การใช้ชีวิตต่อไปยังไงเมื่ออยากจะหลุดพ้น?

ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ ขอบคุณที่คลิกเข้ามา บางทีคุณกำลังผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไม่ว่าจะเป็นการหย่าร้าง การเลิกรา การเจ็บป่วย หรือบางทีมันก็ค่อยๆ ซึมเข้ามาโดยที่ไม่ทันรู้ตัว คุณอาจรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ ไม่เป็นที่รัก ไร้คุณค่า หรือความคิดเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในหัว
ไม่หยุด บางคนอาจยังไม่ถึงขั้นนั้นแต่ก็มีความคิดอยากหลุดพ้นจากทุกสิ่งโผล่ขึ้นมาเป็นครั้งคราวและนั่นก็โอเค ความคิดเหล่านี้พบได้บ่อยกว่าที่คิดแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่เจ็บปวด มันกระทบการนอนหลับ มันทำให้เราตั้งคำถามกับทุกอย่าง และมันเจ็บจริงๆ

การฆ่าตัวตายเป็นเรื่องที่พูดถึงได้ยาก มันเกิดขึ้นบ่อยพอที่จะส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างเราเกือบทุกคนแต่ก็ไม่บ่อยพอที่เราจะเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้ ไม่ค่อยมีการทิ้งจดหมายไว้ และยิ่งน้อยกว่านั้นที่จดหมายเหล่านั้นจะอธิบายสภาวะจิตใจได้จริงๆ คนที่จากไปเคยมีเสียง มีเสียงหัวเราะ
มีรอยยิ้ม มีร่างกาย แล้วก็หายไป ทิ้งให้คนที่อยู่เบื้องหลังพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ความโดดเดี่ยว ความละอาย ความเจ็บปวดในจิตใจ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราพบเสมอ และความจริงอันโหดร้ายคือการตัดสินใจครั้งนั้นเกิดจากการรวมกันของชีววิทยา สังคม และสภาวะจิตใจ
มันไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว ใครจะบอกได้ว่าความเจ็บปวดของคนอื่นนั้น "ทนได้" หรือ "ผ่านได้" ไม่มีใครรู้หรอกอย่างที่ David Foster Wallace เคยบอกไว้ว่าคนที่คิดอยากจบชีวิตไม่ได้ต้องการความตายแต่ต้องการอิสรภาพจากความเจ็บปวด
การมีชีวิตอยู่เหมือนอยู่ในบ้านที่กำลังไฟไหม้ คุณจะเลือกถูกไฟคลอกหรือกระโดดออกไปและนั่นทำให้ความว่างเปล่ารู้สึกเหมือนเป็นทางออกเดียว

สิ่งแรกที่อยากให้จำไว้คือคุณมีทางเลือก การจบชีวิตตัวเองเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่มันเป็นทางเลือกถาวรสำหรับปัญหาที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดในชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง การตัดสินใจถาวรโดยคิดว่า "ทุกอย่างจะแย่ลงแน่ๆ" คือการอ้างว่าตัวเองรู้อนาคตได้ ซึ่งไม่มีใครทำได้ คุณอาจจะถูกก็ได้ แต่จากตำแหน่งที่จำกัดของเราในฐานะมนุษย์ที่ดิ้นรนอยู่ในปัจจุบัน มันอาจคุ้มค่าที่จะลองจดทางเลือกอื่นๆ ลงไปดูก่อน ขอแค่อยู่ต่อไปอีกหนึ่งวัน แค่นั้นพอ คิดทบทวนอีกครั้ง จดสิ่งอื่นที่อาจช่วยแก้ปัญหาได้ลงไป ไม่ต้องตัดสินใจอะไรตอนนี้

ความเจ็บปวดมันหนักมาก ทุกวันมันหนักอึ้ง และการนั่งจดรายการอะไรบางทีก็รู้สึกไร้สาระ นั่นแหละคือสัญญาณว่าถึงเวลาต้องพูดกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ญาติ สายด่วนให้คำปรึกษา หรือใครก็ได้ที่มีลมหายใจและรับรู้ความรู้สึกได้ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าหนึ่งในปัจจัยหลักที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายคือการขาดแรงสนับสนุนทางสังคม และการไม่ยอมเปิดเผยตัวเอง เราไม่อยากเล่าความลับเพราะกลัวว่าคนอื่นจะตัดสิน แต่รู้ไหม ถ้าคุณกำลังคิดจะจบชีวิต คุณอาจกำลังตัดสินตัวเองหนักกว่าคนอื่นทุกคนอยู่แล้ว ลองส่งข้อความหรืออีเมลหาใครสักคนดู ผลที่ได้คือ win-win เสมอ ไม่ว่าความลับนั้นจะเป็นเรื่องเล็กน้อยกว่าที่คิดหรือคุณจะได้รับการรับฟังและเข้าใจก็ตามการเปิดเผยตัวเองช่วยลดความละอายและป้องกันความโดดเดี่ยวได้จริงๆ

อีกสิ่งที่สำคัญมากคือการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่เกิดจากแรงกระตุ้นชั่วคราว ไม่ใช่การวางแผนยาวๆ เมื่อเราอยู่ในสภาวะที่ควบคุมตัวเองได้ยาก โกรธ สิ้นหวัง หรือมึนเมา การตัดสินใจอย่างมีสติกลายเป็นเรื่องยากมาก แอลกอฮอล์มีส่วนในการเสียชีวิตลักษณะนี้อย่างมาก มันทำให้ชา ลดการยับยั้งชั่งใจ และเพิ่มความก้าวร้าว แต่ก็เข้าใจว่าสำหรับหลายคน มันคือสิ่งเดียวที่พอจะพยุงตัวเองไว้ได้ จำไว้ว่าการดื่มไม่ใช่ความชั่วร้าย มันคือวิธีเอาตัวรอดในแบบที่ทำได้ตอนนั้น แต่ตอนนี้มันอาจไม่ได้ผลแล้ว ไม่ต้องหนีจากมัน แค่วางแก้วลงชั่วคราวก็พอ

เมื่อผ่านคืนที่หนักที่สุดมาได้แล้ว ก็ถึงเวลาคิดถึงการดูแลตัวเองในระยะยาว สิ่งแรกคือการตั้งชื่อสิ่งที่ทนไม่ไหว พูดถึงมันกับเพื่อนหรือนักบำบัด บ่อยครั้งที่ความคิดมืดๆ เกิดจากการที่เราไม่สามารถเป็นตัวเองได้ หรือใช้ชีวิตที่อยากใช้ได้จริงๆ
นักจิตวิทยาบอกว่ามีสามสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตที่คุ้มค่าจะมีอยู่ ได้แก่ อิสรภาพในการเลือกใช้ชีวิตของตัวเอง การเชื่อมต่อกับคนรอบข้าง และความรู้สึกว่าตัวเองทำบางอย่างได้ดี ลองถามตัวเองว่าคุณกำลังใช้ชีวิตที่คุณอยากใช้จริงๆ ไหม ชีวิตที่ดีสำหรับคุณหน้าตาเป็นยังไง แล้วมันต่างจากชีวิตตอนนี้แค่ไหน อย่าปิดตัวเองจากคนอื่น เราต้องการกัน และลองหาสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน สมัครคลาสเรียน ซื้อสี ทำอะไรก็ได้เพื่อตัวเองล้วนๆไม่ใช่เพื่อคนอื่น

ซึมเศร้า วิตกกังวล การติดสารเสพติด และ PTSD มีบทบาทอย่างมากในการฆ่าตัวตาย การรักษาปัญหาที่ต้นเหตุเป็นเรื่องสำคัญมากถ้ามีกำลังทรัพย์ก็ทำให้มันเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ถ้าไม่มี ลองหาทรัพยากรในชุมชน การตั้งชื่อปัญหาช่วยให้มันชัดขึ้นและการพูดถึงมันก็ช่วยลดความรู้สึกสิ้นหวังได้ ใช่ คุณอาจรู้สึกแปลก หรือกลัวการถูกตีตราแต่ความจริงคือคนส่วนใหญ่ล้วนดิ้นรนกับบางอย่างอยู่ ไม่มีใครที่เรียกว่า "ปกติ" อย่างแท้จริง ยาก็มีส่วนช่วยได้สำหรับบางคน ปรึกษานักบำบัดหรือแพทย์ดูว่ามีอะไรที่เหมาะกับคุณบ้าง

คำถามที่หลายคนถามคือทำไมต้องสู้ต่อ ทำไมต้องอดทน และความจริงคือไม่มีใครตอบแทนคุณได้ Victor Frankl นักจิตวิทยาและผู้รอดชีวิตจากโฮโลคอสต์บอกว่า เราไม่ได้ถามชีวิตว่าความหมายของชีวิตคืออะไร แต่ชีวิตต่างหากที่ถามเราว่าความหมายของชีวิตเราคืออะไร และชีวิตก็ถามเราในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าหัวใจจะแหลก ไม่ว่าจะเมาค้าง ไม่ว่าจะหลงทาง คนที่อยู่ในความมืดรู้จักคำถามนี้ดีกว่าใคร และอาจอยู่ใกล้ความจริงของชีวิตมากกว่าที่คิด แต่บ่อยครั้งในสภาวะนั้น จิตใจเราถูกบีบแคบลงจนมองไม่เห็นอะไรนอกจากความเจ็บปวด งานวิจัยจาก Lancet พบว่าผู้รอดชีวิตจากการพยายามฆ่าตัวตายหลายคนบอกว่าสิ่งที่ทำให้หยุดคือความคิดถึงคนที่รัก แม้แต่สัตว์เลี้ยง บางครั้งแค่เสียงหรือแสงที่ปรากฏขึ้นมาก็พอ สัญญาณเล็ก ๆ ที่บอกว่ายังไม่ใช่ตอนนี้ อย่างที่ Juan de la Cruz บอกไว้ว่า จิตวิญญาณก้าวหน้าได้มากที่สุดเมื่อเดินในความมืดโดยไม่รู้ว่าทางอยู่ที่ไหน การมีชีวิตอยู่คือการออกเดินทางหาความหมายนั้นเอง

สุดท้ายแล้ว สิ่งเดียวที่อยากให้จำจากบทความนี้คือ พูดกับใครสักคน ความคิดอยากจบชีวิตพบได้บ่อยมาก คนส่วนใหญ่เคยผ่านความคิดมืด ๆ มาแล้ว คุณไม่ต้องทนคนเดียว ไม่มีใครที่แก้ไขไม่ได้ ไม่มีใครที่พังจนเกินซ่อม ใช่ เราทุกคนได้รับความเสียหายจากยีน จากอดีต จากอนาคต หรือจากการขาดมัน แต่ความเสียหายเดียวกันนั้นแหละที่สอนเราให้หาความหมาย ความสมบูรณ์ การสร้างสรรค์ และปัญญา ความทุกข์คือครูโบราณ ไม่ใช่สิ่งที่ควรปรารถนา แต่เมื่อมันมาเคาะประตู เราก็เผชิญมันด้วยความเงียบและความเข้มแข็ง คุณแข็งแกร่งพอ ก็ในเมื่อคุณอยู่มาถึงตรงนี้ได้แล้วนี่ แล้วทำไมถึงไม่ลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปล่ะ?

อย่างที่ Leonard Cohen พูดไว้ได้ดีที่สุดว่า "มีรอยแตกในทุกสิ่ง นั่นแหละคือทางที่แสงสว่างจะเข้ามา"

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะครับบ

Credit: https://www.youtube.com/@Sisyphus55
Origin: https://www.youtube.com/watch?v=sSo2b4y5nnA&t=72s
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่