แต่รูปแบบ AI-Pass ปัจจุบัน ถึงมันจะเป็น Pro Version จริง ๆ แต่รูปแบบ Product แบบนี้ ผมมั่นใจว่ามันจะเป็นอีกแอปหนึ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ เปลืองงบประมาณ และที่แย่ที่สุด มันจะกลายเป็นอีกแอปหนึ่งที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาแล้วไม่มีใครใช้
.
ผมเสียดายเงินครับ เสียดายความสามารถของคนไทย เสียดายโอกาสของประเทศไทย และผมก็หวังว่าคุณจะเสียดายมันเหมือนกันกับผมนะ
.
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0KkYPySyA2BiVV4mQbuQtKsQ728xdg94ggiW6SuJyT89j82f8FkyQiai52YRgeF1ul&id=100088700420548
.
.
‘สหัสวัต’ สวน ‘จุลพันธ์’ ตั้งไข่ศึกษาอนุสัญญา ILO ซ้ำซาก จี้รัฐบาลกล้าตัดสินใจ
https://www.dailynews.co.th/news/5983293/
.
‘สหัสวัต’ สวน ‘จุลพันธ์’ ตั้งไข่ศึกษา ILO ฉบับที่ 87, 98 ซ้ำซาก จี้รัฐบาลกล้าเคาะนโยบาย หลังยื้อนาน 18 ปี
.
เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน แต่งตั้งคณะทำงานภาครัฐเพื่อศึกษาเรื่องการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 ว่า
.
หากย้อนดูข้อเท็จจริงตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ความคืบหน้า หากแต่เป็นการวนกลับไปเริ่มต้นกระบวนการเดิมที่ประเทศไทยทำซ้ำมาแล้วหลายครั้ง เพราะประเทศไทยไม่ได้เพิ่งรู้จักอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ และไม่ได้เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องนี้ สิ่งที่ประเทศไทยขาดจึงไม่ใช่ข้อมูล แต่เป็นการตัดสินใจทางนโยบาย โดยประเทศไทย หรือ “สยาม” ในขณะนั้น เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้งไอแอลโอ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1919 เราเป็นสมาชิกของไอแอลโอมานานกว่า 100 ปี ก่อนโลกนี้จะรู้จักกับองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
.
นายสหัสวัต ระบุอีกว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งไอแอลโอ แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาหลักด้านสิทธิแรงงานที่สำคัญที่สุด 2 ฉบับ ได้แก่ อนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และอนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม ทั้ง 2 ฉบับเป็นอนุสัญญาหลักของไอแอลโอที่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดของคนทำงาน คือสิทธิในการรวมตัว จัดตั้งองค์กรของตนเอง และเจรจาต่อรองกับนายจ้างหรือรัฐโดยไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และไม่ถูกลงโทษเพราะใช้สิทธิตามกฎหมาย หลักการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสุดโต่ง แต่เป็นรากฐานของระบบแรงงานสัมพันธ์ในประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก
.
นายสหัสวัต ระบุว่า ที่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อเรียกร้องใหม่ ขบวนการแรงงานไทยเรียกร้องให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2530 และปรากฏอย่างชัดเจนในข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติปี 2535 ขณะเดียวกัน ภาครัฐไม่ได้เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องนี้ โดยเอกสารของกระทรวงแรงงานระบุว่า ตั้งแต่ปี 2551 ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาการปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ ฉบับที่ 87 และ 98 ต่อมาในปี 2553 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ และพ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เพื่อรองรับการให้สัตยาบัน ปี 2554 เรื่องดังกล่าวถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และในช่วงปี 2555–2559 กระทรวงแรงงานยังบรรจุเรื่องนี้ไว้ในแผนดำเนินงานอย่างเป็นทางการ ต่อมาในปี 2566 กระทรวงแรงงานได้ตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาและจัดทำแผนการให้สัตยาบันอีกครั้ง และในปี 2569 เรากำลังเห็นการตั้งคณะกรรมการศึกษาอีกครั้ง
.
“หากนับเฉพาะกระบวนการศึกษาของภาครัฐที่มีหลักฐานอย่างเป็นทางการ ประเทศไทยศึกษาเรื่องนี้มาแล้วอย่างน้อย 18 ปี แต่หากนับจากข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานไทย ก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่าประเทศไทยต้องศึกษาอะไรเพิ่มอีก แต่คือรัฐบาลกำลังใช้คำว่า ‘ศึกษา’ เพื่อเลื่อนการตัดสินใจออกไปอีกกี่ปี” นายสหัสวัต ระบุ
.
นายสหัสวัต ระบุอีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีบริบททางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกับเรา จะพบว่าหลายประเทศเดินหน้าไปไกลกว่าไทยแล้ว โดยฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับแล้ว ส่วนเวียดนามได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 98 แล้วในปี 2562 พร้อมกับการปฏิรูปกฎหมายแรงงานเพื่อรองรับพันธกรณีระหว่างประเทศ และมีโรดแม็พสำหรับการเดินหน้าสู่การให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 87 ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ไม่มีปัญหาแรงงานสัมพันธ์ และไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาเลือกตัดสินใจในหลักการก่อน แล้วจึงปรับปรุงกฎหมายและสถาบันภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขณะที่ประเทศไทยกลับศึกษาแล้วศึกษาอีก ตั้งคณะกรรมการแล้วตั้งอีก ทั้งที่หลักการ แนวทางการแก้ไขกฎหมาย และผลกระทบต่างๆ ถูกศึกษาและอภิปรายมาหลายสิบปีแล้ว
.
“การให้สัตยาบันไม่ได้หมายความว่าสหภาพแรงงานจะทำอะไรก็ได้ และไม่ได้หมายความว่าประเทศจะสูญเสียเสถียรภาพ ตรงกันข้าม การมีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่เปิดโอกาสให้คนทำงานรวมตัวและเจรจาอย่างเป็นธรรม คือเครื่องมือสำคัญในการลดความขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นของทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และนักลงทุน หลังจากศึกษามากว่า 30 ปี และศึกษาภายในภาครัฐอย่างเป็นทางการมาแล้วอย่างน้อย 18 ปี ประเทศไทยไม่ต้องการคณะกรรมการศึกษาอีกชุดหนึ่ง ประเทศไทยต้องการโรดแม็พที่ชัดเจน ต้องการกรอบเวลาที่ชัดเจน และต้องการความกล้าหาญในการตัดสินใจทางนโยบาย หากรัฐบาลเห็นว่าประเทศไทยควรให้สัตยาบัน ก็ต้องกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน พร้อมเร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล” นายสหัสวัต ระบุ
.
https://www.facebook.com/sahassawatkk/posts/pfbid02K66jC83ReGCa3UMrFuTmPFqGyUJqBZ1d4QrNVSFWHQJz5Jx2MG4BX515uurHrXCrl