EV ในโตเกียวขายดีเกินคาด! รัฐบาลท้องถิ่นทุ่มเพิ่ม 8.3 พันล้านเยน อัดฉีดส่วนลดเพิ่ม

มีข่าวจากวงการรถ EV ฝั่งญี่ปุ่นมาเล่าให้ฟังครับ คือถ้าเราดูภาพรวมทั้งประเทศญี่ปุ่น ยอดขายรถไฟฟ้า (BEV) อาจจะดูโตเอื่อยๆ อยู่ที่ประมาณ 2.5% จนหลายคนคิดว่าตลาดนี้คงเข็นไม่ขึ้นและคนญี่ปุ่นคงไม่เอา EV แน่นอน แต่ตัดภาพมาที่ "กรุงโตเกียว" ตอนนี้กลายเป็นว่า EV ขายดีเกินคาดครับ! คนเมืองแห่ซื้อกันดุมากจนงบประมาณอุดหนุนก้อนแรกที่รัฐบาลท้องถิ่นตั้งไว้ทำท่าจะเกลี้ยงและหมดเร็วกว่ากำหนด
          ล่าสุดรัฐบาลท้องถิ่นกรุงโตเกียว (TMG) เลยอยู่เฉยไม่ได้ เพิ่งเคาะอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมก้อนใหญ่ 8.3 พันล้านเยน เข้ามาโปะเพื่อขยายเพดานเงินอุดหนุน (Subsidy) เอาใจคนกรุง โดยปรับเพิ่มส่วนลดให้อีก 300,000 เยน ส่งผลให้เพดานเงินสนับสนุนเฉพาะฝั่งโตเกียวพุ่งแตะ 1,300,000 เยน (ประมาณ 3 แสนกว่าบาท) เข้าไปแล้วสำหรับรถ EV และสูงสุด 1.15 ล้านเยนสำหรับ PHEV โดยมาตรการนี้จะเริ่มใช้กับรถที่จดทะเบียนตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2026 นี้เลย
          แถมความพีคคือ เงินก้อนนี้มันสามารถเอาไป "ทบยอดซ้อน (On top)" กับเงินอุดหนุนของรัฐบาลกลางญี่ปุ่น (METI) ได้อีกต่อหนึ่งด้วย!
ถ้าลองคำนวณดูเล่นๆ อย่างกรณี Toyota bZ4X (รุ่นปรับปรุงล่าสุด) ราคาตัวรถที่ญี่ปุ่นอยู่ราวๆ 4.8 ล้านเยน พอหักส่วนลดทั้งสองเด้งรวมกันสูงสุดถึง 2.6 ล้านเยน (รัฐบาลกลาง 1.3 ล้าน + โตเกียว 1.3 ล้าน) ปรากฏว่าราคาจ่ายจริงหน้าร้านลดฮวบเหลือแค่ประมาณ 2.2 ล้านเยน (คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 5 แสนบาทนิดๆ เองครับ) หั่นราคาลงมาเกือบครึ่งนึงเลย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนโตเกียวถึงแห่ไปซื้อกันจนงบแตก
          แต่จุดที่ผมมองว่าแสบมาก และอยากมาชวนคุยคือ "ไส้ในของเกณฑ์การให้เงินอุดหนุนรอบนี้" ครับ
เพราะรอบนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเขาเปลี่ยนเกณฑ์ใหม่ ไม่ได้ดูแค่สเปกแบตเตอรี่หรือระยะทางของรถอย่างเดียวแล้ว แต่หันไปให้คะแนนเรื่อง "Green Transformation (GX)" และการทำประโยชน์ให้สังคมญี่ปุ่น ซึ่งเน้นประเมินจาก
1. จำนวนสถานีชาร์จ Fast Charge ที่ค่ายรถคอยลงทุนสร้างไว้ในประเทศญี่ปุ่น
2. เครือข่ายศูนย์บริการหลังการขาย ช่างซ่อม และความพร้อมของซัพพลายเชน
3. ระบบ V2X หรือความสามารถในการจ่ายไฟกลับเข้าบ้านเวลาเกิดภัยพิบัติ/แผ่นดินไหว
          พอเกณฑ์ออกมาแบบนี้ ค่ายเจ้าถิ่นอย่าง Toyota, Nissan, Honda รวมถึงค่ายนอกที่วางโครงสร้างพื้นฐานไว้ก่อนอย่าง Tesla เลยได้แต้มเต็มๆ คว้าเงินอุดหนุนไปเต็มเพดาน ในขณะที่ค่ายรถจีนอย่าง BYD (รวมถึงแบรนด์หน้าใหม่อื่นๆ) กลับโดนหั่นคะแนนในส่วนโครงสร้างพื้นฐานนี้ลงไปเยอะมาก
ส่งผลให้รถของ BYD อย่าง Atto 3 หรือ Dolphin ได้รับเงินอุดหนุนเฉลี่ยเหลือแค่ 3.5 - 4.5 แสนเยน เท่านั้นเอง (ต่างกับค่ายญี่ปุ่นที่ได้ 1.3 ล้านเยน ถึงเกือบ 3 เท่า!) จนตอนนี้นายใหญ่ของ BYD Japan ถึงกับต้องออกมาตั้งคำถามเลยว่า เกณฑ์แบบนี้มันเลือกปฏิบัติเพราะสัญชาติของแบรนด์หรือเปล่า?
เพราะกลายเป็นว่าสิทธิประโยชน์ที่ต่างกันขนาดนี้ ทำให้ข้อได้เปรียบเรื่อง "ราคาถูก" ของค่ายจีนในตลาดญี่ปุ่นแทบจะหายวับไปกับตาเลย พอหักส่วนลดแล้ว bZ4X ดันราคาถูกกว่า Atto 3 ซะงั้น!
          ส่วนตัวผมมองว่า เกมนี้รัฐบาลญี่ปุ่นใช้เงินภาษีมาตั้งกำแพงอุ้มแบรนด์บ้านตัวเองได้เนียนมาก หน้าฉากคือดันยอดขายในเมืองใหญ่ให้โตตามเป้าที่จะเปลี่ยนเป็นรถไร้มลพิษในปี 2030 แต่หลังฉากคือบีบให้ค่ายนอกต้องยอมควักกระเป๋าลงทุนสร้าง Infra (สถานีชาร์จ/ศูนย์บริการ) ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ไม่งั้นก็ไม่มีสิทธิ์ไปสู้ราคาด้วย

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่