เมื่อปีก่อนที่ญี่ปุ่น เมืองนันโตะในจังหวัดโทยามะ เกิดเหตุว่าหลังจากกินอาหารกลางวันเข้าไป มีเด็กนักเรียนและครูบางคนเกิดอาการเหมือนแพ้อาหาร ... นั่นคือเกิดอาการผื่นขึ้น ปากบวม คัน ... ผู้เกี่ยวข้องได้มีการรายงานเข้าไปจนมีการตรวจสอบและพบว่าเหตุไม่ได้เกิดขึ้นแค่โรงเรียนเดียว หากแต่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน 6 โรงเรียน มีคนที่เกิดอาการ 105 ราย โดยมี 12 รายที่เป็นมากจนต้องไปโรงพยาบาล (ได้ยาแล้วกลับบ้านทั้งหมด)
เมื่อทราบเรื่องเลยนำไปสู่การสอบสวนโรค ก่อนที่ใน 5 วันถัดมาจะพบอาการก็คือ ปลาฟูกุรากิ (ปลาบุริ / ปลาฮามาจิ / หรือปลา Yellowtail วัยเยาว์)
และสิ่งที่ก่อเรื่องก็คือ Histamine ในเนื้อปลา ที่พบเกินมาตรฐาน
1. Histamine เป็นสารที่ร่างกายใช้ในกระบวนการอักเสบแบบการแพ้ , แต่ในกรณีที่ได้รับจากภายนอกเข้าไปก็สามารถก่อให้เกิดอาการเหมือนกับการแพ้ได้
2. ทีนี้ในสัตว์บางชนิด จะมีกรดอะมิโนที่เรียกว่า Histidineมาก ... พอสัตว์ตาย แบคทีเรียเริ่มการย่อยสลาย ... ได้ผลผลิตเป็น Histamine ที่ก่ออาการแพ้ได้ ... ดังนั้นจะเกิดได้ในกรณีที่ปลาไม่สด แบบว่าระหว่างขนส่งมีช่วงที่ปล่อยให้หายเย็นแล้วเริ่มเกิดการเน่า
3. ปลาที่มี Histidine มากคือปลาในกลุ่ม Scrombidae ก็คือพวกปลาทูน่า แมคเคอเรล ... ไปจนถึงปลากลุ่มอื่น เช่นปลามาฮิมาฮิและปลาหางเหลือง
4. สารพิษHistamineที่เกิดขึ้น ทนต่อความร้อน ดังนั้นต่อให้เอาไปประกอบอาหารผ่านความร้อนจนสุกดีไม่มีกลิ่นก็ยังทำให้เกิดการแพ้ได้
5. บางครั้ง เกิดการเน่าของเนื้อปลาจนเกิดสารนี้ แต่ว่าปลาถูกเก็บรวมเข้ากับอาหารทะเลชนิดอื่น เลยทำให้พอกินอาหารที่ปนเปื้อนเข้าไปก็เกิดอาการเหมือนแพ้ได้ (แล้วคนก็จะงง เพราะเคยกินได้ไม่แพ้ ... แล้วหลังจากนั้นกินก็ไม่แพ้ ... จริงๆคืออาหารปนเปื้อน)
6. นอกจากนี้ Histadine ยังพบมากในแมลงบางชนิด เช่น หนอนไหมและตั๊กแตน ... ในแมลงทอดก็เลยพบอาการแพ้ได้เหมือนกัน และบางครั้งไปแพ้ในน้ำมันทอดท้ายๆในแมลงที่ไม่ใช่สาเหตุ (ประมาณว่าแบบหมออยู่เวรแล้วมีคนไข้แพ้แมลงมารวดเดียว 10 คนจากงานเดียวกัน)
จะหลีกเลี่ยงยังไง
เลือกวัตถุดิบที่สดสะอาดจากแหล่งที่เชื่อถือได้
อย่าตั้งเนื้อปลาดิบๆไว้ข้างนอกนานเกินไป .. แช่แข็งซะ
อาหารที่กินไม่หมด อย่าตั้งทิ้งไว้นาน เดี๋ยวเชื้อมันโต ... เอาไปอุ่นฆ่าเชื้อแล้วแช่อีกรอบถ้าจะเอามากินในมื้อถัดไป อย่าวางทิ้งไว้
เชื้อมักอยู่ในเครื่องในและเหงือก ดังนั้นถ้าปลามาเป็นตัวแล่เอาออกก่อนแช่เย็นก็ดี จะได้เอาเชื้อออกไปให้มากที่สุด
เพจ ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว
🔗⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1591148429044600&id=100044483737385&http_ref=eyJ0cyI6MTc4MjQ2NjM3MTAwMCwiciI6IiJ9
อาการแพ้หลังการกินปลา ... ที่ไม่ใช่แพ้อาหารทะเล แต่เป็นจากปลาไม่สด
เมื่อทราบเรื่องเลยนำไปสู่การสอบสวนโรค ก่อนที่ใน 5 วันถัดมาจะพบอาการก็คือ ปลาฟูกุรากิ (ปลาบุริ / ปลาฮามาจิ / หรือปลา Yellowtail วัยเยาว์)
และสิ่งที่ก่อเรื่องก็คือ Histamine ในเนื้อปลา ที่พบเกินมาตรฐาน
1. Histamine เป็นสารที่ร่างกายใช้ในกระบวนการอักเสบแบบการแพ้ , แต่ในกรณีที่ได้รับจากภายนอกเข้าไปก็สามารถก่อให้เกิดอาการเหมือนกับการแพ้ได้
2. ทีนี้ในสัตว์บางชนิด จะมีกรดอะมิโนที่เรียกว่า Histidineมาก ... พอสัตว์ตาย แบคทีเรียเริ่มการย่อยสลาย ... ได้ผลผลิตเป็น Histamine ที่ก่ออาการแพ้ได้ ... ดังนั้นจะเกิดได้ในกรณีที่ปลาไม่สด แบบว่าระหว่างขนส่งมีช่วงที่ปล่อยให้หายเย็นแล้วเริ่มเกิดการเน่า
3. ปลาที่มี Histidine มากคือปลาในกลุ่ม Scrombidae ก็คือพวกปลาทูน่า แมคเคอเรล ... ไปจนถึงปลากลุ่มอื่น เช่นปลามาฮิมาฮิและปลาหางเหลือง
4. สารพิษHistamineที่เกิดขึ้น ทนต่อความร้อน ดังนั้นต่อให้เอาไปประกอบอาหารผ่านความร้อนจนสุกดีไม่มีกลิ่นก็ยังทำให้เกิดการแพ้ได้
5. บางครั้ง เกิดการเน่าของเนื้อปลาจนเกิดสารนี้ แต่ว่าปลาถูกเก็บรวมเข้ากับอาหารทะเลชนิดอื่น เลยทำให้พอกินอาหารที่ปนเปื้อนเข้าไปก็เกิดอาการเหมือนแพ้ได้ (แล้วคนก็จะงง เพราะเคยกินได้ไม่แพ้ ... แล้วหลังจากนั้นกินก็ไม่แพ้ ... จริงๆคืออาหารปนเปื้อน)
6. นอกจากนี้ Histadine ยังพบมากในแมลงบางชนิด เช่น หนอนไหมและตั๊กแตน ... ในแมลงทอดก็เลยพบอาการแพ้ได้เหมือนกัน และบางครั้งไปแพ้ในน้ำมันทอดท้ายๆในแมลงที่ไม่ใช่สาเหตุ (ประมาณว่าแบบหมออยู่เวรแล้วมีคนไข้แพ้แมลงมารวดเดียว 10 คนจากงานเดียวกัน)
จะหลีกเลี่ยงยังไง
เลือกวัตถุดิบที่สดสะอาดจากแหล่งที่เชื่อถือได้
อย่าตั้งเนื้อปลาดิบๆไว้ข้างนอกนานเกินไป .. แช่แข็งซะ
อาหารที่กินไม่หมด อย่าตั้งทิ้งไว้นาน เดี๋ยวเชื้อมันโต ... เอาไปอุ่นฆ่าเชื้อแล้วแช่อีกรอบถ้าจะเอามากินในมื้อถัดไป อย่าวางทิ้งไว้
เชื้อมักอยู่ในเครื่องในและเหงือก ดังนั้นถ้าปลามาเป็นตัวแล่เอาออกก่อนแช่เย็นก็ดี จะได้เอาเชื้อออกไปให้มากที่สุด
เพจ ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว
🔗⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้