
ศึกเจ้าจอมขมังเวทย์
ตอนที่ 1: เส้นทางพบกันบนรางเหล็ก
แสงไฟสลัวสีฟ้าจางสาดส่องลงมาทั่วตู้รถไฟเก่า เงามืดทอดยาวตามมุมที่นั่ง เสียงล้อเหล็กกระทบรางดังสนั่นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก้องกังวานอยู่ในความเงียบ
อาจารย์อิทธินั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้า เส้นผมยุ่งเหยิง เคราขาวปะปนดำ แววตาลึกซึ้งราวกับซ่อนความลับมานานนับร้อยปี เขานั่งหลังตรง มือวางประสานกันบนตัก ไม่ขยับไหว เหมือนรูปปั้นที่ถูกทิ้งไว้ในความมืด
ประตูตู้เปิดออกเบาๆ เสียงลมภายนอกพัดหวีดเข้ามา
ผู้หมวดสันติก้าวเท้าเข้ามา สวมเสื้อฮู้สีดำคลุมศีรษะ เงาบดบังครึ่งใบหน้า เหลือเพียงแววตาคมกริบที่กวาดสายตามองไปทั่ว ก่อนจะหยุดนิ่งลงที่ร่างของอาจารย์อิทธิ
ชั่ววินาทีที่สายตาประสานกัน ความระแวงก็เปลี่ยนเป็นความแน่ใจทันที
สันติไม่พูดไม่จา ก้าวเท้ากระโจนเข้ามาด้วยความเร็วสูงสุด กำหมัดแน่นจนขาวซีด ท่าทางราวกับจะฟาดฟันให้ล้มลงตรงนั้น
“หยุด!” อาจารย์อิทธิลืมตาขึ้นช้าๆ เสียงเรียบแต่หนักแน่นจนสั่นสะเทือนในอากาศ
แต่สันติไม่ฟัง หมัดแรกพุ่งเข้าหน้าอกตรงๆ ด้วยแรงสะสมทั้งตัว
ปึ้ง!
เสียงดังอู้อี้ก้องกังวาน หมัดของสันติเหมือนชนเข้ากับกำแพงลมที่มองไม่เห็น แรงกระแทกย้อนกลับมาทันทีจนมือเขาชาไปทั้งแขน ร่างต้องถอยหลังสามก้าว กระแทกพนักเก้าอี้จนลั่น
ดวงตาสันติเบิกกว้าง ด้วยความไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“… ทำอะไรลงไป? กูไม่เห็นขยับตัวแม้แต่นิดเดียว!”
อาจารย์อิทธิยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เพียงแค่สายตาเข้มขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าคิดว่าแค่กำลังกายกับกฎหมายที่ถือสิทธิ์ มันจะจับสิ่งที่กูถือได้ ก็ผิดแล้ว”
“ผิดงั้นเหรอ!” สันติคำราม เขาก้าวเท้าเข้ามาใหม่ คราวนี้ใช้เท้ากวาดล่างตามด้วยหมัดซ้ายขวาถี่ถี่ราวกับสายฝน “กูจะดูให้รู้ว่า พลังอะไรก็ตาม ถ้ามันทำร้ายคน กูต้องหยุดมันให้ได้!”
หมัดและเท้าทุกท่วงท่าล้วนแม่นยำและรุนแรง แต่ทุกครั้งที่จะถึงตัว อาจารย์อิทธิเพียงแค่กระดิกนิ้วหรือแกว่งมือเบาๆ พลังงานลมที่มองไม่เห็นก็เบี่ยงเบนแรงทั้งหมดออกไป บางครั้งผลักให้สันติเสียหลัก บางครั้งก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนต่อสู้กับเงาของตัวเอง
“ท้าทายกูงั้นเหรอ?” อาจารย์อิทธิพูดขึ้น น้ำเสียงยังสงบแต่แฝงความกดดัน “กูบอกให้นั่งฟังดีๆ แต่เลือกทางสู้ งั้นกูจะทำให้รู้ว่า กายศาสตร์ มนต์ขลัง พวกนี้ มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น”
จังหวะหนึ่งที่สันติพุ่งเข้ามาใกล้ที่สุด อาจารย์อิทธิจึงยกมือขึ้นมาชี้ไปที่หน้าอกเบาๆ มีแสงจางๆ สีฟ้าซีดลอดออกมาจากปลายนิ้ว
วูบ!
สันติรู้สึกเหมือนถูกเข็มไฟจิ้มเข้าไปที่กลางอก แรงสะเทือนแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายจนขาไม่มีแรงยืน เขาถอยหลังก้าวแล้วก้าวเล่า จนถึงที่นั่งด้านหลัง แล้วทรุดลงนั่งกับพื้น หอบหายใจแรง มือจับที่หน้าอกด้วยความเจ็บแปลบ
“… ใช้เวทมนตร์จริงๆ เหรอ?” สันติถามด้วยเสียงสั่น ไม่ใช่จากความกลัว แต่จากความตื่นตระหนกในสิ่งที่เห็น
อาจารย์อิทธิลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวเท้ามาใกล้ทีละนิด ท่ามกลางแสงสลัวและเงามืดที่ปกคลุม
“กูเรียกมันว่า กายศาสตร์ คือการควบคุมพลังงานในตัวและสิ่งแวดล้อม ส่วนมนต์ดำที่ตามหา มันคือการดึงเอาพลังนั้นมาใช้ในทางที่ผิด แลกด้วยวิญญาณและกรรมของตัวเอง”
เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าสันติ มองลงมาด้วยสายตาลึกซึ้ง
“ท้าทายกูด้วยความไม่รู้ คิดว่าทุกอย่างต้องมีเหตุผลที่วัดได้ นับได้ แต่โลกใบนี้มันมีอะไรมากกว่าที่ตามองเห็น สิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งความตายที่หาสาเหตุไม่ได้ เหตุร้ายที่อธิบายไม่ออก ล้วนเกี่ยวพันกับมนต์ดำและคาถาที่สืบทอดกันมานาน”
สันติเงยหน้ามอง กำหมัดแน่นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อจะสู้ แต่เพื่อกดความรู้สึกให้มั่นคง
“ถ้ารู้เรื่องนี้ทั้งหมด… ทำไมไม่หยุดมันเอง?”
“เพราะกรรมมันต้องชำระตามวิถีของมัน” อาจารย์อิทธิตอบ “กูห้ามได้ แต่ไม่ใช่ทางที่ถูก ถ้าอยากรู้ อยากเข้าใจ และอยากหยุดความชั่วที่กำลังจะลุกลาม ต้องเรียนรู้ที่จะมองเห็นมันให้ออกเสียก่อน ไม่ใช่แค่พุ่งเข้าไปสู้แบบคนตาบอด”
เขายื่นมือออกมาช้าๆ ให้สันติจับ
“ถ้ายังมีความกล้าพอที่จะเผชิญกับสิ่งที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ของมนุษย์… ลุกขึ้นมาเถอะ การต่อสู้ครั้งใหญ่ที่เรียกว่า ศึกเจ้าจอมขมังเวทย์ มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น”
สันติจ้องมือที่ยื่นมา ก่อนจะมองหน้าชายชราคนนั้นแน่วแน่ สุดท้ายเขาก็ยกมือขึ้นมาจับแน่น ดึงตัวเองลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ท่ามกลางแสงสลัวของตู้รถไฟที่แล่นตัดผ่านความมืด
“กูจะรู้ให้หมด… ไม่ว่าจะเป็นกายศาสตร์ มนต์ดำ หรือกรรมใดๆ กูจะไม่ยอมให้มันทำร้ายคนอื่นได้อีกต่อไป”
รถไฟยังคงแล่นต่อไปข้างหน้า มุ่งสู่จุดหมายที่ไม่อาจคาดเดา สองมือที่เคยเกือบจะต่อสู้กันจนถึงที่สุด บัดนี้จับกันแน่น เพื่อเดินหน้าสู่ความจริงที่ซ่อนอยู่ในความมืด
เรื่องเล่าศึกเจ้าจอมขมังเวทย์กายศาสตร์มนต์ดําที่กฎหมายจับไม่อยู่
ตอนที่ 1: เส้นทางพบกันบนรางเหล็ก
แสงไฟสลัวสีฟ้าจางสาดส่องลงมาทั่วตู้รถไฟเก่า เงามืดทอดยาวตามมุมที่นั่ง เสียงล้อเหล็กกระทบรางดังสนั่นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก้องกังวานอยู่ในความเงียบ
อาจารย์อิทธินั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้า เส้นผมยุ่งเหยิง เคราขาวปะปนดำ แววตาลึกซึ้งราวกับซ่อนความลับมานานนับร้อยปี เขานั่งหลังตรง มือวางประสานกันบนตัก ไม่ขยับไหว เหมือนรูปปั้นที่ถูกทิ้งไว้ในความมืด
ประตูตู้เปิดออกเบาๆ เสียงลมภายนอกพัดหวีดเข้ามา
ผู้หมวดสันติก้าวเท้าเข้ามา สวมเสื้อฮู้สีดำคลุมศีรษะ เงาบดบังครึ่งใบหน้า เหลือเพียงแววตาคมกริบที่กวาดสายตามองไปทั่ว ก่อนจะหยุดนิ่งลงที่ร่างของอาจารย์อิทธิ
ชั่ววินาทีที่สายตาประสานกัน ความระแวงก็เปลี่ยนเป็นความแน่ใจทันที
สันติไม่พูดไม่จา ก้าวเท้ากระโจนเข้ามาด้วยความเร็วสูงสุด กำหมัดแน่นจนขาวซีด ท่าทางราวกับจะฟาดฟันให้ล้มลงตรงนั้น
“หยุด!” อาจารย์อิทธิลืมตาขึ้นช้าๆ เสียงเรียบแต่หนักแน่นจนสั่นสะเทือนในอากาศ
แต่สันติไม่ฟัง หมัดแรกพุ่งเข้าหน้าอกตรงๆ ด้วยแรงสะสมทั้งตัว
ปึ้ง!
เสียงดังอู้อี้ก้องกังวาน หมัดของสันติเหมือนชนเข้ากับกำแพงลมที่มองไม่เห็น แรงกระแทกย้อนกลับมาทันทีจนมือเขาชาไปทั้งแขน ร่างต้องถอยหลังสามก้าว กระแทกพนักเก้าอี้จนลั่น
ดวงตาสันติเบิกกว้าง ด้วยความไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“… ทำอะไรลงไป? กูไม่เห็นขยับตัวแม้แต่นิดเดียว!”
อาจารย์อิทธิยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เพียงแค่สายตาเข้มขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าคิดว่าแค่กำลังกายกับกฎหมายที่ถือสิทธิ์ มันจะจับสิ่งที่กูถือได้ ก็ผิดแล้ว”
“ผิดงั้นเหรอ!” สันติคำราม เขาก้าวเท้าเข้ามาใหม่ คราวนี้ใช้เท้ากวาดล่างตามด้วยหมัดซ้ายขวาถี่ถี่ราวกับสายฝน “กูจะดูให้รู้ว่า พลังอะไรก็ตาม ถ้ามันทำร้ายคน กูต้องหยุดมันให้ได้!”
หมัดและเท้าทุกท่วงท่าล้วนแม่นยำและรุนแรง แต่ทุกครั้งที่จะถึงตัว อาจารย์อิทธิเพียงแค่กระดิกนิ้วหรือแกว่งมือเบาๆ พลังงานลมที่มองไม่เห็นก็เบี่ยงเบนแรงทั้งหมดออกไป บางครั้งผลักให้สันติเสียหลัก บางครั้งก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนต่อสู้กับเงาของตัวเอง
“ท้าทายกูงั้นเหรอ?” อาจารย์อิทธิพูดขึ้น น้ำเสียงยังสงบแต่แฝงความกดดัน “กูบอกให้นั่งฟังดีๆ แต่เลือกทางสู้ งั้นกูจะทำให้รู้ว่า กายศาสตร์ มนต์ขลัง พวกนี้ มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น”
จังหวะหนึ่งที่สันติพุ่งเข้ามาใกล้ที่สุด อาจารย์อิทธิจึงยกมือขึ้นมาชี้ไปที่หน้าอกเบาๆ มีแสงจางๆ สีฟ้าซีดลอดออกมาจากปลายนิ้ว
วูบ!
สันติรู้สึกเหมือนถูกเข็มไฟจิ้มเข้าไปที่กลางอก แรงสะเทือนแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายจนขาไม่มีแรงยืน เขาถอยหลังก้าวแล้วก้าวเล่า จนถึงที่นั่งด้านหลัง แล้วทรุดลงนั่งกับพื้น หอบหายใจแรง มือจับที่หน้าอกด้วยความเจ็บแปลบ
“… ใช้เวทมนตร์จริงๆ เหรอ?” สันติถามด้วยเสียงสั่น ไม่ใช่จากความกลัว แต่จากความตื่นตระหนกในสิ่งที่เห็น
อาจารย์อิทธิลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวเท้ามาใกล้ทีละนิด ท่ามกลางแสงสลัวและเงามืดที่ปกคลุม
“กูเรียกมันว่า กายศาสตร์ คือการควบคุมพลังงานในตัวและสิ่งแวดล้อม ส่วนมนต์ดำที่ตามหา มันคือการดึงเอาพลังนั้นมาใช้ในทางที่ผิด แลกด้วยวิญญาณและกรรมของตัวเอง”
เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าสันติ มองลงมาด้วยสายตาลึกซึ้ง
“ท้าทายกูด้วยความไม่รู้ คิดว่าทุกอย่างต้องมีเหตุผลที่วัดได้ นับได้ แต่โลกใบนี้มันมีอะไรมากกว่าที่ตามองเห็น สิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งความตายที่หาสาเหตุไม่ได้ เหตุร้ายที่อธิบายไม่ออก ล้วนเกี่ยวพันกับมนต์ดำและคาถาที่สืบทอดกันมานาน”
สันติเงยหน้ามอง กำหมัดแน่นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อจะสู้ แต่เพื่อกดความรู้สึกให้มั่นคง
“ถ้ารู้เรื่องนี้ทั้งหมด… ทำไมไม่หยุดมันเอง?”
“เพราะกรรมมันต้องชำระตามวิถีของมัน” อาจารย์อิทธิตอบ “กูห้ามได้ แต่ไม่ใช่ทางที่ถูก ถ้าอยากรู้ อยากเข้าใจ และอยากหยุดความชั่วที่กำลังจะลุกลาม ต้องเรียนรู้ที่จะมองเห็นมันให้ออกเสียก่อน ไม่ใช่แค่พุ่งเข้าไปสู้แบบคนตาบอด”
เขายื่นมือออกมาช้าๆ ให้สันติจับ
“ถ้ายังมีความกล้าพอที่จะเผชิญกับสิ่งที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ของมนุษย์… ลุกขึ้นมาเถอะ การต่อสู้ครั้งใหญ่ที่เรียกว่า ศึกเจ้าจอมขมังเวทย์ มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น”
สันติจ้องมือที่ยื่นมา ก่อนจะมองหน้าชายชราคนนั้นแน่วแน่ สุดท้ายเขาก็ยกมือขึ้นมาจับแน่น ดึงตัวเองลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ท่ามกลางแสงสลัวของตู้รถไฟที่แล่นตัดผ่านความมืด
“กูจะรู้ให้หมด… ไม่ว่าจะเป็นกายศาสตร์ มนต์ดำ หรือกรรมใดๆ กูจะไม่ยอมให้มันทำร้ายคนอื่นได้อีกต่อไป”
รถไฟยังคงแล่นต่อไปข้างหน้า มุ่งสู่จุดหมายที่ไม่อาจคาดเดา สองมือที่เคยเกือบจะต่อสู้กันจนถึงที่สุด บัดนี้จับกันแน่น เพื่อเดินหน้าสู่ความจริงที่ซ่อนอยู่ในความมืด