“วิโรจน์” เปรียบศึกมหาดไทยคล้าย “ตู่-ป้อม” หักกันเพราะลูกน้องสนิท
.
.
รองหัวหน้าพรรคประชาชน วิเคราะห์รอยร้าวในมหาดไทย เข้าข่ายฝีกลัดหนอง เปรียบเทียบอดีต 2 ป. ที่แตกหักเพราะคนสนิท
.
วันที่ 26 มิถุนายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งภายในกระทรวงมหาดไทยของกลุ่มการเมืองค่ายสีน้ำเงิน โดยระบุว่า
.
เรื่องนี้จำเป็นต้องเร่งเคลียร์ใจกันโดยด่วน ไม่อย่างนั้นจะทำงานร่วมกันลำบาก ซึ่งตามปกติแล้วเวลาที่ผู้มีอำนาจระดับแกนนำเกิดการหักกันจนยอมกันไม่ได้ มักจะมีชนวนเหตุมาจาก "ลูกน้องคนสนิท" ทั้งสิ้น
.
นายวิโรจน์ ได้หยิบยกกรณีศึกษาในอดีตระหว่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สุดท้ายต้องแยกทางกันเดิน ส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องของคนสนิท พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวและเสียงร่ำลือในกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ที่ถูกมองว่าเติบโตมาโดยได้รับการสนับสนุนจากนายเนวิน ชิดชอบ จนมีพฤติกรรมในหลายเหตุการณ์ที่ทำลักษณะข้ามหัว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย อีกทั้งเมื่อมีการตักเตือนก็ไม่ฟัง แต่อาศัยการต่อสายให้แบ็กหลังม่านที่นายอนุทินเกรงใจโทรมาเคลียร์เบิ้ลกลับ ซึ่งหากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ตนรู้สึกเห็นใจนายอนุทินที่ต้องเจอกับการทำงานที่ไม่เป็นมืออาชีพเช่นนี้
.
นายวิโรจน์มองว่า ศึกสายเลือดสีน้ำเงินรอบนี้อาจจะยังไม่ถึงขั้นจุดแตกหักในทันที แต่จะเป็นเหมือน "ฝีกลัดหนอง" ที่สะสมความขัดแย้งไปเรื่อย ๆ เพราะนายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีจะปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างไร หากมีมือที่มองไม่เห็นคอยสั่งการข้ามหัว และมีข้าราชการที่ไม่ฟังผู้บังคับบัญชาโดยตรง ทั้งที่หากเกิดความผิดพลาดในการบริหารประเทศ คนที่ต้องรับผิดชอบคือคนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่คนที่อยู่หลังม่าน
..
“ถ้าเคลียร์กัน 2-3 รอบแล้วยังไม่จบ เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาไม่เผาผีกัน สุดท้ายมันจะทำงานต่อกันลำบากมาก และนี่คือสัญญาณอันตรายของรัฐบาล เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่อยากปลดลูกน้องคู่ใจที่เป็นมือเป็นเท้าของตัวเองออกทั้งคู่” นายวิโรจน์ กล่าว
.
รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเน้นย้ำว่า หากเรื่องร่ำลือนี้เป็นความจริง ตำแหน่งที่มีจำกัดจะกลายเป็นการชนกันระหว่าง "มุ้งนายเนวิน" และ "มุ้งนายอนุทิน" เปรียบเหมือนเสือสองตัวที่อยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ เป็นเรื่องที่น่ากังวลและน่าผิดหวังที่แทนจะเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง แต่กลับขัดแย้งกันเองจนชาวบ้านต้องมองตาปริบ ๆ ขณะที่ข้าราชการน้ำดีที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตก็วางตัวลำบากบนความขัดแย้งของสีน้ำเงินหลายเฉด ไม่ว่าจะเป็นน้ำเงินผู้รับเหมา หรือน้ำเงินปราสาทสายฟ้า
.
“เดาจุดจบไม่ได้เลยถ้าเคลียร์ไม่จบ มันจะเกิดการบ่อนทำลายกันเองไปเรื่อย ๆ แบบสนิมเกิดจากเนื้อในตน แต่มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า มุ้งนายอนุทินก็จะแทงมุ้งนายเนวิน มุ้งนายเนวินก็จะแทงมุ้งนายอนุทิน แล้วคราวนี้ข้อมูลลับต่าง ๆ จะไหลออกมาเละตุ้มเป๊ะ เพราะถ้าเป็นเรื่องของอีโก้และผลประโยชน์แล้ว มันไม่มีใครยอมใครแน่นอน” นายวิโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย
.
.
“โรม” นำทีม กมธ.กฎหมายฯ ลุย “ทับลาน-วังน้ำเขียว” 3 ก.ค. เปิดเวทีที่ดินทับซ้อนอุทยาน
https://www.thairath.co.th/news/politic/2942413
.
กมธ.กฎหมาย เตรียมยกคณะลงพื้นที่วังน้ำเขียว เปิดเวทีรับฟังเสียงชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ปลดล็อคข้อกฎหมายที่ดินทับซ้อนอุทยาน
.
วันที่ 27 มิถุนายน 2569 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ เตรียมเดินทางลงพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ในวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อศึกษาดูงานในหัวข้อ "การรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนและการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน" การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชน ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับผลกระทบจากการถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ทับซ้อน ตลอดจนศึกษาข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์และการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เพื่อนำไปสู่การหาทางออกที่สมดุลและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
.
สำหรับกำหนดการของคณะกรรมาธิการฯ ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ได้วางไว้อย่างกระชับและเน้นการปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยเวลา 12.00 - 14.00 น. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน ณ ศาลาประชาคม หมู่ที่ 1 บ้านไทยสามัคคี ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา โดยมุ่งเน้นการเก็บข้อมูลปมปัญหาข้อกฎหมายและผลกระทบเรื่องที่ดินทับซ้อนโดยตรงจากชาวบ้านในพื้นที่ เวลา 14.00 - 15.30 น. คณะกรรมาธิการฯ จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม สังเกตการณ์ และตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่จริง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและข้อมูลเชิงลึกในมิติต่าง ๆ
.
การเคลื่อนไหวของคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ภายใต้การนำของนายรังสิมันต์ โรมในครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นที่สังคมและภาคประชาสังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นการนำความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมานานระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนในพื้นที่อุทยานฯ ทับลาน เข้าสู่กลไกการตรวจสอบที่โปร่งใสของสภาผู้แทนราษฎร
.
ทั้งนี้ หลายฝ่ายกำลังติดตามอย่างต่อเนื่องว่า ข้อมูลจากการลงพื้นที่จริงและเสียงสะท้อนของชาวบ้านที่อำเภอวังน้ำเขียวในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ จะถูกนำไปยกระดับสู่การแก้ไขกฎหมายหรือการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาระดับชาติต่อไปอย่างไร
.
.
ปชน. พบ 3 ช่องโหว่ งบประมาณเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รัฐบาลบอกหนุนแต่กลับตัดแหลก
https://www.thairath.co.th/news/politic/2942381
.
พรรคประชาชนจัดงาน Creative Budget Hack เกาะติดงบประมาณเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปี 70 “สส.อิสริยะ” เผยพบ 3 ช่องโหว่หลัก รัฐบาลประกาศหนุนแต่กลับตัดงบแหลก-จัดงบไม่ถึงมือคนทำงานสร้างสรรค์ เสนอ 3 แนวทางยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยอย่างมียุทธศาสตร์
.
วันที่ 27 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนจัดงาน “Creative Budget Hack: อนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยในงบประมาณ 2570” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบและสะท้อนมุมมองต่อการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เพื่อนำข้อค้นพบไปขับเคลื่อนและอภิปรายต่อในสภาผู้แทนราษฎร
.
โดย นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 พบว่าทุกหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ถูกปรับลดงบประมาณพร้อมกัน
.
กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเคยเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสูงที่สุดเกือบ 9,500 ล้านบาทในช่วงปี 2568–2569 แต่ในปีงบประมาณ 2570 กลับถูกปรับลดลงอย่างมาก ขณะที่งบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ในส่วนของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) และสถาบันอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (GIT) ซึ่งที่ผ่านมาอยู่ในระดับค่อนข้างทรงตัว ก็ถูกปรับลดลงเช่นกัน
.
นอกจากนี้ งบประมาณของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 ขณะที่งบของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) และ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) (OKMD) ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลประกาศว่าจะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ก็ลดลงต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
.
ภาพรวมของงบประมาณปี 2570 คือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถูกปรับลดพร้อมกัน คิดเป็นวงเงินรวม 2,877 ล้านบาท นายอิสริยะจึงตั้งคำถามว่า รัฐบาลนำงบประมาณส่วนนี้ไปลงทุนในด้านใดที่ให้ผลตอบแทนหรือความคุ้มค่ามากกว่า หรือเป็นเพียงการตัดลดงบประมาณโดยไม่มีแผนรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศในระยะต่อไป งบประมาณด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของไทยมีอยู่ 3 ช่องโหว่หลัก
.
ช่องโหว่แรก “ประกาศสนับสนุน แต่ไม่ให้งบ” แม้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีประกาศสนับสนุนเต็มที่ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในฐานะหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ แต่กลับตัดงบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ลดลง 25.4% สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ลดลง 38.6% ทั้งที่เป็นหน่วยงานสำคัญในการผลักดันแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก
.
ช่องโหว่ที่สอง “งบกระจัดกระจาย ขาดยุทธศาสตร์ร่วม” งบประมาณกว่า 17,000 ล้านบาท กระจายอยู่ใน 6 กระทรวง ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบภาพรวมหรือยุทธศาสตร์ระดับชาติ ทำให้แต่ละหน่วยงานทำงานแยกส่วน ขาดการบูรณาการและการวัดผลร่วมกัน
.
ช่องโหว่ที่สาม “งบไม่ถึงมือผู้สร้างสรรค์” ส่วนใหญ่ถูกใช้กับโครงสร้างหน่วยงานมากกว่า โดยสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมได้รับงบเพิ่ม 6.8% แต่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ซึ่งส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยโดยตรง กลับถูกตัดงบ 15.9%
.
นายอิสริยะกล่าวต่อว่า หากพรรคประชาชนเป็นผู้จัดทำงบประมาณด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะออกแบบการใช้งบประมาณอย่างมียุทธศาสตร์และมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ด้วย 3 แนวทาง
.
1. กำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก จัดตั้ง National Creative Economy Board ที่มีอำนาจจัดสรรงบประมาณข้ามกระทรวง วางยุทธศาสตร์ร่วม และปรับโครงสร้างการทำงาน เพื่อให้ทุกเม็ดเงินถูกใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จริง ไม่ใช่หมดไปกับค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร
.
2. ส่งงบประมาณถึงมือผู้สร้างสรรค์โดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปิน นักออกแบบ และผู้ประกอบการอิสระ ยื่นขอรับการสนับสนุนได้โดยตรง ลดขั้นตอนการอนุมัติ พร้อมกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่โปร่งใส วัดผลจากการเติบโตของ GDP ภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์และมูลค่าการส่งออก ไม่ใช่เพียงจำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้น
.
3. ปรับแบรนด์ประเทศไทยและกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น ด้วยการผลักดันภาพลักษณ์ Spicy Thailand ให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ความคิดสร้างสรรค์เติบโตได้ภายใต้เสรีภาพในการแสดงออก พร้อมดึงอัตลักษณ์และเสน่ห์ของแต่ละชุมชนมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้วัฒนธรรมไทยที่หลากหลายเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและระดับโลก
JJNY : 5in1 “วิโรจน์”เปรียบศึก มท.│โรมนำทีมเปิดเวทีที่ดิน│ปชน.พบ 3 ช่องโหว่│ปชน.ชวนปชช.ใช้สิทธิ│เยอรมนีอุณหภูมิแตะ 41
.
.
.
ปชน. พบ 3 ช่องโหว่ งบประมาณเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รัฐบาลบอกหนุนแต่กลับตัดแหลก
https://www.thairath.co.th/news/politic/2942381
.