ว่างๆนั่งคิดไปเรื่อยเรื่องเมืองลับแลและเวลาที่ไม่เท่ากัน

นั่งอยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงหนังเรื่อง Valerian and the City of a Thousand Planets เป็นหนึ่งในหนังที่ผมค่อนข้างชอบเลยทีเดียว โดยเฉพาะฉากตลาด Big Market เป็นตลาดข้ามมิติ ที่ต้องใช้แว่นพิเศษส่องถึงจะเห็นเมืองซ้อนทับอยู่ นึกถึงเรื่องนี้แล้วก็มาคิดถึง เรื่องตำนานพื้นบ้านอย่างเช่น เมืองลับแล หรือพื้นที่ป่าอาถรรพ์ในบ้านเราอย่าง ดงละคร และ ดงพญาไฟ
ซึ่งคร่าวๆก็ตำนานพื้นบ้านมักเล่ากันว่า เวลาเดินเข้าไปในป่าเหล่านั้น ปกติก็จะเห็นเพียงต้นไม้และความว่างเปล่า ป่าเขาธรรมดา แต่เมื่อเกิดเงื่อนไขบางอย่าง เช่นเดินผ่านม่านหมอกหนาทึบ จู่ ๆ ก็จะหลุดเข้าไปในหมู่บ้านที่มีบ้านเรือน มีตลาด และผู้คนที่มีเนื้อหนังมังสาเหมือนมนุษย์ปกติอาศัยอยู่จริง ๆ

   ทีนี้พอผมลองคิดถึงวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน หรือทฤษฎีต่าง ๆ ของไอน์สไตน์มาลองเทียบลองอธิบายดู ถึงแม้ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของผมจะมีอันน้อยนิด แต่ก็นั่นแหละครับปัจจุบันนี้ เป็นยุคของ AI นะ ผมก็เลยให้ผู้ช่วยของผมค้นหาข้อมูลมาเปรียบเทียบดู ปรากฏว่ามันสามารถช่วยอธิบายปริศนาเรื่องเล่าเหล่านี้ได้... เอาน่า ถึงมันจะไม่ถูกต้อง แต่อย่างน้อยก็ลองคิดเล่นๆดูครับทฤษฎีสมคบคิดส่วนตัวผมนะ อ่านเอาเพลินๆนะอย่าซีเรียส มันค่อนข้างกาวสักหน่อย เลยใช้แท็กที่เป็นนิยายนี่แหละ ^_^

  อ่ะ มาต่อกันที่ประเด็นที่ผมอยากจะเขียนเลยละกัน ประเด็นแรกคือ ทำไมปกติถึงมองไม่เห็นเมืองลับแลเลย ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ซ้อนทับกับโลกปัจจุบัน. ในทางฟิสิกส์ทฤษฎีมีแนวคิดเรื่อง ทฤษฎีสตริง (String Theory) และ จักรวาลวิทยาแบบแบรน (Brane Cosmology) หากจินตนาการตามผมง่าย ๆ ว่า เอกภพสามมิติที่อาศัยอยู่นี้เป็นเหมือน แผ่นเค้กบาง ๆ แผ่นหนึ่งที่เรียกว่า แบรน (3-Brane) ซึ่งลอยขนานอยู่กับแผ่นแบรนอื่น ๆ ในมิติที่สูงกว่าที่เรียกว่า "บัลค์" (Bulk)
ตามฟิสิกส์ของแบรน อนุภาคแสงหรือ โฟตอน มีลักษณะเป็นสตริงปลายเปิดที่ปลายทั้งสองข้างถูกยึดตรึงไว้ให้วิ่งอยู่ได้แค่บนแผ่นแบรนของตัวเองเท่านั้น  แสงจากแบรนเมืองลับแลจึงไม่สามารถเดินทางข้ามช่องว่างมิติมาเข้าตาพวกเราๆในโลกเราเนี่ยได้ ทำให้มองเห็นเป็นเพียงพื้นที่ป่าว่างเปล่า ทว่าแรงโน้มถ่วงนั้นกลับไม่ได้เป็นแบบอนุภาคแสงหรือโฟตอนนะมันจะต่างออกไป เพราะมันเป็นสตริงปลายปิดที่สามารถรั่วไหลข้ามผ่านบัลค์ไปมาระหว่างแผ่นแบรนคู่ขนานได้   เมื่อแรงโน้มถ่วงระหว่างสองมิตินี้เกิดการกระเพื่อมหรือผันผวนอย่างรุนแรง มันจะบิดโค้งโครงสร้างกาลอวกาศตรงนั้นจนเกิดรอยฉีกขาดชั่วคราว กลายเป็นทางเชื่อมมิติที่เรียกว่า สะพานไอน์สไตน์-โรเซน (Einstein-Rosen Bridge) หรือรูหนอน (Wormhole) ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ (แน่นอนว่าข้อมูลหลายๆจุดตรงนี้ผมให้ผู้ช่วยของผมค้นหาข้อมูลให้นะครับ) ซึ่งในนิทานพื้นบ้านก็คือประตูมิติที่เปิดออกให้หลงเข้าไปนั่นเอง  

  เรื่องต่อมาก็คือ เวลาที่เดินไม่เท่ากัน ในนิทานพื้นบ้านแทบทุกเรื่องของไทย รวมถึงเรื่องของพระธุดงค์ที่หลงเข้าไปในป่าอาถรรพ์ มักมีจุดร่วมเดียวกันคือ การยืดออกของเวลา หนึ่งคืนในดินแดนนั้นกลับยาวนานเท่ากับ 5 หรือ 10 ปีในหมู่บ้านที่จากไป
ซึ่งในทางทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ ปรากฏการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงจากสองกรณีหลัก
    -  การยืดออกของเวลาจากความเร็ว (Velocity Time Dilation) หากแผ่นแบรนของเมืองลับแลกำลังเคลื่อนที่เชิงสัมพัทธ์ด้วยความเร็วสูงมากใกล้เคียงกับความเร็วแสง ในมิติพิเศษ เมื่อเทียบกับแผ่นโลกมนุษย์ เวลาของผู้ที่อยู่ในเมืองลับแล จะเดินช้าลงกว่าเวลาบนโลกมนุษย์ ตามสูตรสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ แต่ผมมองว่าทฤษฎีนี้ไม่น่าจะใช่
     -  การยืดออกของเวลาจากแรงโน้มถ่วง (Gravitational Time Dilation) หากพื้นที่ของเมืองลับแลตั้งอยู่ในจุดที่มีความหนาแน่นของมวลสารสูง หรืออยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางการบิดโค้งของแรงโน้มถ่วงในมิติเสริม อัตราการไหลของเวลาในมิตินั้นจะช้าลงอย่างมหาศาลตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ผมให้น้ำหนักตรงจุดนี้มากกว่า เพราะบางทีผมคิดว่าคนที่ก้าวข้ามไปอาจจะเป็นจุดเชื่อมโยงไปอีกมิติหนึ่งซึ่งในมิตินั้นดินแดนหรือดวงดาวที่ตั้งอยู่อาจจะมีดาวฤกษ์หรืออยู่ใกล้หลุมดำมากกว่าทำให้แรงดึงดูดรอบข้างมีเยอะกว่า
    ทีนี้มาดูกันว่า เรื่องราวเรื่องเวลาแบบนี้ มีเกิดขึ้นจุดไหนบ้างในไทยเรา
    1. เขายายดา จังหวัดระยอง (อัตราส่วนเวลา 3 ชั่วโมง = 3 ปี)
พิกัดนี้มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจมากเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 60 กว่าปีก่อน มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งหายตัวเข้าไปในป่าเขายายดาพร้อมกัน 3 คนอย่างไร้ร่องรอย ชาวบ้านต่างพากันถอดใจคิดว่าเสียชีวิตไปหมดแล้ว แต่ปรากฏว่าผ่านไป 3 ปี ทั้งสามคนกลับเดินออกมาจากป่าพร้อมกันในสภาพเดิม พอโดนถามว่าหายไปไหนมาตั้ง 3 ปี ทั้งสามคนกลับทำหน้างงแล้วตอบว่า "พวกผมเพิ่งเดินเข้าไปในป่าได้แค่ 3 ชั่วโมงเอง"
     2. อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ (อัตราส่วนเวลา 1 วัน = 1 ปี หรือข้ามช่วงวัยคน)
นี่คือต้นตำรับของตำนานเมืองลับแลที่ทุกคนคุ้นเคย ตำนานของชายหนุ่มทุ่งยั้งที่หลงป่าเข้าไปในมิติซ้อนทับ ใช้ชีวิตอยู่กินกับสาวลับแลจนมีลูกด้วยกัน จนกระทั่งทำผิดกฎเรื่องการพูดโกหกจึงโดนดีดออกมา พอเขากลับมาถึงหมู่บ้านเดิมของตัวเอง ปรากฏว่าพ่อแม่และเพื่อนพ้องต่างแก่ตัวและล้มหายตายจากไปหมดแล้ว ทั้งที่เขารู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านไปไม่นาน โดยความเชื่อโบราณระบุอัตราส่วนเวลาของมิตินี้ไว้ชัดเจนว่า "1 วันของเมืองลับแล เท่ากับ 1 ปีของโลกมนุษย์"
     3. อุทยานแห่งชาติออบหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ (หลงป่า 9 วัน แต่เวลาทางกายภาพซ้อนทับ)
กรณีนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2568 มีคุณลุงวัย 70 ปีคนหนึ่งหลงป่าหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนานถึง 9 วัน เจ้าหน้าที่ปูพรมค้นหาทั้งโดรนและกำลังพลก็ไม่พบจนประกาศยุติการค้นหาเพราะคิดว่าเสียชีวิตแล้ว แต่จู่ ๆ คุณลุงก็กลับมาในวันที่ 9 พร้อมเล่าว่าตลอดเวลาที่หลงป่า ลุงเห็นหมู่บ้านไม้ใหญ่สวยงาม มีผู้คนพูดคุยกัน และมีสองสามีภรรยาแต่งชุดไทยใหญ่โบราณเอาข้าวมาส่งให้กินทุกวันตอน 6 โมงเย็น ลุงได้ยินเสียงคนมาตามหาและพยายามตะโกนเรียกแล้ว แต่ไม่มีใครได้ยินเลย กรณีนี้ไม่ได้เกิดปรากฏการณ์ "เวลาเดินช้าลง" อย่างชัดเจน เพราะลุงยังรับรู้เวลาเช้า-เย็น และกินข้าวทุกวันตามรอบเวลาปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การซ้อนทับเชิงตำแหน่งข้ามมิติ (Spatial Superposition)

    ก็ประมาณนี้ครับ ทฤษฎีในหัวแบบกาวๆของผม อย่าซีเรียสนะครับ คิดเล่นๆสนุกๆ มาแลกเปลี่ยนแนวคิดพูดคุยกันครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่