"ลาวไม่กินกะทิ" นั่นทำให้อาหารและขนม ของทางเหนือ ล้านต้ง ล้านนา ถ้าไม่รับมาจากชาติพันธุ์อื่น หรือเพิ่งรับอิทธิพลจากสยาม (ภาคกลาง) มา ก็จะไม่มีกะทิ
การใส่มะพร้าวลงไป จะเป็นลักษณะมะพร้าวขูด ด้วยที่ขูดมือ หรือเป็นกระต่ายขูดมะพร้าว ซึ่งภาษาเหนีย กำเมียง จะฮ่องว่า "แมวขูดบะป้าว"
เรื่องข้าวเหนียวมะม่วง ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกคนประเทศลาวเคลม
หลายปีก่อน มีนักวิชาการคนไทยท่านนึง ได้ให้ข้อสังเกตคร่าว ๆ ว่า ถ้ากินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก ขนมมักจะทำจากข้าวเจ้า ถ้ากินข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก ขนมมักจะทำจากข้าวเหนียว
ซึ่งข้าวเหนียวมะม่วง มีลักษณะเป็นของหวาน หรือขนม หรือของว่าง ตบท้ายของคาว
ซึ่งเหตุผลข้างต้น อาจจะใช้ไม่ได้กับปัจจุบัน ที่เรามีแป้งสารพัดชนิด ทำขนม ทำอาหาร ที่อยากกิน ได้ตลอดทั้งปี ไม่มีขาดแคลน นานาชาติ ฟิวชัน กันไปหมดแล้ว
ถ้าพูดถึงคำว่า "ข้าวมัน" ของภาคเหนือ จะหมายถึง "ข้าวเหนียวมูน" หรือข้าวเหนียวที่มันจากกะทิ หรือมะพร้าว ก่อนเลย ก่อนการมาถึงของ "ข้าวมันไก่"
คนเหนือ จะไม่เรียกข้าวเหนียว ว่า "ข้าวเหนียว" แต่เรียกเป็นคำกริยา ตามวิธีปรุง แยกเป็น "ข้าวนึ่ง" (ข้าวเหนียว) "ข้าวหุง" (ข้าวเจ้า) และ "ข้าวก่ำ" (ข้าวสีก่ำ หรือข้าวเหนียวดำ นำไปผสมกับข้าวขาวอีกที)
เดี๊ยนเพิ่งทราบจากรายการที่พูดถึงข้าวเหนียวดำว่า สมัยก่อนคนเหนือจะปลูกไว้ดักโรค ดักแมลง ถ้าแมลงลง จะลงข้าวก่ำก่อน อารามประมาณคนยุโรป ปลูกกุหลาบ เอาไว้คู่กับสวนองุ่น ถ้ามีศัตรูพืชลง จะลงที่กุหลาบก่อน เป็นต้น ทำให้สังเกตเห็นได้ง่าย
เพราะฉะนั้น คำว่า "ข้าวต้ม" สำหรับคนเหนีย ในอดีต จะหมายถึง "ข้าวต้มมัด" หรือ "ข้าวต้มผัด" เรียกเป็นคำสร้อยว่า "ข้าวหนม ข้าวต้ม" แต่ในปัจจุบัน คนจะนึกถึงอาหารจีน มากกว่า คือเป็นข้าวเจ้า
แต่คำว่า "ข้าวต้ม" ก็เป็นได้ทั้ง ข้าวนึ่ง และข้าวหุง ส่วน "ข้าวหลาม" แบบทางเหนือแท้ ๆ และดั้งเดิม จะมีเพียงแค่ กระบอกไม้ไผ่ พันธุ์ที่มี "เตี้ยข้าวหลาม" (เยื่อไม้ไผ่) กับข้าวเหนียวใหม่ หลังฤดูเก็บเกี่ยวในหน้าหนาว ที่ "หิงไฟ" (ผิงไฟ) "อังไฟ" และ "เผาข้าวหลาม" ไป
ข้าวเหนียวใหม่ ใส่ในกระบอกไม้ไผ่ แช่น้ำไว้ 1 คืน รุ่งเช้าเอามาหลาม ข้าวเหนียวกินเป็นข้าวเปล่า จะไม่ใส่กะทิ ไม่ใส่น้ำตาล แต่ถ้าอยากกินหวาน จะเอาข้าวใหม่ ซึ่งมีความหอมในตัวเอง และจากเตี้ยข้าวหลาม มาจิ้มกับ "น้ำตาลทราย" กิน กินเป็นขนม
ส่วน "ข้าวเหนียวปิ้ง" ภาษาเหนีย บ้านเดี๊ยน จะเรียกว่า "ข้าวมันปิ้ง" สมัยก่อน คนขาย เขาทำแค่ไม่กี่ไส้ เดี๊ยนจะชอบไส้มันเทศ ซึ่งภาษาบ้านเดี๊ยน เรียกว่า "มันแกว"
ส่วน "มันแกว" ในภาษาไทยกลาง ภาษาเหนีย จะเรียกต่างกันไป ตามแต่ละท้องถิ่น อย่างบ้านเดี๊ยนจะเรียกว่า "มันแกวละแวก" เข้าใจว่าอาจขึ้นฝั่งมาจากทางเขมร หรือรับมาจากเขมรก่อน ประมาณ "ดอกลั่นทม" (นครธม) หรือ "จุ๋มป๋าลาว"
มันแกวละแวก บางท้องถิ่น บางชาติพันธุ์ อาจจะเรียกว่า "มันแกวลาว" หรือ "บะขะตุ๋ม" ซึ่งทั้งมันเทศ และมันแกว เป็นพืชพื้นเมืองของทางทวีปอเมริกา
เดี๊ยนจำข้าวมันปิ้ง อีกไส้ไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน จะมีหลายไส้ คล้ายกับหน้าขนมครกในปัจจุบัน เช่น กล้วย ถั่วดิน (ถั่วลิสง) ถั่วเขียวกะเทาะเปลือก เผือก
(หั่นเต๋า หรือกวน) ฯลฯ
ทีนี้วกมาเรื่อง "ข้าวมัน" สรุปแล้ว ในภาษาเหนือ จะไปตรงกับภาษาไทยกลาง คือเมนู "ข้าวมันส้มตำ" ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่อาหารเหนือ อีกเหมือนกัน เพราะคนเหนือเรียก "ส้มตำ" ว่า "ตำส้ม" (คู่กับตำหวาน) หรือ "ตำบะ(ก้วย)เต้ศ" (ตำมะละกอ หรือตำบักหุ่ง)
สมัยก่อน ในตลาด "ข้าวมัน" จะมีเพียง 2 หน้า (2 topping) คือ "หน้าไข่" (ข้าวเหนียวสังขยา) และ "หน้าปลา" (หน้าปลาแห้ง) ปัจจุบันอาจมี "หน้ากลอย" แต่
ไม่มี (อาจจะมีค่ะ แต่เดี๊ยนลืม) "หน้ากะฉีก" (หน้ามะพร้าว
ผัดหวาน)
"หน้าปลา" จะประกอบไปด้วย ปลาแห้ง หอมแดงเจียว น้ำตาลทราย แล้วจะมีรสเค็มตัด เดี๊ยนไม่ทราบว่าเค็มจากปลา หรือใส่เกลือเพิ่ม แล้วก็ไม่ทราบว่าทำมาจากปลาอะไร
คนเหนือสมัยก่อน จะไม่มี "บะเต้าหน้าป๋า" (แตงโมหน้าปลาแห้ง) เป็นของมารู้จักสมัยหลัง รับมาจากภาคกลาง ว่าเป็นของกินหน้าร้อน ดับร้อน ญาติ ๆ กับ "ข้าวแช่"
ส่วน "ข้าวมันทุเรียน" ก็มีลักษณะเป็นน้ำ ๆ น้ำกะทิ ต้มกับเนื้อทุเรียน ดังที่ทราบกัน
"ข้าวมันบะม่วง" สมัยก่อน วิธีกิน จะราดน้ำกะทิ ลงบนข้าว เข้าใจว่าคนขายทำแยกเอาไว้ เพราะกะทิบูดเสียง่าย กะทิเสีย ยังเหลือข้าว แต่สมัยนี้ เห็นชาวต่างาติ นิยมราดน้ำกะทิลงบนเนื้อมะม่วงเลย และมี "ถั่วทอง" (ถั่วเขียวกระเทาะเปลือกคั่ว?) เป็น crumble หรือให้ crunchy แต่สมัยก่อน แถวบ้านเดี๊ยนจะไม่มีค่ะ
มะม่วง สมัยก่อน ไม่ทราบว่าพันธุ์ไหนนิยมกินคู่กับ "ข้าวมัน" หรือแค่สุก หวาน เป็นพอ กลิ่นฉุน หรือ มีเสี้ยน ก็ไม่เป็นไร และบ้านเดี๊ยนรู้จักพันธุ์ "อกร่อง" ก่อน "น้ำดอกไม้" แต่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าต้องกิน "อกร่อง" คู่กับ "ข้าวมัน" เพิ่งมาทราบในสมัยหลังนี่หละ
คนเหนือสมัยก่อน กินข้าวกับมะม่วง แต่กินเป็นมื้อหลัก ใช้มะม่วง พอให้กินข้าวลง จะเรียกว่า "กินข้าวกับบะม่วง(สุก)" เป็นอันเข้าใจตรงกัน จะไม่มีใครมาพูดว่า "กินข้าวกับข้าวนึ่งบะม่วง" แม้ภาคเหนือจะมี "ข้าวเหนียว" และมี "มะม่วง" (และมี "มะพร้าว")
คนไทยสมัยก่อน หรือวัฒนธรรมนาน้ำ ทั่วเอเชีย ให้ความสำคัญ และยกย่อง "ข้าว" มาก เคยดูรายการโกโกริโกะ เกมกึ๋ยส์: 1 เดือน 1 หมื่นเยน ของญี่ปุ่น มีดาราผู้เข้าแข่งขัน ที่มาจากครอบครัวชาวนา ทางบ้านก็พูดให้กำลังใจว่า "กินข้าวนะลูก จะได้มีกำลัง"
เดี๊ยนเข้าใจว่า มีผู้เข้าแข่งขัน ที่ใช้ "แป้งสาลี" บ้าง "มันฝรั่ง" บ้าง ในการเป็นคาร์โบไฮเดรตหลัก
วัฒนธรรมขอม จึงมีคำว่า "บายศรี สู่ขวัญ" คำว่า "บาย" แปลว่า "ข้าว" ส่วนคำว่า "ขวัญ" เป็นคำในวัฒนธรรม ไท - กะได (ขร้าไท)
เดี๊ยนเพิ่งผ่านตากระทู้ ว่าสมัยประมาณปลายศตวรรษ ปี พ.ศ. 24xx เคยมีแพทย์ มารณรงค์ ให้คนไทย "กินกับ" เยอะขึ้น เน้นกับ มากกว่าเน้นข้าว ปรับปรุงโภชนาการใหม่ จนสมัยนี้มาสู่จุดที่เรามี "หมูกระทะ" มี "เนื้อวัว นม เนย ชีส โยเกิร์ต" ตามอย่างฝรั่ง (และตามอย่างยุคพุทธกาล)
คนไทยภาคอื่น ๆ ในวัฒนธรรมนาน้ำ ก็คงจะเน้น "ข้าว" เหมือนกัน ดังหลงเหลือเป็นมรดกตกทอดในภาษาไทยปัจจุบัน ว่า "กินข้าว" หรือ "กินเข้า" น่ะเอง
น่าจะเล่าครบทุกประเด็นที่อยากเล่าแล้ว จริง - เท็จ ประการใด โปรดใช้จักรยาน เขียนเป็นจดหมายเหตุ ไว้ให้ลูก ให้หลาน ได้อ่าน ได้ใช้เป็นเรฟเฟอเรนส์ ในยุคที่วัฒนธรรมมัน "ขายได้" คนหิวแสง หิวเงิน ก็พยายามจะเคลมเอา เอาน้ำลายป้ายเอา แก้วิกิพีเดียเอา ส่งคนมาเรียนเอาวิชา แล้วเอาไป "แหล" เอา
ถ้านึกอะไรได้ หรือแก้ไข เพิ่มเติม ลดทอน อะไร เดี๊ยนค่อยกลับมาปรับปรุง update เป็นระยะ ๆ นะคะ หากผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยล่วงหน้าค่ะ _/|\_
(พะเยา - ดอกคำใต้) มีข้าวเหนียว มีมะม่วง แต่ไม่มี "ข้าวเหนียวมะม่วง" มีแต่ "ข้าวมันบะม่วง" จดหมายเห็ดฉบับเดี๊ยนเอง
การใส่มะพร้าวลงไป จะเป็นลักษณะมะพร้าวขูด ด้วยที่ขูดมือ หรือเป็นกระต่ายขูดมะพร้าว ซึ่งภาษาเหนีย กำเมียง จะฮ่องว่า "แมวขูดบะป้าว"
เรื่องข้าวเหนียวมะม่วง ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกคนประเทศลาวเคลม
หลายปีก่อน มีนักวิชาการคนไทยท่านนึง ได้ให้ข้อสังเกตคร่าว ๆ ว่า ถ้ากินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก ขนมมักจะทำจากข้าวเจ้า ถ้ากินข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก ขนมมักจะทำจากข้าวเหนียว
ซึ่งข้าวเหนียวมะม่วง มีลักษณะเป็นของหวาน หรือขนม หรือของว่าง ตบท้ายของคาว
ซึ่งเหตุผลข้างต้น อาจจะใช้ไม่ได้กับปัจจุบัน ที่เรามีแป้งสารพัดชนิด ทำขนม ทำอาหาร ที่อยากกิน ได้ตลอดทั้งปี ไม่มีขาดแคลน นานาชาติ ฟิวชัน กันไปหมดแล้ว
ถ้าพูดถึงคำว่า "ข้าวมัน" ของภาคเหนือ จะหมายถึง "ข้าวเหนียวมูน" หรือข้าวเหนียวที่มันจากกะทิ หรือมะพร้าว ก่อนเลย ก่อนการมาถึงของ "ข้าวมันไก่"
คนเหนือ จะไม่เรียกข้าวเหนียว ว่า "ข้าวเหนียว" แต่เรียกเป็นคำกริยา ตามวิธีปรุง แยกเป็น "ข้าวนึ่ง" (ข้าวเหนียว) "ข้าวหุง" (ข้าวเจ้า) และ "ข้าวก่ำ" (ข้าวสีก่ำ หรือข้าวเหนียวดำ นำไปผสมกับข้าวขาวอีกที)
เดี๊ยนเพิ่งทราบจากรายการที่พูดถึงข้าวเหนียวดำว่า สมัยก่อนคนเหนือจะปลูกไว้ดักโรค ดักแมลง ถ้าแมลงลง จะลงข้าวก่ำก่อน อารามประมาณคนยุโรป ปลูกกุหลาบ เอาไว้คู่กับสวนองุ่น ถ้ามีศัตรูพืชลง จะลงที่กุหลาบก่อน เป็นต้น ทำให้สังเกตเห็นได้ง่าย
เพราะฉะนั้น คำว่า "ข้าวต้ม" สำหรับคนเหนีย ในอดีต จะหมายถึง "ข้าวต้มมัด" หรือ "ข้าวต้มผัด" เรียกเป็นคำสร้อยว่า "ข้าวหนม ข้าวต้ม" แต่ในปัจจุบัน คนจะนึกถึงอาหารจีน มากกว่า คือเป็นข้าวเจ้า
แต่คำว่า "ข้าวต้ม" ก็เป็นได้ทั้ง ข้าวนึ่ง และข้าวหุง ส่วน "ข้าวหลาม" แบบทางเหนือแท้ ๆ และดั้งเดิม จะมีเพียงแค่ กระบอกไม้ไผ่ พันธุ์ที่มี "เตี้ยข้าวหลาม" (เยื่อไม้ไผ่) กับข้าวเหนียวใหม่ หลังฤดูเก็บเกี่ยวในหน้าหนาว ที่ "หิงไฟ" (ผิงไฟ) "อังไฟ" และ "เผาข้าวหลาม" ไป
ข้าวเหนียวใหม่ ใส่ในกระบอกไม้ไผ่ แช่น้ำไว้ 1 คืน รุ่งเช้าเอามาหลาม ข้าวเหนียวกินเป็นข้าวเปล่า จะไม่ใส่กะทิ ไม่ใส่น้ำตาล แต่ถ้าอยากกินหวาน จะเอาข้าวใหม่ ซึ่งมีความหอมในตัวเอง และจากเตี้ยข้าวหลาม มาจิ้มกับ "น้ำตาลทราย" กิน กินเป็นขนม
ส่วน "ข้าวเหนียวปิ้ง" ภาษาเหนีย บ้านเดี๊ยน จะเรียกว่า "ข้าวมันปิ้ง" สมัยก่อน คนขาย เขาทำแค่ไม่กี่ไส้ เดี๊ยนจะชอบไส้มันเทศ ซึ่งภาษาบ้านเดี๊ยน เรียกว่า "มันแกว"
ส่วน "มันแกว" ในภาษาไทยกลาง ภาษาเหนีย จะเรียกต่างกันไป ตามแต่ละท้องถิ่น อย่างบ้านเดี๊ยนจะเรียกว่า "มันแกวละแวก" เข้าใจว่าอาจขึ้นฝั่งมาจากทางเขมร หรือรับมาจากเขมรก่อน ประมาณ "ดอกลั่นทม" (นครธม) หรือ "จุ๋มป๋าลาว"
มันแกวละแวก บางท้องถิ่น บางชาติพันธุ์ อาจจะเรียกว่า "มันแกวลาว" หรือ "บะขะตุ๋ม" ซึ่งทั้งมันเทศ และมันแกว เป็นพืชพื้นเมืองของทางทวีปอเมริกา
เดี๊ยนจำข้าวมันปิ้ง อีกไส้ไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน จะมีหลายไส้ คล้ายกับหน้าขนมครกในปัจจุบัน เช่น กล้วย ถั่วดิน (ถั่วลิสง) ถั่วเขียวกะเทาะเปลือก เผือก (หั่นเต๋า หรือกวน) ฯลฯ
ทีนี้วกมาเรื่อง "ข้าวมัน" สรุปแล้ว ในภาษาเหนือ จะไปตรงกับภาษาไทยกลาง คือเมนู "ข้าวมันส้มตำ" ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่อาหารเหนือ อีกเหมือนกัน เพราะคนเหนือเรียก "ส้มตำ" ว่า "ตำส้ม" (คู่กับตำหวาน) หรือ "ตำบะ(ก้วย)เต้ศ" (ตำมะละกอ หรือตำบักหุ่ง)
สมัยก่อน ในตลาด "ข้าวมัน" จะมีเพียง 2 หน้า (2 topping) คือ "หน้าไข่" (ข้าวเหนียวสังขยา) และ "หน้าปลา" (หน้าปลาแห้ง) ปัจจุบันอาจมี "หน้ากลอย" แต่
ไม่มี(อาจจะมีค่ะ แต่เดี๊ยนลืม) "หน้ากะฉีก" (หน้ามะพร้าวผัดหวาน)"หน้าปลา" จะประกอบไปด้วย ปลาแห้ง หอมแดงเจียว น้ำตาลทราย แล้วจะมีรสเค็มตัด เดี๊ยนไม่ทราบว่าเค็มจากปลา หรือใส่เกลือเพิ่ม แล้วก็ไม่ทราบว่าทำมาจากปลาอะไร
คนเหนือสมัยก่อน จะไม่มี "บะเต้าหน้าป๋า" (แตงโมหน้าปลาแห้ง) เป็นของมารู้จักสมัยหลัง รับมาจากภาคกลาง ว่าเป็นของกินหน้าร้อน ดับร้อน ญาติ ๆ กับ "ข้าวแช่"
ส่วน "ข้าวมันทุเรียน" ก็มีลักษณะเป็นน้ำ ๆ น้ำกะทิ ต้มกับเนื้อทุเรียน ดังที่ทราบกัน
"ข้าวมันบะม่วง" สมัยก่อน วิธีกิน จะราดน้ำกะทิ ลงบนข้าว เข้าใจว่าคนขายทำแยกเอาไว้ เพราะกะทิบูดเสียง่าย กะทิเสีย ยังเหลือข้าว แต่สมัยนี้ เห็นชาวต่างาติ นิยมราดน้ำกะทิลงบนเนื้อมะม่วงเลย และมี "ถั่วทอง" (ถั่วเขียวกระเทาะเปลือกคั่ว?) เป็น crumble หรือให้ crunchy แต่สมัยก่อน แถวบ้านเดี๊ยนจะไม่มีค่ะ
มะม่วง สมัยก่อน ไม่ทราบว่าพันธุ์ไหนนิยมกินคู่กับ "ข้าวมัน" หรือแค่สุก หวาน เป็นพอ กลิ่นฉุน หรือ มีเสี้ยน ก็ไม่เป็นไร และบ้านเดี๊ยนรู้จักพันธุ์ "อกร่อง" ก่อน "น้ำดอกไม้" แต่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าต้องกิน "อกร่อง" คู่กับ "ข้าวมัน" เพิ่งมาทราบในสมัยหลังนี่หละ
คนเหนือสมัยก่อน กินข้าวกับมะม่วง แต่กินเป็นมื้อหลัก ใช้มะม่วง พอให้กินข้าวลง จะเรียกว่า "กินข้าวกับบะม่วง(สุก)" เป็นอันเข้าใจตรงกัน จะไม่มีใครมาพูดว่า "กินข้าวกับข้าวนึ่งบะม่วง" แม้ภาคเหนือจะมี "ข้าวเหนียว" และมี "มะม่วง" (และมี "มะพร้าว")
คนไทยสมัยก่อน หรือวัฒนธรรมนาน้ำ ทั่วเอเชีย ให้ความสำคัญ และยกย่อง "ข้าว" มาก เคยดูรายการโกโกริโกะ เกมกึ๋ยส์: 1 เดือน 1 หมื่นเยน ของญี่ปุ่น มีดาราผู้เข้าแข่งขัน ที่มาจากครอบครัวชาวนา ทางบ้านก็พูดให้กำลังใจว่า "กินข้าวนะลูก จะได้มีกำลัง"
เดี๊ยนเข้าใจว่า มีผู้เข้าแข่งขัน ที่ใช้ "แป้งสาลี" บ้าง "มันฝรั่ง" บ้าง ในการเป็นคาร์โบไฮเดรตหลัก
วัฒนธรรมขอม จึงมีคำว่า "บายศรี สู่ขวัญ" คำว่า "บาย" แปลว่า "ข้าว" ส่วนคำว่า "ขวัญ" เป็นคำในวัฒนธรรม ไท - กะได (ขร้าไท)
เดี๊ยนเพิ่งผ่านตากระทู้ ว่าสมัยประมาณปลายศตวรรษ ปี พ.ศ. 24xx เคยมีแพทย์ มารณรงค์ ให้คนไทย "กินกับ" เยอะขึ้น เน้นกับ มากกว่าเน้นข้าว ปรับปรุงโภชนาการใหม่ จนสมัยนี้มาสู่จุดที่เรามี "หมูกระทะ" มี "เนื้อวัว นม เนย ชีส โยเกิร์ต" ตามอย่างฝรั่ง (และตามอย่างยุคพุทธกาล)
คนไทยภาคอื่น ๆ ในวัฒนธรรมนาน้ำ ก็คงจะเน้น "ข้าว" เหมือนกัน ดังหลงเหลือเป็นมรดกตกทอดในภาษาไทยปัจจุบัน ว่า "กินข้าว" หรือ "กินเข้า" น่ะเอง
น่าจะเล่าครบทุกประเด็นที่อยากเล่าแล้ว จริง - เท็จ ประการใด โปรดใช้จักรยาน เขียนเป็นจดหมายเหตุ ไว้ให้ลูก ให้หลาน ได้อ่าน ได้ใช้เป็นเรฟเฟอเรนส์ ในยุคที่วัฒนธรรมมัน "ขายได้" คนหิวแสง หิวเงิน ก็พยายามจะเคลมเอา เอาน้ำลายป้ายเอา แก้วิกิพีเดียเอา ส่งคนมาเรียนเอาวิชา แล้วเอาไป "แหล" เอา
ถ้านึกอะไรได้ หรือแก้ไข เพิ่มเติม ลดทอน อะไร เดี๊ยนค่อยกลับมาปรับปรุง update เป็นระยะ ๆ นะคะ หากผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยล่วงหน้าค่ะ _/|\_